ชีวิตดีขึ้นทุก ๆ ด้าน ด้วยการจัดบ้านแค่ครั้งเดียว

เชื่อว่าพวกเราหลาย ๆ คนคงมีโอกาสได้อ่าน
หรือได้ยินเกี่ยวกับหนังสือ Bestseller เล่มนี้มาบ้างไม่มากก็น้อย
เขียนโดยมาริเอะ คนโด
โดยภาคภาษาอังกฤษใช้ชื่อหนังสือว่า
The life-changing magic of tidying up

และหนังสือเล่มนี้ก็ได้รับความนิยมมากมาย
จน Netflix นำมาสร้างเป็นเรียลลิตี้ทีวีที่ชื่อว่า
“จัดบ้านเปลี่ยนชีวิตกับมาริเอะ คนโด”

โพสต์นี้จึงไม่ได้มาเล่าเกี่ยวกับหนังสืออย่างเดียว
แต่จะมาแบ่งปันด้วยว่าหลังจากได้ทดลองทำ
“Konmari Method” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ มาริเอะ คนโด แล้ว
มันเกี่ยวกับ Life-changing อย่างไร

วิธีจัดบ้านของมาริเอะมีความเฉพาะตัวด้วยวิถีแห่ง Konmari เช่น

1. จัดตามหมวดหมู่ ไม่ใช่ตามพื้นที่ โดยเริ่มจาก
– เสื้อผ้า
– ตามด้วยหนังสือ
– เอกสาร
– ของจิปาถะทั้งหลาย
– และสุดท้ายคือของที่มีคุณค่าทางใจ

แทนที่จะเลือกเป็นสถานที่โดยจัดทุกอย่างที่อยู่ในห้องนั้น ๆ
เราจะเลือกของประเภทนั้นที่มีอยู่ในห้องต่าง ๆ มากองรวมกัน
และนั่นสร้างประสบการณ์ท้าทายและตกตะลึง
เวลาเราเห็นของตัวเองมากองรวมกันท่วมสูง

มาริเอะเล่าว่าจำนวนเสื้อผ้าเวลานำมากองไว้รวมกันแล้ว
มักจะสูงประมาณหัวเข่า
โดยเฉลี่ยจำนวนเสื้อผ้ากองนี้จะอยู่ที่ประมาณ 160 ชิ้น
เก๋เองก็มีความรู้สึกหวั่น ๆ เช่นกันตอนเริ่มเห็นของทั้งหมดของตัวเอง

2. เวลาเลือกว่าจะทิ้งหรือเก็บอะไร
ให้หยิบของสิ่งนั้นมาสัมผัส
แล้วถามตัวเองว่าของชิ้นนั้น “Spark joy”
หรือจุดประกายความสุขให้เราหรือไม่

มาริเอะจะเน้นไม่เก็บสิ่งของไว้ “เผื่อใช้” หรือ “เสียดาย”
เพราะความรู้สึกนั้นเป็น “ภาระ” ที่เราแบกมากกว่าจะเป็น “๋Joy”
ซึ่งนี่เป็นเคล็ดลับเรื่องหนึ่งที่ทำให้เรา
เหลือแต่ของที่ให้ความสุขกับเราจริง ๆ
หลังผ่านกระบวนการ Konmari ที่ปลุกเร้าความสุข

เก๋ตั้งข้อสังเกตว่าตอนลองวิธีนี้
มันทำให้เราไม่ได้พิจารณาแต่ประโยชน์ หรือ Functional
หรืออยู่ในหมวดใช้สมอง มองแล้วคิด
แต่เน้นที่ Sentimental และ Feeling ที่เรามีต่อของสิ่งนั้น
เป็นการใช้สัมผัสหรือ Intuition มาผสมด้วย

พอเราใช้สัมผัส มันทำให้เรากลับมาอยู่กับ “ปัจจุบัน”
กับความรู้สึกที่มีต่อของสิ่งนั้น
โดยไม่ต้องติดกับ “อดีต” หรือ “อนาคต”
ด้วยคำพูดว่า “ซื้อมายังไม่ค่อยได้ใส่” หรือ
“มันก็ยังโอเคอยู่ เก็บไว้ก่อน”

หนังสือภาคต่อของ The life-changing magic of tidying up
บอกเคล็ดลับ How-to ปลุกเร้าความสุขขณะจัดบ้าน

3. ทิ้งก่อนเก็บทีหลัง
คือทิ้งให้เกลี้ยงแบบรวดเดียวจบ
แล้วหาที่วางให้ของทุกชิ้นที่เหลือ

มาริเอะเชื่อว่าคนที่เก็บของเก่งคือคนหวงของ
เราเคยมีความเชื่อผิด ๆ ว่าการจัดบ้านคือการเก็บของเข้าที่
แท้ที่จริงการเก็บของเป็นการหลอกตัวเองว่า
ปัญหาได้รับการแก้ไขแล้ว
เพราะไม่ช้าของที่เก็บก็จะเต็มและห้องจะกลับมารกเหมือนเดิม
นี่คือเหตุผลที่การจัดบ้านต้องเริ่มต้นจาก “การทิ้งของ” เสียก่อน

Marie Kondo กำลังอธิบายวิธีจัดเสื้อผ้าในรายการ เรียลลิตี้ทีวีของเธอ

จากประสบการณ์พอได้ลองทำดูแล้ว
เก๋ได้เห็นหลาย ๆ มุมว่า “การจัดบ้าน”
ช่วยจัดระเบียบความคิด หรือ Mindset ของเราไปในตัว

1. ประสบการณ์ตัวเองตอนจัดตู้เสื้อผ้า
แล้วได้ถามตัวเองแต่ละครั้งตอนจับเสื้อแต่ละชิ้นเพื่อหา Joy
ทำให้เราได้สำรวจว่าของชิ้นนั้นมันจำเป็นหรือสำคัญกับเราอย่างไร

มาริเอะจะเน้นไม่ให้ลดขั้นเสื้อผ้าให้เป็น “ชุดอยู่บ้าน”
ซึ่งเก๋เชื่อว่าผู้อ่านทุกท่านก็มักจะมีชุดนี้ประจำบ้าน
เหตุผลหนึ่งที่มาริเอะไม่อนุญาตก็พอเข้าใจได้ว่า
เรามักจะอยากเก็บชุดที่ไม่ใช่ชุดเก่งไว้เป็นชุดอยู่บ้านเผื่อไว้ได้ใช้
เมื่อนั้นก็จะเป็นช่องว่างให้มีชุดอยู่บ้านมากขึ้น
และไม่ได้ลดจำนวนเสื้อผ้าลงเลย

หลาย ๆ ชิ้นเก๋ก็เคยเก็บไว้เพราะแค่ “เผื่อไว้ได้ใช้”
หรือซื้อมาแล้วยังไม่ได้ใส่ “เสียดาย”
ตามมาด้วยความหวังว่าจะใส่มันสักวัน
ซึ่งสิ่งเหล่านั้นก็ไม่เคยเกิดขึ้นจริง

วิธีของ Konmari เป็นการฝึกปล่อยวางได้ดีทีเดียว

ด้านล่างเป็นจำนวนไม้แขวนเสื้อบางส่วนที่ได้กลับมาจากการ
“ปล่อยวาง” เครื่องนุ่งห่มที่ไม่จำเป็นกับชีวิตหรือไม่ได้ทำให้เรามี Joy จริง ๆ

2. ตอนที่ชวนลูก ๆ จัดห้องของเขา
ก็ได้เรียนรู้ว่าถ้าเป็นเมื่อก่อน
เราจะเข้าไปจัดของให้เขาเลยในฐานะแม่ที่ดี (ที่เราทึกทักเอาเอง)
หรืออีกนัยหนึ่งคือเราเข้าไป “จัดการ” ชีวิตของเขา

แต่พอลองมาใช้วิธี Konmari
ที่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ Sense หรือความรู้สึกกับของแต่ละชิ้น
ของแบบนี้ต้องให้เจ้าตัวเป็นคนบอกเอง ทำแทนกันไม่ได้
เราก็ได้ฟังเหตุผลหรือความรู้สึกว่า
เพราะอะไรลูกเลือกที่จะเก็บหรือจะทิ้งของบางชิ้น

เป็นการฝึกเคารพความคิด ความรู้สึกคนที่เรารัก

และได้ยินเหตุผลหลาย ๆ อย่างที่เราก็คาดไม่ถึง
จากมุมมองของเด็กน้อยที่มีต่อของแต่ละชิ้น

3. ระหว่างทางในการหยิบจับสำรวจของทุกชิ้น
คุณอาจจะได้พบความประหลาดใจปนขำ
เมื่อพบของบางชิ้นของคุณที่ทำให้อุทานว่า
มันมาจากไหน หรือ มันยังอยู่ตรงนี้อีกหรือ!

