5 วิธีลดงานเพื่อความสำเร็จ

ช่วงนี้ใกล้สิ้นปี 2558 แล้ว
เก๋มีโอกาสได้ทำ Group Coaching ให้กับลูกค้า
ในการทบทวนการทำงานในปีที่ผ่านมา
และตั้งเป้าหมายสำหรับปีใหม่ที่จะมาถึง

เลยทำให้นึกการให้สัมภาษณ์ของ Jack Ma
ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ชื่อดัง Alibaba.com
ในรายการของ KBS ที่เกาหลี
ถึงเคล็ดลับของการดำเนินชีวิตในแต่ละช่วงว่า

jack ma

ก่อนอายุ 20 ปี:
ตั้งใจเรียน

ก่อนอายุ 30 ปี:
หาเจ้านายต้นแบบเพื่อติดตามและเรียนรู้จากคนนั้น

ระหว่าง 30-40 ปี:
ทำงานสร้างเนื้อสร้างตัว

ระหว่าง 40-50 ปี:
มุ่งทำในสิ่งที่เราถนัดหรือเชี่ยวชาญ  เพราะด้วยวัยนี้จะไม่ใช่เวลามาค้นหาตัวตนเหมือนตอนเป็นวัยรุ่นแล้ว

ระหว่าง 50-60 ปี:
ทำงานโดยให้การสนับสนุนคนรุ่นใหม่  ลงทุนกับคนกลุ่มนี้เพราะเขาเป็นกำลังสำคัญ  และที่สำคัญเขาเก่งกว่า คล่องแคล่วกว่า

60 ปีขึ้นไป:
มีความสุขกับการใช้ชีวิตกับตนเอง พักผ่อน นอนอาบแดด

<สัมภาษณ์ Jack Ma ในรายการ KBS> 

เก๋เองมีโอกาสได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง
ซึ่งนำเสนอแนวคิดคล้าย ๆ กับที่ Jack Ma พูดไว้
คือหนังสือที่ชื่อว่า “จงทิ้งงานไปครึ่งหนึ่งเมื่อถึงวัย 40
แต่งโดย Yoshinori Shimazu
(แปลโดย บรรเจิด ชวลิตเรืองฤทธิ์)

book 40

สิ่งที่ชอบในหนังสือคือแนวคิดที่ทำให้ชีวิตมีโฟกัส
โดยเชิญชวนให้ผู้อ่าน “ทิ้ง” งานที่ผ่านมา
ซึ่งเป็นมุมที่แตกต่างท้าทายจากตรรกะ
ที่เรา ๆ ท่าน ๆ ได้รับการสอนมาว่า
ยิ่งมี Input มาก ยิ่งมีผลสำเร็จมาก

Shimazu กล่าวไว้ว่าในวัย 20-30
เป็นช่วงเวลาที่เราสั่งสม สร้างทักษะ
และไขว่คว้าสิ่งต่าง ๆ ใส่ตัว
ไม่ว่าจะเป็นนิสัย ความภูมิใจ
ลูกน้อง ความสำเร็จ
หน้าที่การงาน  Connection

ซึ่งพอรู้ตัวอีกทีสิ่งต่าง ๆ ทั้ง “ดี” และ “ร้าย”
ก็สะสมทับถมมากมายแยกแยะลำบากว่าอะไรใช่ไม่ใช่
อะไรก่อน อะไรหลัง อะไรจำเป็น อะไรไม่จำเป็น

คนวัย 40 จำนวนมากจึงต้องใช้ชีวิตแต่ละวัน
ไปกับการตะเกียกตะกายเพื่อไม่ให้จมหายไปกับงาน
หรือความรับผิดชอบที่ท่วมท้น

busy work 2

คงเหมือนที่ Jack Ma กล่าวว่า
ช่วงวัยนี้ไม่ใช่การมาค้นหา “เดอะสตาร์” ในตัวเรา
หากแต่เป็นช่วงที่เราควรจัดระเบียบชีวิต
แยกแยะ “สิ่งที่ต้องการ” กับ “สิ่งที่ไม่ต้องการ” ออกจากกัน

แล้ว “ทิ้ง” สิ่งที่ไม่ต้องการลงถังขยะไปซะ!