ของเก๋จะเป็นชุดที่ซื้อมาแล้วมันโดนแอบอยู่ในซอกหลืบของตู้
เพราะความไม่เป็นระเบียบหรือทับซ้อนของเสื้อผ้าที่วางเบียดเสียดเยียดยัด
แล้วเคยทำให้เก๋หงุดหงิดว่าของรักหายไปไหน
ก็เลยไปแก้ปัญหาด้วยการซื้อไม้แขวนเสื้อมาเพิ่ม !

ส่วนของลูกจะเป็นชุดสมัยเด็ก ๆ ของเขา
ที่คงจะเคยผ่านมือมนุษย์แม่ขณะจัดของให้ลูก
แล้วนึกในใจว่า “โตขึ้นเดี๋ยวได้ใช้”
จนตอนนี้ลูกโตเกินของใช้ชิ้นนั้นแล้วก็เพิ่งมาเห็น
หรือเป็นของเล่นที่เขาโตเกินวัยจนของเล่นนั้นไม่ได้รับการสนใจ
และไม่ได้เป็นประโยชน์กับเขาอีกต่อไป

ทำให้เห็นว่าเราพกอดีตเก็บไว้เยอะทีเดียวที่เราไม่รู้ตัว

และถ้าไม่รู้จักวางหรือปล่อยของเดิมที่มีอยู่
ตู้เสื้อผ้าหรือบ้านใหญ่ยักษ์ขนาดไหน
ก็คงไม่พอกับความอยากหรือความต้องการของเราที่ไม่ได้ขัดเกลา

หมวกของลูกชายที่พอมาสำรวจดู ก็พบ Pattern ว่าเรามักจะมีของเหมือนเดิมที่เคยมี หรือเป็นสีเดิม ๆ ที่เราชอบ ซ้ำ ๆ หลายชิ้นโดยที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จริง ๆ จัง ๆ

4. สุดท้ายสิ่งที่เราได้คือ
ความสุขที่มาจากการปล่อยวางสิ่งที่ไม่ได้เป็นสาระสำคัญในชีวิต

มันคือการ Spark Joy ของเรานี่เอง

ดังนั้นใครที่อยากลองฝึกสังเกตมุมมอง ความรู้สึกของตัวเอง
หรืออย่างน้อยเป็นช่วงเวลาที่เราได้สำรวจความคิด
และแถมยังได้ใส่เสื้อผ้า แวดล้อมด้วยของใช้
ในบ้านที่จุดประกายความสุขให้เราจริง ๆ
ขอชวนมาจัดบ้านโดยอาจจะเริ่มจากเสื้อผ้า
ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวด้วยวิธี Konmari ดู

สุขสันต์วันปล่อยวางค่ะ

มุมไบในความทรงจำกับประสบการณ์ Beyond

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2019 เก๋ได้รับเชิญให้ไปรับรางวัล “101 Global Coaching Leader”
จากสถาบัน World HRD Congress
สถานที่จัดงานคือเมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย

award 1

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าอินเดียไม่ใช่ประเทศในฝันของฉัน
และไม่ได้อยู่ใน Wish list
ตอนแรกคิดอยู่เหมือนกันว่าจะไปดีไหมในประเทศที่ไม่เคยไป และต้องไปคนเดียว
จนแฟนแซวว่าฉันชอบชวนลูกค้าออกนอก Comfort zone
ถึงตาตัวเองบ้างก็ควรออกมา Explore เรื่องที่ไม่เคยทำ หรือกล้า ๆ กลัว ๆ เสียบ้าง

ถ้าพูดถึงอินเดียฉันก็จะนึกถึงทริปแสวงบุญต่าง ๆ
แต่คราวนี้เป็นงาน Conference
และผู้จัดก็เลือกจัดงานที่โรงแรมห้าดาวที่มีชื่อว่า Taj Lands End
ฉันเลยเลือกพักที่โรงแรมที่จัดงานเสียเลย
ลึก ๆ คือกลัวค่ะ  ไม่อยากออกไปไหนให้เสี่ยง
Survival Brain มันทำงานชัดเจนมาก

taj 1
วิวด้านนอกของโรงแรม

เห็นวิธีคิดของตัวเองชัดมากขึ้น
ตอนตัดสินใจเลือก Package ห้อง
เพราะเลือก Upgrade ห้องแบบมีรวมบริการใช้ Club Lounge
ได้ห้องกว้างขึ้น อยู่ชั้นเกือบบนสุด (กลายเป็นชนชั้นบนไป)
ได้เห็นวิว Arabian Sea แบบ Top View อันสวยงาม
มีบริการ High Tea และของว่างช่วงบ่าย
หรือจะมาดื่ม Cocktail พร้อมอาหารเบา ๆ ได้ช่วงหัวค่ำ
พร้อมรถรับส่งจากสนามบินถึงโรงแรม
ส่วนอาหาร 3 มื้อนั้นไม่ต้องห่วงอยู่แล้ว เช้ากินในโรงแรม
กลางวันและค่ำมีรวมอยู่ใน Conference package
นั่นอีกแหละค่ะ  ลึก ๆ วิธีคิดตัดสินใจคือมันบอกตัวเองว่าจะไม่ออกไปไหน
จะกินนอน ประชุมมันอยู่ในโรงแรมทั้ง 4-5 วันนั่นแหละ!

room 7
วิวจากห้องพักของฉัน โรงแรมอยู่ติด Arabian Sea

แต่การที่ได้มาพักโรงแรมที่ให้ประสบการณ์ที่ดี
ก็ทำให้ความทรงจำกับมุมไบเป็นความประทับใจ
ขอรวมเรียกประสบการณ์การพักที่นี่ว่า Beyond ละกันค่ะ
ที่ใช้คำว่า Beyond เพราะมันบรรยายความรู้สึกฉันตอนพักโรงแรม
1) ขออะไรไม่เคยได้ตามที่ขอ  มักได้รับบริการ “เหนือ” กว่าที่ Request ไว้ตลอด
2) มี Surprise กับบริการและผู้ให้บริการที่นี่เป็นระยะ ๆ และจากหลาย ๆ Touchpoint (หลายแผนก)

บินคราวนี้เลือกบินกับสายการบิน Jet Airways ของอินเดียค่ะ
ตั้งใจเลือก Flight ที่ไม่ไปถึงสนามบินมุมไบหลังพระอาทิตย์ตกดิน
เราจึงบ๊ายบายเอื้องหลวงและ Thai Smile ไปโดยปริยาย
และเหตุผลของเราคงดูขำ ๆ
แต่ Survival brain เราทำงานตั้งแต่ตอนจองที่พักและสายการบินแล้ว

1) เช็คอิน
เอาว่าตั้งแต่ลงจากรถเข้าโรงแรมเพื่อเช็คอิน
ก็จะมีเจ้าหน้าที่ต้อนรับพาฉันไปรอที่โซฟาในโถง
เพื่อเขาจะไปจัดการเช็คอินที่เคานเตอร์ให้  ฉันไม่ต้องไปเอง
ระหว่างรอก็จะมีเจ้าหน้าที่ต้อนรับผู้หญิงแต่งตัวสวยงามในชุดประจำชาติ
นำสร้อยไม้มาคล้องคอฉัน (โทนมันเหมือนพวงมาลัยกล้วยไม้คล้องคอต้อนรับแขกต่างชาติน่ะค่ะ)
พร้อมกับขออนุญาตฉันก่อนท่องบทสวดอะไรสักอย่างกับถาดดอกไม้ของเธอ
ฉันฟังไม่ออก แต่เก็ทว่าเหมือนอวยพรต้อนรับ
ด้วยความที่ Flight ฉันมาถึงแต่เช้า (9.35 am) ฉันเลยมาก่อนเวลาเช็คอินปกติไปมาก (2 pm)
แต่เขาก็หาห้องให้ฉันเข้าไปพักก่อนจนได้  พร้อมกล่าวขอโทษฉันเป็นการใหญ่ที่ต้องให้รอสักพัก
ใจฉันคิดว่าไม่ต้องขอโทษขอโพยอะไรมากก็ได้  ฉันเองต่างหากที่มาก่อนเวลาไปมาก
แต่ก็ขอบคุณที่เขาจัดหาให้ได้

reception 1
ระหว่างนั่งรอให้พนักงานต้อนรับไปเช็คอินห้อง

reception 2
พนักงานต้อนรับแต่งตัวสวยงาม มาพร้อมกับถาดดอกไม้และสร้อยคอ

2) บริกรยกกระเป๋า
หลังจากนั้นฉันก็ขึ้นไปรอกระเป๋าเดินทางบนห้อง
พอบริกรเอากระเป๋าวางของในห้องเขาคงสังเกตเห็นฉันง่วนจิ้มโทรศัพท์
คือฉันพยายาม Set-up Wifi อยู่
เขาเดาใจฉันถูกค่ะ  รีบถามว่าเธอต้องการ Wifi ใช่ไหม
พร้อมรีบไปหยิบการ์ดห้องที่ระบุรหัสมาให้
เป็นความช่างสังเกตที่เกินหน้าคนยกกระเป๋าค่ะ
แถมถามฉันต่อว่าเธอเพิ่งมา ต้องการไปไหนหรือทำอะไรหรือเปล่า
ฉันก็เอ่ยชื่อสถานที่ที่ท่องมาล่วงจาก Web แนะนำการท่องเที่ยว
คนยกกระเป๋าถามต่อค่ะว่าฉันมีเวลาเท่าไร
แล้วช่วยประเมินให้เสร็จสรรพว่าที่ไหนควรไปในเวลาครึ่งวันที่ฉันมี
(ฉันมี Networking night วันนั้นกับผู้ร่วมงานคนอื่นก่อนเริ่มการสัมมนาในวันรุ่งขึ้น)
พร้อมบอกเราว่าถ้าเธอต้องการ เขาสามารถจัดหารถรับส่งตามสถานที่ที่ฉันอยากไปได้นะ
นี่ฮีก็กลายร่างเป็นไกด์แนะนำการท่องเที่ยวให้ฉันในวันแรกที่ฉันยังเบลอ ๆ

3) เจ้าหน้าที่ Front Desk
ตอนนี้ท้องร้องค่ะ เพราะอาหารบน Jet Airways ฉันไม่ถนัดจริง ๆ
แอบสารภาพด้วยว่านี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เดินทางต่างประเทศแล้วขนมาม่าและคัพโจ๊กใส่ในกระเป๋ามาด้วย
แฟนที่บ้านเห็นแล้วขำในพฤติกรรมแปลกใหม่ของฉัน
เพราะปกติฉันก็เดินทางไปหลายประเทศและเป็นคนทานอาหารไม่ยากค่ะ
แต่ฉันกังวลตั้งแต่ก่อนมาว่าจะกินได้ไหม
ทั้ง ๆ ที่เพื่อนคนไทยก็บอกว่าอาหารเช้าที่ Taj Lands End นั้นรสเลิศ

ทีนี้ฉันก็มองหากาต้มน้ำร้อนสิคะเพราะจะนำมาม่ามาโซ้ยก่อนค่อยนั่งคิดอ่านวางแผนช่วงบ่ายที่เหลือ
หาไม่เจอค่ะคุณ  และมั่นใจมากกว่าห้องระดับนี้ไม่มีกาต้มน้ำเป็นไปไม่ได้
ว่าแล้วก็ลงไปถามเจ้าหน้าสักคนที่เคานเตอร์
คำตอบที่ได้รับคือเขาถามฉันกลับว่าอยู่ห้องเบอร์อะไร
แล้วเขาก็หลับตาจินตนาการ Layout และเฟอร์นิเจอร์ในห้อง
พร้อมบอกตำแหน่งกาต้มน้ำว่าวางไว้อยู่ในเก๊ะตรงนี้ ถัดมาจากโคมไฟของเธอตำแหน่งนี้
ประหนึ่งเหมือนบอกลายแทงกันทีเดียว
และฮีแม่นมากค่ะ  มันอยู่ตรงนั้นเลยตอนฉันกลับมาดู
สิ่งที่ Amaze คือฮีท่องและจดจำ Layout ของห้องในแต่ละชั้นที่ต่างกันได้กระนั้นเชียวหรือ
มันทำให้แขกที่พักอย่างฉันรู้สึกปลอดภัยและสบายใจว่าเราอยู่ในการดูแลของคนที่รู้จริงในงานที่ทำ


4) บริกรในห้องเลานจ์
มีบางวันฉันสัมมนามาทั้งวันก็รู้สึกเพลีย ๆ เพราะหัวข้อเยอะมากในแต่ละห้องย่อย (ตั้งแต่ 9 am-7 pm)
ไม่นับรวม Dinner ทุกคืนที่เป็น Networking night ตั้งแต่ 8-10 pm
ช่วงค่ำ ๆ ที่เขาให้เบรคฉันเลยมานั่งดื่มที่ The Taj Club
ห้องเงียบเป็น Private Lounge ดีค่ะ
มองไปเห็นวิว Arabian Sea ยามพระอาทิตย์ตกดิน
คือเวลาเหน่ื่อย ๆ มานั่งปุ๊บฉันก็แจ้งบริกรแบบสิ้นคิดเลยว่าขอสไปรท์สักแก้ว
บริกรในห้องเลยถามฉันต่อว่าแน่ใจเหรอ Madam เธออยากรับ Cocktail สักแก้วไหม
ไอ้เราก็เออก็ดีนะ  แล้วก็สั่ง Pina Colada
ตอนเขามาเสิรฟ์คุณบริกรก็ถามฉันต่ออีกว่า เธออยากได้ถั่วหรือ Snack มาทานแกล้มบ้างไหม
เราก็ว่าไม่เลวนะ  ขอสักที่ก็ดี
สุดท้ายก็เลยได้จิบ Cocktail แกล้ม Cashew nut เม็ดโต ชมพระอาทิตย์ตกดิน
ก็เลยรู้สึกขอบคุณคนให้บริการที่เขาคิดเผื่อ
เพราะแค่เขาเสริฟ์สไปรท์ทื่อ ๆ ตามที่ฉันสั่งแต่แรกก็ Meet customer’s expectation แล้ว
แต่อย่างที่บอกล่ะค่ะว่าประสบการณ์ที่นี่มัน Beyond
และเขาไม่ได้ Up-sell หรอกค่ะ  เพราะฉันไม่ได้ต้องจ่ายอะไรเพิ่ม
ทุกอย่างมันถูกรวมอยู่ใน Package ที่ฉันซื้ออยู่แล้ว


5) พ่อบ้านประจำชั้น
เพิ่งได้ Feel กับคำว่า “ใส่ใจในรายละเอียด” ก็ตอนมาเห็นว่า
พวกนามบัตรบนโต๊ะทำงาน และเครื่องสำอาง Toiletry ในห้องน้ำที่ฉันวาง ๆ ไว้สะเปะสะปะ
มันถูกจัดเรียงบนผ้าลูกไม้อย่างเป็นระเบียบที่พ่อบ้านประจำชั้นนำมาประดับเพิ่มให้
คือสารภาพว่ารู้สึกเขินนิดหน่อยที่ข้าวของตัวเองวางไม่เป็นระเบียบ
และมันถูกนำมาวางจัดเรียงโดยคนอื่นอย่างตั้งใจ