เก๋ขอสรุปใจความสำคัญ
คัดแยกเป็นหัวข้อใหญ่ ๆ ในการ “ทิ้ง” ดังนี้ค่ะ

1. ตัดใจ “ทิ้ง” เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิต

ทิ้งการยึดติดกับความสำเร็จด้วยวิธีเดิม ๆ ที่เคยใช้ในอดีต
ทิ้งมุมสบายของตัวเองในปัจจุบัน

ถ้าแบ่งลักษณะเฉพาะของพฤติกรรมมนุษย์ออกเป็น 3 แบบคือ
– คิดก่อนแล้วค่อยวิ่ง
– คิดไปวิ่งไป
– วิ่งก่อนแล้วค่อยคิด

วัย 40 เป็นช่วงเวลาที่รูปแบบการทำงาน
จะกลายเป็นแบบอนุรักษนิยม
หรือคอยตั้งรับเพื่อป้องกันตัวเอง

ดังนั้นการมองไปยังเส้นชัยแล้วเริ่มวิ่งออกไปก่อนน่าจะดีกว่า
ถึงงานอาจมีช่องโหว่อยู่เต็มไปหมดเพราะทำอย่างไม่รัดกุม
แต่ถ้าได้ลองออกวิ่งไปจนถึงเส้นชัยดูสักครั้ง
ภาพรวมและจุดที่ควรปรับปรุงของงานก็จะปรากฏชัดขึ้นมาเอง
ดังนั้นจงสร้างนิสัย “วิ่งก่อนแล้วค่อยคิด”

comfort zone

2. “นิสัย” เปลี่ยน พฤติกรรมเปลี่ยน

ทิ้งนิสัยอยากทำโน่นทำนี่สารพัด โดยใช้กฎ 3 ข้อ
กฎของเลข 3 คือ บีบเรื่องที่ต้องทำทุก ๆ เรื่อง
ให้เหลือแค่ 3 อย่าง
โดยเฉพาะเมื่อใดที่เรารู้สึกว่า….
– ยุ่งจนไม่มีเวลา
– มีเรื่องที่ต้องทำเยอะเกินไป
– เรี่ยวแรงถูกแบ่งออกไปหลายทาง
ให้ใช้ความกล้าหาญตัดสิ่งต่าง ๆ ทิ้งไป
แล้วบีบให้เหลือ “3 อย่าง”

habits

3. การเลือกแล้ว “โฟกัส”

แนวทาง 6 ข้อที่ใช้วิเคราะห์ว่างานที่ทำอยู่
เป็นอาชีพในฝันหรือเปล่า
1) ชอบหรือเปล่า?
2) ถนัดหรือเปล่า?
3) สนุกหรือเปล่า?
4) เป็นงานที่ให้ประโยชน์กับคนอื่นหรือเปล่า?
5) เป็นงานที่ถูกต้องหรือไม่เอาเปรียบสังคมหรือเปล่า?
6) คุ้มค่าในเชิงเศรษฐกิจหรือเปล่า?

ถ้าผ่านเกณฑ์ 6 ข้อ……อาชีพในฝัน
ผ่านเกณฑ์ 5 ข้อ…..อาชีพที่เหมาะสม
ผ่านเกณฑ์ 3-4 ข้อ…..ทำงานแลกเงิน
ผ่านเกณฑ์ไม่เกิน 2 ข้อ…..ควรตัดทิ้งแล้วเปลี่ยนงานทันที

focus

4. เปลี่ยนตารางเวลา

แนวคิดเรื่อง Work-Life balance
ทำให้คนส่วนใหญ่คิดว่า
ต้องแยกเรื่องงานและชีวิตออกจากกัน
ทั้งที่ในความเป็นจริง
เป็นเรื่องที่ทำให้สมดุลกันไม่ได้อยู่แล้ว
ดังนั้นให้ตั้งเป้าไปยัง “ชีวิตที่สวยงาม”
ไม่ใช่ “สมดุลระหว่างงานกับชีวิต”

คนเรามีเวลาจำกัดเพียงวันละ 24 ชั่วโมง
เวลาที่เรากำลังทำอะไรสักอย่าง
ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นเวลาที่เรา
“ไม่ได้ทำ” อะไรอีกตั้งมากมาย
แบ่งเวลา 80% ให้กับเรื่องที่ก่อให้เกิดผลสำเร็จของงาน
ใช้เวลา 80% ของตัวเอง
ไปกับเรื่องที่สำคัญจริง ๆ 20%

less is more 3

5. สร้างสัมพันธ์กับคนที่สำคัญจริง ๆ

ในสมองคนเรามีเซลล์ประสาทที่เรียกว่า
เซลล์กระจกเงา (Mirror Neuron)
ดังนั้นถ้าใช้เวลานาน ๆ
อยู่กับคนที่ชอบพูดไร้สาระ
หรือเอาแต่ตัดพ้อต่อว่าโชคชะตา
เซลล์กระจกเงาจะทำให้เราติดพฤติกรรมพวกนี้

คุณภาพทั้งเรื่องงานและชีวิต
จะเปลี่ยนไปตามผู้คนที่พบเจอ
ดังนั้น เราควรคบหาคนที่มีพลังบวกมาก ๆ
คนเหล่านี้มักมอบคำพูดที่ดี การเรียนรู้ที่ดี
ความมุ่งมั่นที่ดีให้เรา

spend time

คำถาม
ปีใหม่ที่จะถึงนี้เราจะ “ทิ้ง” งานหรือพฤติกรรมใด
ที่ไม่ก่อให้เกิดความสุขความสำเร็จในชีวิตกันบ้างคะ?

สวัสดีปีใหม่ 2559 ทุกท่านค่ะ

เครดิตภาพ:
workplacepsychology.net
thedailyquotes.com
quotesgram.com
http://www.bestsayingsquotes.com
likesuccess.com
http://www.pinterest.com/pin/236087205440750527/

**********************************
คลิ๊กที่นี่เพื่อติดตามสาระความรู้ล่าสุดที่แฟนเพจ “The Art of Growing”
The Art of Growing

Continue reading

4 ข้อคิดของผู้นำ Gen Y จากภาพยนตร์ The Intern

คงเป็นหนังอีกเรื่องที่ไม่ได้เปิดตัวแบบหนังฟอร์มยักษ์
แต่สร้างความประทับใจแบบปากต่อปากกับภาพยนตร์เรื่อง
The Intern (ชื่อไทยว่า “โก๋เก๋ากับบอสเก๋ไก๋”)

The Intern บอกเล่าเรื่องราวของ
เบน วิทเทคเคอร์ (โรเบิร์ต เดอ นีโร)
พ่อม่ายวัย 70 ปีผู้ค้นพบว่าการเกษียณอายุ
แล้วใช้ชีวิตแบบ Slow life
หรือตะลอนเที่ยวรอบโลกตามฝันแบบที่คนหลายคนพูดถึง
หาได้เติมเต็มชีวิตอย่างที่คาดหวัง

และเพื่อตามหาความหมายในชีวิตที่หายไป
เขาจึงมาสมัครรับคัดเลือกเป็นพนักงานฝึกงานอาวุโส
ที่เว็บไซต์ขายสินค้าแฟชั่นแห่งหนึ่ง
ซึ่งก่อตั้งและดำเนินงานโดย จูลส์ ออสติน (แอน แฮทธาเวย์)

มิตรภาพของคนสองวัยในฐานะพนักงานฝึกหัด
ของผู้อาวุโสผู้ผ่านร้อนหนาวมา 70 ปี
กับซีอีโอสาวของธุรกิจ Start-up อนาคตรุ่ง
ด้วยประสบการณ์ในการเป็นผู้นำเพียง 18 เดือนจึงเริ่มขึ้น

intro

เก๋ขอแบ่งปันข้อคิดจากมุมของโค้ชและที่ปรึกษา
ที่ได้ทำงานกับผู้นำในองค์กรน้อยใหญ่
ว่าอะไรที่เป็นสิ่งน่าสนใจ
สำหรับการนำทีมและองค์กรในยุคอนาคต

1. องค์กรยุคใหม่ต้องการความแตกต่างเพื่อการสร้างสรรค์ (Diversity)
สังเกตไหมว่าคนแต่ละวัย มีความสามารถในมุมที่แตกต่างกัน
เบนนั้นเต็มไปด้วยประสบการณ์ที่สามารถให้คำแนะนำ
ใจเย็น และมีวิธีรับมือกับสถานการณ์ที่ท้าทายอย่างลุ่มลึก

ส่วนพนักงานยุคใหม่วัยโจ๋ในองค์กรของจูลส์
ก็เต็มไปด้วยพลังของความสร้างสรรค์
พร้อมปรับเปลี่ยน เรียนรู้ ทดลองสิ่งต่าง ๆ
ภาพที่น่าประทับใจจากหนัง
คือการเห็นคนสองวัยใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างเติมเต็ม

diff gen

ความจริงคือเรามักเห็นการแบ่งแยกของวัยในการทำงาน
เวลาเก๋ทำงานกับลูกค้าที่เป็นผู้อาวุโสก็มักได้ยินคำบ่นว่า
เด็กสมัยใหม่เปลี่ยนใจง่าย เหลาะแหละ ไม่หนักแน่นมั่นคง
(ก็เพราะเขาพร้อมปรับเปลี่ยนเรียนรู้มิใช่หรือคะ)

พอไปเวิร์คกับวัยใส ก็ได้ยินคำโอดครวญว่า
ผู้ใหญ่ยึดติด เป็นทางการ ชอบบอกหรือออกคำสั่ง
(ก็เพราะเขาหนักแน่นสามารถรับมือกับวิกฤติต่าง ๆ ได้ดีใช่ไหม)

หน้าที่ผู้นำคือสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องของคนในองค์กร
ให้ยอมรับ เปิดใจกว้าง
และรู้จักใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของกันและกัน
เข้าทำนอง แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง

difference strength

2. แสดงออกถึงความชื่นชมในความสำเร็จ (Celebration)