ทุกวันค่ำ ๆ คุณพ่อบ้านประจำชั้นก็จะนำกลีบกุหลาบมาร้อยเรียงเป็นรูปดอกไม้
วางไว้ตามหัวมุมใกล้ ๆ กับสวิสต์ไฟตามมุมต่าง ๆ
เป็นความใส่ใจของพ่อบ้านประจำชั้นที่ฉันไม่เคยเห็นหน้า

room 9

มีคืนสุดท้ายก่อนกลับเขามาเคาะประตูห้องถามว่าเธอกลับพรุ่งนี้ใช่ไหม
เราก็ตอบไปพร้อมกับงง ๆ ในใจว่าถามเพื่อไร
เขาหายไปสักพักและกลับมาพร้อมถุงผ้าที่ใส่ Toiletry อุปกรณ์ทำเล็บ
ซึ่งปกติไม่ได้มีอยู่ในอุปกรณ์ Standard ที่โรงแรมเตรียมไว้ให้

room 11

6) ห้องอาหารเช้า
พอวันท้าย ๆ ฉันเริ่มเพลีย ๆ เพราะ Agenda ยาวและมี Networking ถึงดึกทุกคืน
บางเช้าในห้องบุฟเฟต์ฉันเลยตั้งใจไปนั่งมุมไกล ๆ ที่ไม่ค่อยมีคนเดินผ่าน
ยอมเดินตักอาหารไกลหน่อย  แต่ก็ได้นั่งกินอะไรเงียบ ๆ ชมทะเลของฉันไป
แต่ก็ไม่วายหลุดรอดสายตาของบริกรผู้เอาใจใส่
เช้านั้นฉันนั่งโดยที่อย่างน้อยมีคนเดิมมาดูฉัน 3-4 รอบเพียงเพื่อที่จะถามฉันว่า
ทุกอย่างโอเคไหม  มีอะไรขาดเหลือให้ฉันช่วยคุณได้บ้าง
โถ….ฉันหนีมาไกลยังอุตส่าห์ไม่หลุดรอดสายตาพวกคุณเนอะ
อีกเรื่องที่ชอบในห้องอาหารเช้าคือการได้ดื่มชานมท้องถิ่นอุ่น ๆ ผสมเครื่องเทศที่ชื่อว่า Chai
วิธีเสริฟ์เขาก็ไม่ธรรมดา  แทนที่จะให้แขกหยิบแก้วไปรินจากกา
เขาเสริฟ์แบบในรูปค่ะ  ได้บรรยากาศไปอีกแบบ


7) เรื่องอื่น ๆ
มานั่งประมวลดู ฉันได้รับ Surprise gifts มาหลายครั้ง
ถึงจะเป็น Gift ที่ถูกตระเตรียมไว้แล้วก็เถอะ
แต่มันก็ถูกออกแบบมาให้แขกรู้สึก Surprise ในแต่ละช่วง
ไม่ว่าจะเป็นสร้อยคอตอนเช็คอิน
ถุงผ้าพร้อมชุดล้างเล็บจากคุณพ่อบ้านประจำชั้น
หรือแม้แต่ตอนเช็คเอาท์
พนักงานแคชเชียร์บอกว่ารอแพร็บนะ  ฉันมี Gift มอบให้
ว่าแล้วเขาลุกไปหยิบถุงผ้าเล็ก ๆ ข้างในเป็นสร้อยข้อมือ
เห็นแว๊บแรกคิดในในว่าเออนะ เดี๋ยวจะใส่ให้เข้าชุดกับสร้อยคอที่ได้มาวันแรก

อีกเรื่องที่ทำให้ฉันสบายใจคือลุ๊คที่เนี๊ยบดูสะอาดของบริกร
คนอินเดียเวลาไม่ยิ้มหน้าตาอาจจะดูดุสำหรับเรา
หนวดเคราเอย ผมดกดำเข้มตลอดเวลา
ฉันรู้สึกกังวลเล็กน้อยยามไปเดิมใน City หรือ Mall ในวันแรกที่มาถึง
วันแรกฉันไม่ได้ไป Tourist attraction
แต่เลือกไปสถานที่ที่ไม่ไกลมากจากโรงแรมเพราะมีงานตอนเย็นนั้น
ฉันเลยเป็นต่างชาติอยู่คนเดียวค่ะ  เป็นจุดเด่นมาก  รู้สึกแปลกแยกอย่างเห็นได้ชัด
คนอินเดียเขาอาจไม่ได้ดุอะไร  แต่เขาก็ไม่ใช่สยามเมืองยิ้มอย่างเรา
คนให้บริการข้างนอกจะลุคแบบหนวดเคราเฟิ้มสักนิด
ในขณะที่เมื่ออยู่ในโรงแรม พนักงานทุกคนจะโกนหนวดเรียบร้อย
หวีผมใส่เจลเรียบแปล้ ดูแล้วสบายใจยิ่งนัก

ในรูปด้านล่างฉันไปทำผมที่ร้านในเมืองค่ะ
คนที่เมืองไทยเห็นรูปพากันบอกว่าช่างกล้านะเธอ
บอกว่าเหมือนฉันอยู่กับผู้ก่อการร้าย
แต่พนักงานเขาสุภาพค่ะ เพราะฉันเลือกร้านไม่โลโซนัก
กลัวตายเหมือนกัน  แต่คุยกันเมื่อยมือนิดหน่อย
อธิบายเรื่องทรงผมกัน และคนอินเดียพูดภาษาอังกฤษฟังไม่ง่ายเท่าไร


วันท้าย ๆ ฉันเริ่มคุ้นเคยมากขึ้น  ก็เลยตัดสินใจออกเที่ยวตามลำพัง
เพราะมีเวลาก่อนไฟล์ทดึกขากลับ
หาข้อมูลเอาตาม Web และขอบคุณ App อย่าง Uber และ Google Map
ที่ทำให้ฉันไม่ต้องกังวลหรือโดนชาร์จ Overprice
หรือออกนอกเส้นทางเพราะฉันคอยเช็ค App ตลอดตอนอยู่บนรถ
(อันนี้ Survival brain ก็ยังทำงานอยู่)

ฉันเลือกไปเกาะที่ต้องลงเรือบ้าง  ก็ต้องคอยถาม ๆ เขาเอาตลอดทาง
เพราะป้ายมันก็ไม่ได้มีภาษาอังกฤษทุกอัน
และการจัดเรียงก็ไม่ได้เป็นระบบระเบียบเหมือนประเทศทางตะวันตกนัก
แต่สุดท้ายก็ผ่านไปด้วยดี


สารภาพว่าฉันก็กลัวเหมือนกันตอนเดินทางคนเดียว
โดยเฉพาะเวลาที่คนขับอยู่ดี ๆ ก็จอดรถข้างทาง
พร้อมหันมาบอกว่า “Madam, give me 2 mins”
ฉันใจเสียเลยค่ะว่าหยุดเพื่อไร
เขาบอกว่าเขาขอเข้าห้องน้ำ ว่าแล้วก็ลงจากรถไป
ฉันนี้หันหลังแทบจะ 360 องศากวาดสายตาตามเขาไปว่าเข้าห้องน้ำจริง ๆ ตรงไหน
หรือไปตามใครมาเพิ่มหรือเปล่า

แต่จะบอกว่าไม่ใช่ฉันคนเดียวที่กังวลนะคะ
มีอยู่วันหนึ่งขณะเรากำลังนั่งสัมมนา เป็นเวลาสัก 17.30 น.ได้แล้ว
เพื่อนผู้เข้าสัมมนาสุภาพสตรีต่างชาติท่านหนึ่งที่ฉันเพิ่งรู้จัก
บอกว่าเธอต้องกลับโรงแรมแล้ว (เธอพักที่อื่น)
Session ที่เหลือถ้าน่าสนใจฝากแชร์วันรุ่งขึ้นให้หน่อย
สอบถามได้ความว่าเธอกังวลไม่อยากนั่ง Taxi ตอนมืดคนเดียว

ส่วนสุภาพสตรีอีกคนชาวต่างชาติบอกว่าพอทราบว่าจะต้องมาสัมมนาที่นี่คนเดียว
เลยชวนสามีมาด้วยกันแล้วขากลับจะแวะไปเที่ยวทัชมาฮาลอีกเมืองด้วย
ฉันก็ อืมม์นะ คนอื่นก็เป็นเหมือนเรา
ยามเป็นผู้หญิงเดินทางคนเดียวไปในที่ที่ไม่คุ้นเคย
(คือลำพังฉันเองก็ไม่ใช่สายแบกเป้เที่ยวลำพัง)

trip 4

ที่เล่ามาทั้งหมดเป็นมุมไบในความทรงจำที่น่าประทับใจ
ซึ่งต่างจากมุมไบในความมโนแรกของฉันยามอยู่เมืองไทย

ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ค่ะ

Growth mindset: จิตวิทยาแห่งความสำเร็จ

อะไรคือข้อแตกต่างที่สำคัญของคนที่ประสบความสำเร็จกับคนที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ?
ทำไมคนเก่งหลาย ๆ คนจึงยังไม่ประสบความสำเร็จ
แล้วถ้าเรายังไม่เก่ง ทำอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จ
บทความนี้มีคำตอบ!