ข้อนี้เน้นค่ะว่า “แสดงออก”
เพราะอะไรรู้ไหมคะ?
จากประสบการณ์ที่ทำงานกับลูกค้า
เก๋พบว่าหลายครั้งคนในองค์กรชื่นชมกันแต่ไม่ได้แสดงออก
เพราะคิดว่า “เป็นหน้าที่”
ที่เขาหรือเธอต้องทำเรื่องนั้นให้ดีอยู่แล้ว
แล้วเราก็บ่นว่าทำงานแล้วขาดแรงกระตุ้นจูงใจ
ที่ทำงานแห้งแล้งเต็มไปด้วยหุ่นยนต์เดินไปมา

ความสำเร็จใหญ่เกิดได้จากก้าวเล็ก ๆ หลาย ๆ ก้าวมารวมกัน
เหมือนอย่างในภาพยนตร์ที่จะมีการสั่นกระดิ่ง
เพื่อร้องป่าวถึงความสำเร็จก้าวเล็ก ๆ ขององค์กร
เพื่อร่วม “แสดง” ความยินดี
ที่ยอด Follower บน Instagram ได้แตะถึง 2,500

celebration

เราไม่สามารถบังคับให้ใครมีแรงจูงใจได้
แต่สิ่งที่ผู้นำทำได้คือสร้างสภาพแวดล้อม
ที่เอื้อให้เกิดแรงจูงใจจากตัวเขา

motivation from within

3. Work-Life ให้บาลานซ์ (Balance)

หลายคนบอกว่างานกับชีวิตส่วนตัวต้องให้สมดุล
แต่ทำไปทำมาพบว่าเราแทบแยกแยะกันได้ยาก
ผู้นำในหลายองค์กรเลยนำ Life มาไว้ในที่ทำงาน
ด้วยการสร้างสรรค์สถานที่ทำงานให้มีสภาพผ่อนคลาย
ด้วยการจัดวางออฟฟิศที่ดูสบายตา
ไม่แข็งเป็นสี่เหลี่ยม หรือนิ่ง ๆ ดูเย็นชา

furniture 2

หรือถ้าสถานที่ทำงานปรับปรุงได้ยาก
ก็สามารถเติมกิจกรรมเพื่อการผ่อนคลายให้กับทีมงาน

เช่น ในสำนักงานของจูลส์
เราจะพบเห็นพนักงานนางหนึ่งใส่ชุดสีขาวชื่อฟิโอน่า
มีหน้าที่เป็นนักบำบัดสุขภาพประจำบริษัท
หรือ In-house massage therapist
เพื่อนวดผ่อนคลายความเหนื่อยล้าของพนักงาน
ในการทำงานระหว่างวัน

massage 2


massage

เก๋ตั้งข้อสังเกตว่าโทนของบรรยากาศในภาพยนตร์
รวมถึงองค์กรของจูลส์ที่เราเห็นมีความเป็น Feminine
มีวัฒนธรรมการ Nurturing สูง
ซึ่งเป็นไปได้เนื่องจากอยู่ในอุตสาหกรรมแฟชั่น (ถึงแม้จะเป็น Tech start-up)
และ CEO ของบริษัทในเรื่องก็เป็นผู้หญิง
รวมถึงเขียนบทและกำกับโดย Nancy Meyers
ซึ่งเป็นผู้กำกับหญิงผู้เคยได้เข้าชิงรางวัลออสการ์


director 2

เลยอดไม่ได้ที่จะเชื่อมไปที่ข้อสุดท้ายว่า

4. โลกยุคใหม่เป็นเวทีที่เปิดกว้างของการเป็นผู้นำในสาขาต่าง ๆ
ของทั้งหญิง ชาย หรือคนที่ข้ามเพศ (Equality)

ดูจากในภาพยนตร์ที่จูลส์เป็น Breadwinner ของครอบครัว
ซึ่งเธอทำตรงนี้ไม่ได้เลย
ถ้าไม่ได้รับความเข้าใจและแรงสนับสนุนของสามีคู่ชีวิต
ที่เสียสละและคิดล้ำมาก ๆ
เปิดกว้างกับ Lifestyle ของครอบครัวยุคใหม่ไร้ข้อจำกัด
ที่ภรรยาสามารถทำงานนอกบ้านหารายได้หลัก
โดยที่สามีรับหน้าที่ในการดูแลลูก
ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้เขาเคยทำงานมีตำแหน่งใหญ่โตในองค์กร

husband

โดยสรุป
ผู้นำยุคใหม่ควร
– ใส่ใจในการความเป็นอยู่ของคนในทีม
– เน้นการสร้างสรรค์บนความแตกต่าง
– บริหารด้วยความชื่นชมผู้คนในศักยภาพ
– และฉลาดในการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ก่อให้เกิดแรงจูงใจ

เครดิตภาพ:
Photo courtesy of Warner Bros. Pictures
http://www.pinterest.com/pin/326933254171190316/
http://www.dailydreamdecor.com/2015_09_01_archive.html#.VkF3mbcrLIU
http://www.shootonline.com/news/interviewing-intern-writerdirector-nancy-meyers

**********************************
คลิ๊กที่นี่เพื่อติดตามสาระความรู้ล่าสุดที่แฟนเพจ “The Art of Growing”
The Art of Growing

3 คำถามโค้ชชิ่งเปลี่ยนชีวิต

หลายคนสงสัยว่าเพราะอะไร
การโค้ชจึงสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของผู้ถูกโค้ชได้

เก๋มีโอกาสได้อ่านบทความของโค้ชท่านหนึ่ง
เห็นว่าช่วยตอบคำถามนี้ได้ดี
จึงอยากขอแบ่งปันกับคุณผู้อ่าน

Wan Chung Lai เขียนไว้ว่า
คำถามในการโค้ชช่วยเปิดมุมมอง
ลบความเชื่อผิด ๆ (Myths) ที่มนุษย์คนหนึ่งมีต่อตนเอง

ความเชื่อผิด ๆ ทั้งสามได้แก่

1. การทำพลาดเป็นสิ่งเลวร้าย (Mistakes are bad)
2. ชีวิตมีคำตอบที่ถูกต้องคำตอบเดียว (There is only ONE right answer)
3. เราถูกตัดสินในทุกสิ่งที่เราทำ (You are being judged for everything you do)

การโค้ชช่วยให้เราเห็นคุณค่า (Values) ในตนเอง
เป็นการถามที่ช่วยปลดปล่อยศักยภาพ พลังชีวิตในมนุษย์คนหนึ่ง
ทำให้เราเห็นเรื่องเดิมในมุมที่เปลี่ยนไป

billy cox

1. การทำพลาด (Make mistakes)
การโค้ชช่วยให้เราได้เห็น
มุมที่เป็นประโยชน์ของการเรียนรู้จากความผิดพลาด

เราคงเคยเห็นเพื่อน ๆ ของเราเล่าเรื่องดี ๆ
ที่เกิดขึ้นจากความโชคร้ายหรือความผิดพลาด
เช่น ถ้าฉันไปทันรถไฟฟ้าขบวนนั้น
ฉันคงไม่มีโอกาสได้เจอแฟนคนนี้
(อันนี้ผู้เขียนจำเรื่องได้จาก
หนังประทับใจเรื่องหนึ่งคือ Sliding doors)

sliding doors

คนที่ถูกโค้ชจะสามารถจะลุกขึ้นยืนได้อย่างรวดเร็ว
คนเราไม่มีใครที่ไม่เคยไม่ล้มหรอกค่ะ
แต่มันสำคัญตรงที่เรา “ลุก” ได้เร็วแค่ไหน
เพราะคนที่ไม่เคย “ทำผิด” คือคนที่ไม่เคย “ทำอะไรเลย”

คนที่ไม่เคยทำผิดคือคนที่ไม่เคยทำอะไรเลย

2. เริ่มเมื่อใดก็ได้ (Start anywhere)
“เริ่มเมื่อพร้อม” คงเป็นคำที่เราได้ยินอยู่บ่อย ๆ
แต่คำว่าพร้อมของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน
บางคนคำว่าพร้อมคือสมบูรณ์แบบ
เพราะมันป้องกันเราจากความกลัว
จากความล้มเหลวหรือถูกปฏิเสธ

การโค้ชช่วยให้เรายอมรับความกลัวของตนเอง
กล้า ไม่ได้แปลว่าไม่กลัวนะคะ
แต่ความกล้าคือ “ทำทั้ง ๆ ที่กลัว”
หรือทำบนความไม่สมบูรณ์แบบนั่นแหละค่ะ

Courage

มีหนังสือขายดีบางเล่มพูดถึง
มุมการประยุกต์เรื่องนี้ในธุรกิจไว้น่าสนใจ
นั่นคือคำว่า “The Lean Startup”

lean start up book

ซึ่งปัจจุบันแนวคิดดังกล่าวได้ถูกประยุกต์ใช้
ในหลักสูตรการสอนธุรกิจของบางมหาวิทยาลัย
เช่น ที่ Harvard Business School
(รายละเอียดเพิ่มเติมจาก Harvard Business Review)

3. เป็นกลาง ๆ ไม่ต้องดราม่าเกิ๊น (Be average)
ทำในสิ่งที่เราคิดว่าใช่
ไม่ต้องกังวลจนเกินไป
อนุญาตให้ความเป็นอัจฉริยะในธรรมชาติของเราได้ทำงาน

ถึงตอนนี้หลายคนคงเริ่มอยากรู้แล้วว่า
คำถามแบบไหนจะช่วยเปลี่ยนมุมมองได้

1. คำถามที่เน้นไปที่อนาคต (Future-oriented)
เช่น ถ้าเรามีอิสรภาพในการตัดสินใจ
อะไรคือภาพที่น่าตื่นเต้นในอนาคตที่เราวาดไว้?