จากประสบการณ์ในการช่วยพัฒนาผู้นำกว่า 10 ปี
ในบทบาทของการเป็น Trainer ที่แบ่งปันความรู้
และช่วยสร้างทักษะในการลงมือปฏิบัติกับการ Coach
สิ่งหนึ่งที่สังเกตเห็นได้ว่าเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลมาก ๆ ของความสำเร็จ
ที่มากหรือน้อย ที่เร็วหรือช้า ของคนแต่ละคน
คือ Mindset!

ใช่ค่ะ วันนี้เราจะคุยกันถึง Mindset ตัวที่สำคัญที่สุดตัวหนึ่ง
ในการสร้างความเติบโต หรือที่เราเรียกกันว่า Growth mindset

fixed mindset

1. Growth Mindset คืออะไร

หนังสือต้นตำรับสำหรับ Growth mindset เริ่มมาจาก Carol S. Dweck
ซึ่งเป็นอาจารย์ที่สอนด้านจิตวิทยาที่ Stanford University
เขียนรวบรวมไว้จากงานวิจัยของเธอในปี 2006 หรือเมื่อ 13 ปีที่แล้ว
ข้อสรุปจากงานวิจัยหลาย ๆ ชิ้นของ Carol Dweck พบว่า
วิธิมองโลก หรือ Mindset มี 2 แบบที่แตกต่างกันคือ

มิติของ Mindset Fixed mindset Growth mindset
ความพยายาม ถ้าต้องพยายามแปลว่าเรายังไม่เก่งจริง ความพยายามเป็นส่วนสำคัญที่บอกว่าเรากำลังเรียนรู้
ความท้าทาย มันทำให้เราแพ้ได้ง่าย ๆ ดังนั้นควรทำในสิ่งที่เราทำได้จะดีกว่า ทำให้เรามีความมานะ พากเพียร
ความผิดพลาด หลีกเลี่ยงกับความผิดพลาด เพราะทำให้เราดูไม่ดี ไม่มั่นใจในตนเอง ความผิดพลาดเป็นครูของการเรียนรู้ทั้งปวง
ข้อมูลป้อนกลับ

(ด้านปรับปรุง)

เขาว่าเราตรง ๆ โดยที่ไม่เข้าใจเรา
(ปกป้องตนเอง ต่อต้าน)
ดีนะที่มีคนมาบอก เราจะได้รู้ว่าครั้งหน้าต้องทำอย่างไรให้ดีขึ้น
ความสำเร็จของผู้อื่น ความสำเร็จของผู้อื่นคุกคามฉัน เราควรเรียนรู้จากความสำเร็จของผู้อื่น

เมื่อเห็นความคิดข้างต้นแล้ว เราคงพอเดาได้ไม่ยากว่าใครที่มีความสุขอยู่ใน Comfort zone เดิม ๆ!

sattaya

ตัวอย่างของการนำมาใช้ในองค์กรที่เราเห็นได้คือ CEO ของ Microsoft
เมื่อเขามารับตำแหน่งเพื่อพลิกโฉมให้กับ Microsoft
Satya Nadella นำเรื่องนี้มาเป็นแนวทางในการพัฒนา Mindset
เพื่อขับเคลื่อนองค์กรในช่วงที่ต้องก้าวข้ามความเปลี่ยนแปลง
เรื่องนี้พลิกโฉมให้ Microsoft เปลี่ยนจากวัฒนธรรม
Know-it-all เป็น Learn-it-all!

อ่านบทความที่เขียนถึงเรื่อง Microsoft ได้ที่นี่

2. GRIT ภาคขยายต่อของการเติบโตอย่างยั่งยืน

angela

Angela Duckworth นำงานของ Carol Dweck มาขยายผลในการศึกษา
โดยนำมาปรับใช้กับบทบาทการเป็นครูสอนคณิตศาสตร์ให้กับเด็กเกรด 7 ในนิวยอร์ค
เธอเรียนรู้ว่าไอคิวไม่ใช่สิ่งเดียวที่แยกเด็กเรียนดีที่สุดกับเด็กที่เรียนแย่ที่สุด
เพราะเด็กที่ผลการเรียนดีที่สุดบางคนไม่ได้มีคะแนนไอคิวสูงลิบ
แล้วเด็กที่ฉลาดที่สุดบางคนก็ไม่ได้มีผลการเรียนดีนัก

ดูคลิปที่เธอพูดใน Ted Talk ได้ที่นี่

สิ่งที่เธอค้นพบว่าเป็นปัจจัยหลักคือคำว่า Grit
ซึ่งเปรียบเสมือนการช่วยให้คนหนึ่งคนสร้างความสำเร็จแบบเป็นนักวิ่งมาราธอน
ไม่ใช่นักวิ่งระยะสั้น
เพราะความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้มาแค่ชั่วข้ามคืน

และแน่นอนค่ะเรื่องนี้มันทำให้คนหนึ่งคนลุกขึ้นมา
สร้าง Self-motivation ให้กับตนเองด้วยการปรับใช้ Growth mindset
เพื่อรักษาความเพียรพยายามทำในสิ่งที่ท้าทายกว่าความสามารถในปัจจุบัน
และรับมือกับความล้มเหลวในช่วงแรก ๆ ของการทดลอง
เพราะ Growth mindset เป็นความเชื่อที่ว่า
ความสามารถในการเรียนรู้เป็นสิ่งที่ไม่ตายตัว
สามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยความพยายามของเรา
และความล้มเหลวไม่ได้อยู่ยั้งยืนยง

grit

ทีนี้เราลองมาดูนะคะว่าวิธีการมองอย่างไรที่ทำให้เราสามารถเปลี่ยนมุมมองกับสิ่งที่เรายังทำไม่ได้หรือทำได้ไม่ดี

3. วิธีการเริ่มต้นเปลี่ยน Mindset จาก Fixed เป็น Growth

เครื่องมือที่ช่วยหยุดเสียงในหัวเมื่อเราสามารถ “จับสังเกต” Fixed mindset ของเรา
เวลาที่เราไม่เก่งเรื่องอะไร คือให้เราเติมคำว่า “ยัง” (yet) ลงไป เช่น

จากเดิม เปลี่ยนเป็น
ฉันไม่เก่งคอมพิวเตอร์  (I’m not good at computer) ฉัน ยัง ไม่เก่งคอมพิวเตอร์ (I’m not good at computer YET)
ฉันไม่รู้ (I don’t know) ฉัน ยัง ไม่รู้ (I don’t know YET)

ไม่เก่งตอนนี้ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่เก่งตลอดไป
คิดได้ดังนี้แล้ว ก็ไปลงมือเรียนรู้ฝึกฝนกันเลย!

yet 2

เครดิตภาพ:
https://www.forbes.com/sites/tomvanderark/2018/04/18/hit-refresh-how-a-growth-mindset-culture-tripled-microsofts-value/#5a9a320852ad
https://www.teacherspayteachers.com/Product/Growth-Mindset-Bulletin-Board-Display-The-Power-of-Yet-3325818

*********************************

คลิ้กที่นี่เพื่อติดตามสาระความรู้ล่าสุดที่แฟนเพจ “The Art of Growing”

The Art of Growing

 

 

 

4 แนวคิดกับ Start With Why (ตอนที่ 2)

เรากำลังพูดคุยเกี่ยวกับหนังสือ Bestseller ที่ชื่อว่า Start With Why
และบทความนี้เป็นตอนที่ 2 ต่อจาก Blog ที่แล้วที่ปูพื้นที่มาที่ไป รวมถึงแนวคิดหลักจากหนังสือ
คลิ๊กลิงค์นี้เพื่ออ่านบทความย้อนหลังตอนที่ 1
คราวที่แล้วทิ้งท้ายไว้ว่า Blog นี้จะมาคุยต่อในเรื่องของการใช้ในธุรกิจ

เราจะเห็นได้ว่าแนวคิดพื้นฐานจากหนังสือ เช่น Golden Circle, การทำงานของสมองมนุษย์
เกี่ยวข้องกับการยอมรับของสินค้าและบริการต่าง ๆ
ซึ่งนำมาถึงแนวคิดถัดมาคือเรื่องของ Law of Diffusion