2. คำถามที่ให้ประเมินถึงพลังงานที่เรามี (Energy evaluation)
เช่น จินตนาการว่าถ้าเรามีพลังสุด ๆ ที่จะสามารถทำอะไรก็ได้
เราเห็นตัวเราทำอะไรอยู่?

3. คำถามที่ถามเรื่องอิสรภาพ (Freedom)
เช่น หากเราสามารถลบอุปสรรคที่หนักอึ้งเรื่องหนึ่งออกไปได้
ชีวิตเราตอนนั้นจะเป็นอย่างไร?

โดยสรุป

คำถามตัวอย่างข้างต้นดังกล่าว
ช่วยทำให้ผู้ถูกโค้ชละวางจากปัญหา, อดีต, หรืออุปสรรคที่อยู่ในใจ
ไปสู่ภาพความเป็นไปได้เชิงบวกในอนาคต
เราเรียกการถามลักษณะนี้ว่า
Solution-focused coaching

คุณผู้อ่านลอง Feed คำถามดี ๆ ให้กับตัวเองดูสิคะ
คำถามไหนที่คุณอยากตอบเอ่ย?

**********************************
คลิ๊กที่นี่เพื่อติดตามสาระความรู้ล่าสุดที่แฟนเพจ “The Art of Growing”
The Art of Growing

8 วิธีการหา “สมดุลชีวิต” จากกรณีศึกษาภาพยนตร์ ฟรีแลนซ์

สัปดาห์ที่แล้วเก๋ได้ไปดูภาพยนตร์
“ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ”
สิ่งที่ได้จากภาพยนตร์ไม่ใช่มุขที่ขำจนฮากระจาย
แต่ได้มุมมองในการสะท้อน
“ความสมดุลในชีวิต” ของพระเอกในเรื่อง

movie poster_wip_in-th

โพสท์นี้เลยขอมาแบ่งปันมุมคิดที่ไม่ใช่การวิจารณ์หนัง
แต่ขอเชื่อมชีวิตของยุ่น พระเอกในเรื่อง
กับการเป็นโค้ชที่มีโอกาสได้ช่วยลูกค้าในเรื่องการพัฒนาคุณภาพชีวิต

คนจะพัฒนาคุณภาพชีวิตตนเองได้
ต้องเข้าใจก่อนค่ะว่าเราอยู่ที่ไหน ยังต้องเติมเต็มอะไร

freelance-cover

ยุ่นเป็นกราฟิคดีไซน์เนอร์ที่ทำงานเป็นฟรีแลนซ์
สิ่งที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักคือความอึดในการทำงาน
ด้วยมุมมองในชีวิตที่ว่าเมื่อเป็นฟรีแลนซ์
ไม่ควรปฏิเสธงานบ่อย ๆ เดี๋ยวงานไม่เข้า
และควรรักษามาตรฐานของงานไว้ในระดับสูงสุด
เพื่อให้มีคนจ้างเราต่อไป และรับงานที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อการเรียกร้องทั้งปริมาณและคุณภาพมาเจอกัน
บนร่างกายของมนุษย์ธรรมดาที่มีชีวิตวันละ 24 ชั่วโมงเหมือนคนทั่วไป
ใช่ค่ะ…ยุ่นได้เป็นกราฟฟิคดีไซน์เนอร์มือต้น ๆ ที่คนกล่าวขวัญ
เป็นรุ่นพี่ในวงการที่น้องใหม่มองเป็นไอดอล
แต่ชีวิตของยุ่นในอีกภาพที่คนไม่ได้รับรู้
คือ ความสมดุลในชีวิตที่หายไป

scene 1

ด้วยความไม่ใส่ใจสุขภาพ บ้างาน ไม่หลับไม่นอน
กินแต่ของไม่มีประโยชน์ สุดท้ายก็ป่วย
คนยุ่ง ๆ อย่างเขาจำต้องตัดสินใจไปพบแพทย์
และนั่นเป็นต้นเหตุที่ทำให้ยุ่นได้เจอกับ “อิม”
นักศึกษาแพทย์ผู้มีจิตใจมุ่งมั่นในการรักษาคนไข้

Scene

อิมเป็นเหตุผลหลักที่สามารถผลักดันให้ยุ่น
ยอมเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ชีวิต
เข้านอนตั้งแต่ 3 ทุ่ม
ออกกำลังกายวันละ 30 นาที
หยุดดำรงชีพด้วยอาหารไมโครเวฟจากร้านสะดวกซื้อ
หยุดรับงานอย่างบ้าคลั่งแล้วออกไปดูทะเล
ถึงแม้ว่าในฉากเห็นยุ่นแล้วจะสัมผัสได้เลยว่า
เขาดูเก้ ๆ กัง ๆ ว่าต้องวางตัวแบบไหนเมื่อไปพักผ่อน

จากประสบการณ์การเป็นโค้ชของเก๋
ลูกค้าหลาย ๆ คนเริ่มบทสนทนาตอนต้น ๆ ของการโค้ชว่า
ต้องการให้ช่วยพัฒนาให้ชีวิตมีความสุขขึ้น
ค่ะ…ลูกค้าเก๋มักเริ่มต้นด้วยเป้าหมายของคำว่า “ความสุข”
ซึ่งถ้าเปรียบเป็นการช่วยรักษาคนไข้ของหมออิม
เราก็ต้องช่วยลูกค้าวินิจฉัยก่อนค่ะ
ว่าความสุขของลูกค้าคืออะไรกันแน่ในชีวิต

วิธีหนึ่งที่ใช้ง่าย ๆ แต่ได้ประสิทธิภาพคือ
เก๋จะแนะนำให้ลูกค้าประเมินความสมดุลในด้านต่าง ๆ ก่อน
โดยใช้ Wheel of Life
ซึ่งคิดค้นโดย Paul J. Meyer

life-wheel_personalexcellence_co_2

เครื่องมือนี้ช่วยให้เราเห็น Top view ของตัวเราเอง
ซึ่งโดยปกติแล้วเรามักมองไม่เห็น
เพราะคนเรามักจมอยู่กับกิจวัตรประจำวัน
เข้าข่ายเห็นต้นไม้แต่ไม่เห็นป่าล่ะค่ะ
(เห็นภาพย่อยแต่ไม่เห็นภาพใหญ่)

forest_victorianscandal_wordpress_com

วิธีประยุกต์ใช้ Wheel of life คือให้เราวาดวงกลม
แล้วแบ่งเป็น Pie chart พร้อมทั้งใส่ Scale ในช่องทั้งหลาย (ตามรูป)

WheelofLife scale

ขั้นตอนที่ 1
ใส่มิติต่าง ๆ ในชีวิตเราที่มีความสำคัญลงไปในแต่ละเส้น
ตัวอย่างเรื่องใหญ่ ๆ ที่เป็นมาตรฐาน เช่น
1. การงานอาชีพหรือการเรียน (Business/Career/Studies)
2. การเงิน (Finance)
3. สุขภาพ (Health) – ทานอาหาร, ออกกำลังกาย, นอนหลับ
4. ครอบครัว (Family)
5. ความสัมพันธ์ (Relationship/Romance)
6. ความสงบทางจิตใจ (Spirituality)
7. การพักผ่อน (Recreation)
8. การช่วยเหลือสังคม (Contribution)
9. มิตรภาพเพื่อนฝูง (Social/Friend)
10. การพัฒนาตนเอง (Personal growth)

ด้านบนเก๋ให้เผื่อไว้สัก 10 ตัวอย่าง
เพราะเวลาเลือกมา 8 ด้าน
จะดูที่ความสำคัญที่สอดคล้องกับชีวิตของแต่ละคนซึ่งไม่เหมือนกัน
เช่น บางคนยังเด็ก
อาจจะยังไม่มีเรื่องแฟนหรือคู่ครอง
ช่อง Romance ก็ไม่ต้องใส่ค่ะ

ขั้นตอนที่ 2
ให้คะแนนประเมินตนเองว่าเราพอใจ
หรือที่ผ่านมาได้ให้ความสำคัญในแต่ละด้านมากน้อยแค่ไหน
โดยให้คะแนนจาก 1-10 (1 น้อยสุด, 10 มากสุด)
หลังจากให้คะแนนเสร็จหมดทุกด้านแล้ว
ให้ลากเส้นต่อจุดที่เราให้คะแนนในแต่ละด้านตามตัวอย่าง

WheelofLife_www_mindtools_com

ขั้นตอนที่ 3
ตอนนี้ได้เวลาถามคำถามที่ถูกต้องกับตนเอง เช่น
1. วงล้อชีวิตของเรามีรูปร่างอย่างไร? สมดุลแต่ละด้านไหม?
หรือบูด ๆ เบี้ยว ๆ ด้านใดไปหรือเปล่า?
สิ่งสำคัญคือให้เราทำความเข้าใจกับแต่ละด้านของตนเอง

2. มีด้านไหนที่เราอยากปรับหรือพัฒนาเป็นพิเศษบ้าง?
โดยเราอาจเลือกจากข้อที่มีคะแนนต่ำ ๆ ก็ได้ค่ะ

ขั้นตอนที่ 4
เลือกด้านที่เราอยากพัฒนา
แล้วระบุว่าเราจะทำอะไรให้คะแนนด้านนั้น ๆ ที่เราได้เลือกไว้สูงขึ้นได้บ้าง?
โดยอาจเลือกมากกว่าหนึ่งด้านก็ได้ค่ะ
แต่ไม่แนะนำให้เลือกเยอะเกิน 2-3 ด้าน
เพราะจะขาด Focus ในการลงมือทำ