3. แนวคิดเรื่อง Technology Adoption ครั้งแรก ๆ เริ่มตั้งแต่ปี 1962 จากต้นตำรับคือ Everette M. Roger ในหนังสือ Diffusion of Innovation (การแพร่กระจายของนวัตกรรม)

diffusion book
Rogers เป็นคนแรกที่เล่าถึงปรากฏการณ์การยอมรับของนวัตกรรมต่าง ๆ ด้วยระยะเวลาที่ต่างกันเป็นรูประฆังคว่ำ

chasm 1
เขาอธิบายกลุ่มลูกค้าที่ตอบรับนวัตกรรม ณ เวลาที่ต่างกันไว้ดังนี้
– Innovator (กลุ่มล้ำสมัย) เป็นคนกลุ่มแรกที่รับเอานวัตกรรมได้เร็วที่สุด คิดเป็น 2.5% ของประชากรทั้งหมด
– Early Adopters (กลุ่มนำสมัย) เป็นกลุ่มที่สอง คิดเป็น 13.5%
– Early Majority (กลุ่มทันสมัย) ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประชากร คิดเป็น 34%  ความสำคัญของกลุ่มนี้คือ ถ้าสินค้าหรือบริการไหนได้คนกลุ่มนี้ไป  จะมีแนวโน้มเป็นผู้นำส่วนแบ่งการตลาด
– Late Majority (กลุ่มตามสมัย) คิดเป็น 34%
– Laggards (กลุ่มล้าสมัย) คิดเป็น 16%

30 ปีถัดมา Geoffrey Moore ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัย Stanford นำแนวคิดมาขยายต่อแต่เน้นในเรื่องของการทำตลาดกับสินค้าไฮเทคในหนังสือชื่อว่า Crossing the Chasm
หรือถ้าใครรักชอบด้านสังคมวิทยา Malcom Gladwell มีแนวคิดประยุกต์จากเรื่องนี้คล้าย ๆ กันในหนังสือ The Tipping Point ไปตามอ่านกันได้ค่ะ


Simon Sinek บรรยายให้เห็นภาพว่ากลุ่มคนที่เป็น Innovator นั้นคิดล้ำและพร้อมจะท้าทายกลุ่มคนที่เหลือด้วยมุมมองความเชื่อที่แตกต่างของเขา
สังเกตไหมคะว่า “ความเชื่อ” หรือ Why โผล่มาแล้ว

คนกลุ่มนี้คือ คนที่พร้อมจะยืนรอต่อแถวนานนับหลายชั่วโมง เพียงเพื่อจะเป็นคนแรก ๆ ที่มี iPhone X ไว้ในครอบครอง  ทั้ง ๆ ที่สินค้านั้นอาจจะยังเป็นรุ่นแรก ๆ และยังมีข้อบกพร่องอยู่บ้าง
แต่มันเทียบไม่ได้กับ “ความฟิน” ที่ได้สัมผัสและรู้จักนวัตกรรมเป็นคนแรก ๆ ค่ะ
เพราะ Limbic brain ของเขาทำงานไปพร้อม ๆ กับความเชื่อนี้

ในขณะที่คนกลุ่มอื่น ๆ ที่ Neocortex ทำงานมากกว่า ก็จะยังไม่เข้าใจหรอกว่าไปต่อแถวรอทำไม
ในเมื่ออีกไม่กี่สัปดาห์ถัดมาก็จะมี iPhone X วางขายทั่วไปในร้านอยู่แล้ว  และอาจจะได้โปรโมชั่นราคาดี ๆ ก็เป็นได้
ใช่ค่ะ สมองของคนต่างกลุ่มมีโฟกัสที่ต่างกัน
และเราแต่ละคนก็สามารถอยู่ในต่างกลุ่มกับสินค้าหรือไอเดียที่ต่างกัน

ทีนี้มันเกี่ยวกับการทำธุรกิจเพื่อเป็นผู้นำตลาดในการตอบรับสินค้าและบริการตรงที่
ใคร ๆ ก็อยากครองส่วนแบ่งการตลาดใช่ไหมคะ
แนวคิดนี้สอดคล้องกันทั้งจากหนังสือ Crossing the Chasm และ  The Tipping Point

chasm 2

เจ้าของผลิตภัณฑ์หรือเจ้าของไอเดียอยากได้ Early Majority (กลุ่มทันสมัย) ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ไว้ในครอบครอง
ถามย้อนกลับว่ากลุ่มนี้จะคิดพิจารณาว่าจะยอมรับเมื่อไร
ก็เมื่อเขาได้ “เห็น” แล้วว่าสินค้าหรือไอเดียนั้น ๆ น่าสนใจเพราะมีหลาย ๆ คนลองมาก่อนหน้านี้
แปลว่าเราต้องมี Innovators และ Early Adopters ไว้ในมือ

นึกไปถึงตัวอย่าง iPhone X ด้านบนนะคะ
เจ้าของสินค้าหรือไอเดียจึงต้องมี Why ที่ชัดเจนที่จะดึงดูดและสื่อสารคนกลุ่มนี้ให้มีความเชื่อเดียวกันและพร้อมจะยอมรับและ Take action ใด ๆ ที่เป็นการสนับสนุนแนวคิดที่เขาเชื่อ

Simon ยังยกตัวอย่างสายการบิน Southwest สายการบินนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1970
ซึ่งเป็นยุคที่ธุรกิจการบินครองส่วนแบ่งแค่ 15% ของการเดินทางทั้งหมดในอเมริกา
แปลว่ามันยังเป็นเรื่องใหม่มาก ๆ ที่เดินทางทางอากาศ
Southwest ไม่ได้แข่งกับสายการบินด้วยกัน ใน 15% นั้น
แต่เขาเล็งไปที่ส่วนแบ่งการตลาดของวิธีการเดินทางหลักคือรถยนต์

southwest

Southwest airline จึงมีแนวคิดใหม่ ๆ ว่าทำไมต้องทำให้ทุกอย่างเป็นเรื่องยาก
Why ของสายการบินนี้คือ “เป็นตัวแทนของคนธรรมดา”
(We are the champion of the common man)
ในขณะที่สมัยนั้นผู้โดยสารยังใส่สูทขึ้นเครื่องบิน
How ของ Southwest จึงเกิดขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นราคาตั๋วเครื่องบินที่ถูกลง การไม่มีพิธีรีตอง บรรยากาศสบาย ความเรียบง่าย
และทำให้สายการบินนี้ได้รับความนิยมและทำกำไรอย่างต่อเนื่อง

สิ่งเหล่านี้เป็นหนึ่งตัวอย่างที่ดีว่าทำไมเจ้าของธุรกิจควร Start With Why!

Blog สุดท้ายในซีรีย์นี้จะนำเสนอเรื่องการนำไปประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันในแง่ของการสื่อสาร
ว่าจะพูดภาษา Why กันอย่างไร
โดยเฉพาะในมุมของการเป็นผู้นำที่จะสื่อสารให้คนอินและเอาด้วยกับเรื่องใหม่ ๆ ที่เราต้องการให้เกิดขึ้น

เครดิตภาพ:
http://creatoz.eu/best-prezi-presentation-templates/diffusion-of-innovation-diagram-prezi-presentation-template/
https://www.researchgate.net/figure/5-Diffusion-of-Innovation-The-Chasm-and-The-Tipping-Point-Once-the-The-Tipping_fig5_301789991
http://fox17.com/news/local/southwest-airlines-flight-hits-bird-returns-to-nashville

4 แนวคิดกับ Start With Why (ตอนที่ 1)

เก๋มีโอกาสได้อ่านหนังสือ Start With Why: How Great Leaders Inspire Action อีกครั้ง
ซึ่งเป็นหนังสือติดอันดับขายดีจากทำเนียบ New York Bestseller
และผู้เขียน Simon Sinek ก็มีชื่อเสียงมาจาก Ted Talk ที่ตนเองพูดเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้
สามารถชม Ted Talk ดังกล่าวจากลิงค์นี้ได้ค่ะ

simon

รอบนี้อ่านไปทำโน้ตไปเพราะต้องนำไปขยายความและแบ่งปันต่อให้กับผู้เรียน
(เก๋ทำ Book Club ให้กับลูกค้าเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนแบ่งปัน)
เลยมีประเด็นน่าสนใจจากการเรียบเรียงมาแบ่งปันให้กับคุณผู้อ่านอยู่หลายเรื่องค่ะ

book club 1

1. เรื่องแรกคงหนีไม่พ้น The Golden Circle ที่เป็นแนวคิดหลักของหนังสือ

ผู้เขียนบอกว่าคนเราทั่วไปมักสื่อสารในภาษา What ซึ่งเป็นสิ่งที่เห็นชัดเจนได้ง่าย
แต่ถ้าอยากให้คนรับสารได้รับแรงบันดาลใจ ควรเริ่มจาก Why

golden-circle

– เพราะ Why คือจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนและความเชื่อของผู้พูด (Belief)
– How คือวิธีการที่แน่วแน่ เป็นการลงมือทำ (Action)
– ในขณะที่ What คือผลลัพธ์ของวิธีการที่แน่วแน่นั้น (Result)

ฟังดูน่าขมวดคิ้วใช่ไหมคะ ว่าความเชื่อเนี่ยนะจะทำให้ผู้ฟังรู้สึกเคลิบเคลิ้ม
ผู้เขียนเลยเล่าต่อด้วยการเชื่อมโยงไปกับการตัดสินใจทางชีวภาพ (Biology) ของผู้รับสาร
และเป็นที่มาของแนวคิดที่สองคือการทำงานของสมองมนุษย์

2. สมองมนุษย์มีส่วนที่เรียกว่า Neocortex (ใช้เพื่อการรับรู้ด้านที่เป็นตรรกะ เหตุผล และภาษา)
และ Limbic (ใช้รับรู้เรื่องอารมณ์ ความรู้สึกและการตัดสินใจ)

brain 2

เวลาที่เราสื่อสารด้วยคำอธิบาย หลักฐาน จากส่วนของ What
สิ่งที่เหล่านี้เชื่อมไปกับ Neocortex ซึ่งมักจะลงท้ายด้วยการ Overthinking
ในขณะที่เราสื่อสารด้วยภาษา Why ที่เป็นอารมณ์ความรู้สึก
มันจะไปกระตุกส่วนที่เป็น Limbic Brain ที่กำหนดการตัดสินใจแบบ Intuition (ใช้สัญชาตญาณ)

เปรียบเทียบง่าย ๆ เราทราบเหตุผลและความสำคัญของการไม่ทานแป้งและขนมหวานเพื่อสุขภาพใช่ไหมคะ
แต่เพราะอะไร (ทั้งที่ไม่ได้หิวจนตาลาย) เราจึงอดใจไม่ไหวกับการขอทานขนมที่โปรดปราน
ความรู้สึก “ชนะ” เหตุผลสิคะ
ดังนั้นการสื่อสารใดที่พุ่งไปยังส่วนของ Limbic Brainได้  มีโอกาสได้รับการตอบสนองสูง

Simon Sinek ยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์เช่น Apple ที่ไม่ว่าจะพิจารณาด้วยเหตุผล หรือคำนวนจากมุมไหน
ทั้งประสิทธิภาพ Specification ฯลฯ เมื่อเทียบกับราคาอันสูงลิบแล้ว
ไม่มี “เหตุผล” ให้ชวนซื้ออย่างยิ่งเมื่อเทียบกับแบรนด์อื่น
แต่อย่าได้พูดอย่างนี้กับสาวก Apple เลยทีเดียว (= รัก ชอบ มี Feeling ที่เหนียวแน่นกับผลิตภัณฑ์)
Limbic Brain เขาจะทำงานทันทีว่า Apple สิดีกว่า
ที่เหลือก็เป็นหน้าที่ของ Neocortex ที่จะสรรสร้างเหตุผลมาหักล้างว่า Apple ยอดเยี่ยมกว่าตรงไหนบ้าง
มนุษย์ตัดสินใจด้วยอารมณ์ และฉลาดพอที่จะนำเหตุผลมาสนับสนุนอารมณ์นั้น!

apple-sloppy

Simon Sinek ยังยกตัวอย่างสินค้าอื่น ๆ เช่น ผงซักฟอก
ที่ถ้าเรามองแบบใช้เหตุผลว่าผู้ซื้อควรจะตัดสินใจซื้อที่ความสะอาดเป็นหลัก
เจ้าของผลิตภัณฑ์จึงระดมใส่ความขาวเป็นจุดขาย
ทีนี้พอไปทำความเข้าใจ (Empathize) ผู้ใช้ (User) จริง ๆ
กลับพบว่าไม่มีใครชูผ้าขึ้นมาส่องหลังจากซักเสร็จ
แต่กลับใช้วิธีดมเพื่อพิสูจน์ว่าผ้าสะอาดไหม
คนซื้อใช้ความรู้สึกสะอาดเป็นที่ตั้งในการตัดสินใจ

หรืออีกกรณีเป็นรถสัญชาติเยอรมันที่พยายามมาตีตลาดรถอเมริกา
มาด้วยความเชื่อว่ารถที่ดีควรมีสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม
แต่พวกเขาก็ประหลาดใจเมื่อพบว่าผู้ขับขี่ตัดสินใจซื้อส่วนหนึ่งเพราะการที่รถมีที่วางแก้วน้ำ
สิ่งเหล่านี้ไม่เคยปรากฏในงานวิจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อรถยนต์มาก่อน
แต่เพราะเขากำลังขายรถให้กับผู้ซื้อชาวอเมริกัน (User) ที่มีนิสัยรักการขับรถเดินทาง

หมายเหตุ – สำหรับใครที่สนใจเรื่องการเข้าอกเข้าใจลูกค้า (Empathize) ใน Design Thinking
ซึ่งเป็นกระบวนการในการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งาน
Design Thinking กำหนดให้ผู้สัมภาษณ์มองหาประสบการณ์ ความรู้สึก ของกลุ่มเป้าหมาย (User)
ด้วยการเล่าเรื่องราว (Stories) ที่เน้นความรู้สึกของผู้ใช้
เพราะนั่นเป็นตัวบอกการตัดสินใจเกี่ยวกับความรักชอบผลิตภัณฑ์จาก Limbic Brain

design thinking

เขียนมาถึงบรรทัดนี้ ทำให้นึกถึงบรรดาน้ำหอมแบรนด์เนมต่าง ๆ ที่อย่างไรก็นึกไม่ออกว่าถ้าต้องใช้เหตุผล ตรรกะมาตัดสินใจ เราจะซื้อไหม
สมองส่วนไหนของเราที่ทำงานหลังจากเห็นรูปด้านล่างนี้คะ 🙂

dior

เดี๋ยว blog ถัดไปเก๋จะมาเล่าถึง Application ของหนังสือเล่มนี้ค่ะ
ว่านำไปใช้ทั้งในเรื่องของธุรกิจและการสื่อสารเพื่อสร้างแรงบันดาลใจอย่างไรได้บ้าง

<อัพเดต> ติดตามอ่านตอนที่ 2 ได้แล้วที่ลิงค์นี้ค่ะ

เครดิตภาพ
https://appletoolbox.com/2017/12/apple-plan-for-2018/
https://dschool.stanford.edu

10 Learning Trends in 2018

เก๋ได้อ่านเจอในบทความที่วิเคราะห์ 10 แนวโน้มที่น่าจับตามองในปี 2018 มีดังนี้ค่ะ

1. Mass customization is driving learner experience
การเรียนหลักสูตรแบบ One size fits all จะไม่เวิร์คอีกต่อไป

2. Closing the digital skills gap
Internet of things กลายเป็นสิ่งสำคัญและทำให้ Shelf life ของความรู้แต่ละเรื่องสั้นลงเรื่อย ๆ
Speed จึงกลายเป็นสิ่งสำคัญ

3. Growing emphasis on people skills
การใช้เทคโนโลยีในการติดต่อสื่อสารช่วยในการสร้างนวัตกรรม แต่ Human interaction เช่น การเข้าใจ Emotion intelligence, Collaboration, Negotiation จะเป็นตัวขับเคลื่อนให้นวัตกรรมเป็นรูปธรรมได้

4. Improvisation in instructional design
หัวใจของการ Improvisation คือการ Maximize ทรัพยากรที่มีอยู่ในมือให้มากที่สุด จะช่วยทำให้ลดเวลาในการ Design และเกิดความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบการเรียนรู้

5. Agile is now the standard
หมดสมัยกับการ Design การเรียนรู้แบบ ADDIE แล้วเพราะใช้เวลาและมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า  โจทย์คือทำอย่างไรให้คนเรียนได้เข้าถึงเนื้อหาอย่างทันท่วงทีุุุ6.  The instructor as coach
ขนาดของคลาสที่เล็กลง การเรียนรู้จากสื่ออื่นที่ไม่ได้อยู่ในห้อง ทำให้บทบาทของผู้สอนควรมีการเล่าเรื่อง การโค้ช เพื่อให้ผู้เรียนเข้าถึงและได้ Insight จากเนื้อหาใน Pre-work มากกว่าแค่มาพูดเนื้อหาซ้ำ ๆ ในสิ่งที่ได้ดูมาแล้ว

7. Artificial intelligence
ด้วยความฉลาดของ Technology ที่มีมากขึ้น  เราสามารถนำข้อมูลในอดีตเกี่ยวกับผู้เรียนมาวิเคราะห์เพื่อวางแผนการพัฒนา  ความท้าทายคือจะนำข้อมูลเหล่านั้นมาเชื่อมต่อ และ Make sense อย่างไรให้เกิดประโยชน์ในเชิงธุรกิจ

8.  Leveraging training as an employee benefit
โปรแกรมการพัฒนาบุคลากรขององค์กรกลายเป็นจุดขายที่สำคัญสำหรับองค์กรที่จะใช้เพื่อดึงดูด Talent เข้ามาและรักษาคนเหล่านั้นในองค์

9. Deliberate practice becoming strategy for reinforcement
องค์กรที่ทำเรื่องการพัฒนาคนได้ดี  ควรมีมุมมองที่ดูแบบ Comprehensive กล่าวคือสามารถดูองค์รวมตั้งแต่ On-boarding, การสร้างหลักสูตรมาตรฐาน, On the job training, ไปจนกระทั่งการโค้ช การมีพี่เลี้ยงเพื่อฝึกทักษะต่าง ๆ

10. Training spend increasing
Budget ที่ใช้เกี่ยวกับ Training จะสูงขึ้น 2-5% ทั่วโลกโดยรวม

ได้ยินดังนี้แล้วคิดว่าเรื่องใดเป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นกับองค์กรในบ้านเราบ้างคะ

Cr. Doug Harward & Ken Taylor
Training Industry, Inc.

เมื่อการโค้ชเป็นเหมือนรายการทีวี คุณว่าจะเป็นรายการอะไร?

ทุกวันนี้เวลาถูกตั้งคำถามว่า
การโค้ชคืออะไร?

coaching

เก๋เชื่อว่าหลายท่านมีคำตอบในเชิงว่า
การโค้ชคือ
“กระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมคน
โดยการใช้วิธีถามคำถาม
เพื่อให้ผู้ถูกโค้ชคิดหาคำตอบได้ด้วยตัวเอง”

เสน่ห์อย่างหนึ่งของการโค้ช
ที่แตกต่างจากการพัฒนาคนด้วยวิธีอื่น ๆ
คือการ “ถามคำถาม” แทนที่การ “ให้คำตอบ
เพราะผู้ถูกโค้ชจะมีความเป็นเจ้าของ
ในทางออกที่มาจากตนเองอย่างเต็มร้อย

questioning

แต่วันนี้สิ่งที่เก๋อยากแบ่งปัน
ไม่ใช่ How-to การถามคำถาม
เพราะเคยแชร์ไปบ้างก่อนหน้านี้แล้ว
(อ่านเพิ่มเติม)

แต่เป็นการแบ่งปันจากภาคสนามของการโค้ช
ที่ใช้คำว่า “ภาคสนาม
เพราะเก๋มีโอกาสได้ไปติดตามดู
ช่วยสังเกตการณ์และ Feedback ผู้เรียน
เวลาไปฝึกการโค้ชในการปฏิบัติหน้างานจริง
กับทีมงานหรือคนรอบข้าง

มีหลุมพรางอยู่สองลักษณะ
ที่เก๋ขอเทียบเคียงกับการทำรายการทีวี

หนึ่งคือเป็นโค้ชที่ทำ “เกมทายใจ”
อีกหนึ่งคือเป็นโค้ชที่ทำ “รายการสัมภาษณ์”

blind date

1. แบบแรกคือการโค้ชแบบเกมทายใจ
เก๋พบว่าหลาย ๆ ครั้งผู้ฝึกเข้าใจผิดคิดว่ากำลังโค้ช
เพราะใช้การตั้งคำถามแทนการบอก
แต่คุณผู้อ่านเคยเห็น “การบอกโดยใช้คำถาม” ไหมคะ?
อาการนี้เห็นบ่อยเวลาหัวหน้าโค้ชลูกน้องตนเอง
เข้าทำนอง “ถามแบบมีธง

เราจะสังเกตเห็นได้ด้วยการเปิดด้วยคำถามของโค้ช
พอผู้ถูกโค้ชตอบคำตอบ
ผู้ถามก็จะถามใหม่เพื่อให้ผู้ตอบเปลี่ยนคำตอบ
หรือถ้าพูดสวย ๆ หล่อ ๆ คือ “คิดในมุมอื่น

แต่คำว่ามุมอื่นนี่เป็นมุมของหัวหน้าหรือของโค้ชค่ะ
ซึ่งเป็นคำตอบที่ถูกที่สุดเพียงคำตอบเดียว
วิธีเช็คดูง่าย ๆ คือ
ผู้ถูกโค้ชจะเริ่มไม่มั่นใจว่าควรต้องตอบอย่างไรจึงจะถูกต้อง
ราวกับว่าเขากำลังอยู่ในเกมทายใจของโค้ชอยู่
ผู้ถูกโค้ชจะเริ่มหมดพลัง
อยู่บนความกังวลสงสัยว่าคำตอบแบบไหนจะดีที่สุดกันแน่

doubt

วิธีปรับ:

เราต้องไม่ลืมว่าการโค้ชช่วยให้คนยอดเยี่ยม
เพราะเขามีโอกาสได้เลือกทางออก
หลังจากที่ได้ทบทวนพิจารณาทางเลือกทั้งหลายเป็นอย่างดี
ดังนั้นโค้ชต้องอนุญาตหรือ Empower ผู้ถูกโค้ช
เชื่อมั่นว่าการตัดสินใจที่เขามี
เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เขาสามารถทำได้ในขณะนี้
ดีที่สุดสำหรับ “ผู้ถูกโค้ช
ไม่ใช่สำหรับ “โค้ช” ค่ะ

2. อาการที่สองเรียกว่าโค้ชแบบ “รายการสัมภาษณ์”
อาการนี้โค้ชจะตั้งคำถามเพื่อให้ผู้ถูกโค้ชแชร์ออกมาให้มากที่สุด
เหมือนเป็นการพูดคุยสนทนาอย่างออกรส
ข้อมูลที่ออกมาเป็นการ Recall ข้อมูล

tv cover 1

การโค้ชไม่ใช่การถามเพื่อ “ขอข้อมูล
ประโยชน์มิใช่เพื่อให้โค้ชเข้าใจผู้ถูกโค้ช
แต่เพื่อให้ผู้ถูกโค้ช “เข้าใจตนเอง
ผ่านคำถามที่โค้ชชวนคิด

ดังนั้นคำถามจึงมิใช่แค่เพื่อ Recall
แต่ต้องชวนผู้ถูกโค้ช Review หรือ Reconstruct บางสิ่ง
เข้าทำนองไม่ไช่แค่ได้ Information
แต่ควรให้ผู้ถูกโค้ชได้เห็น Insight ของตนเอง

วิธีปรับด้วยตัวอย่างคำถาม: 
Information: คุณทำงานในบทบาทอะไรมาบ้าง (What)
Insight: บทบาทในงานไหนที่คุณได้คุณค่ามากที่สุด?
เพราะอะไรจึงเป็นเช่นนั้น? (So what)
Insight: บทบาทในงานแบบไหนที่จะตอบโจทย์ชิวีตคุณในอนาคตบ้าง (Now what)

คำถามควรให้ผู้ถูกถามเห็นทั้ง
Information และ Insight ของตนเอง

โดยสรุป
ได้เวลากลับมาสำรวจรายการทีวีของเราแล้วค่ะว่า
การโค้ชของเรานั้นอยู่ใน
1) เกมทายใจ
2) รายการสัมภาษณ์ (หรือ)
3) โค้ชตัวจริง!

**********************************
คลิ๊กที่นี่เพื่อติดตามสาระความรู้ล่าสุดที่แฟนเพจ “The Art of Growing”
The Art of Growing