โดยสรุป
ชีวิตเหมือนล้อรถนะคะ
อยากให้วิ่งไกล ๆ ไม่ใช่ไปแค่ปากซอย
ต้องให้วงล้อชีวิตมีความสมดุลไม่บูด ๆ เบี้ยว ๆ
ส่วนจะล้อวงเล็ก หรือล้อวงใหญ่
“เอาที่สบายใจ” ค่ะ

เครดิตภาพ:
http://personalexcellence.co/blog/life-wheel/
https://www.mindtools.com/pages/article/newHTE_93.htm

**********************************
คลิ๊กที่นี่เพื่อติดตามสาระความรู้ล่าสุดที่แฟนเพจ “The Art of Growing”
The Art of Growing

Inside Out: 3 ข้อคิดที่ได้จากภาพยนตร์บันเทิงแต่แฝงด้วยสาระ

วันแม่ที่ผ่านมาเพิ่งมีหนังเข้าใหม่ในบ้านเราชื่อว่า Inside Out
เป็นแอนนิเมชั่นของ Disney Pixar
เรื่องราวว่าด้วย “เสียงในหัว” (Little voice) ที่เกิดขึ้น
ของไรลี่ย์เด็กผู้หญิงอายุ 11 ปี
ซึ่งเสียงที่ว่านี้เป็นบทสนทนากัน
ระหว่างอารมณ์ทั้ง 5 ในสมองของเธอ ได้แก่

1. Joy (ลั้นลา) สาวน้อยสีเหลืองสดใส
อุทิศตนเองกับเป้าหมายที่ทำให้ไรลีย์มีความสุขอยู่เสมอ

joy

2. Sadness (เศร้าซึม) สาวสีฟ้าร่างท้วม
ชอบคอตก มักพูดยานคาง
อยากทำให้ไรลีย์มีความสุขเช่นกัน
แต่มันเป็นงานที่ยากมหาโหดสำหรับเธอเกิ๊น

sadness

3. Anger (ฉุนเฉียว) คาแรคเตอร์สีแดงร้อนแรง
ใช้ชีวิตบนการสร้างความยุติธรรมให้กับไรลีย์ไม่ยอมให้ใครมารังแกเธอ
ซึ่งมักจะลงเอยด้วยการตอบสนองที่รุนแรง

anger

4. Disgust (หยะแหยง) สาวสังคมสีเขียว ดูมั่นใจ
เธอมีหน้าที่ป้องกันอันตรายต่าง ๆ ที่จะมาทำร้ายไรลีย์

disgust

5. Fear (กลั๊วกลัว) คาแรคเตอร์สีม่วง ดูช่างพินิจพิเคราะห์
ช่วยปกป้องไรลีย์จากอันตรายเช่นกัน แต่เป็นแบบลังเล ๆ  กังวล ๆ

fear

ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ประโยชน์จากหลายมุมค่ะ
เช่น ของ NBC พูดถึงในด้านของ Neuroscience หรือประสาทวิทยา

ข้อคิดที่ได้คือ
แต่ละอารมณ์ของคนเรามีประโยชน์ มีเหตุผลที่อยู่ในตัวมนุษย์
และเราควรเรียนรู้ที่จะยอมรับมัน
หลาย ๆ ครั้งอารมณ์เหล่านี้ขับเคลื่อนการกระทำของเรา
“มันอยู่ในตัวเรา  แต่เรามักมองไม่เห็น”

อารมณ์ทั้ง 5 นี้ถูกเลือกมาจากทฤษฏีของ Paul Ekman
ที่ว่าด้วยอารณ์และการแสดงออกทางสีหน้าที่หลากหลาย
แต่แอบบอกว่ามีอีกบางอารมณ์จากทฤษฎีที่ไม่ได้ถูกรวมอยู่ในหนังเรื่องนี้
เช่น Surprise (ประหลาดใจ) เป็นต้น

paul ekman

บางสื่อ เช่น Huffington Post พูดถึงหนังเรื่องนี้
ในด้าน Emotional Intelligence หรือความฉลาดด้านอารมณ์
ซึ่งถือว่าเป็นทักษะการใช้ชีวิต (Life skill) ที่สำคัญ

ข้อคิดที่ได้
ทำให้คุณพ่อคุณแม่มีบทสนทนากับเด็ก ๆ
เพื่อให้มีสติและหมั่นสังเกตคนรอบข้าง
ทำให้ครอบครัวมีภาษาร่วมกัน (Common language) ในการจับอารมณ์
เช่น เราอาจถามเด็ก ๆ ว่า
ตอนนี้หนูหรือคน ๆ นั้นที่หนูเห็นเขาเป็นตัวสีอะไรน้า?
อะโห! สอนให้เด็กมี EQ ผ่านการ์ตูน……เป็นวิธีฉลาดล้ำค่ะ
(หมายเหตุ กับผู้ใหญ่ก็ใช้ได้นะคะ เพื่อเตือนสติตน)

ส่วนของ Time เน้นให้ดูเรื่อง Grit
ซึ่งเป็นจิตวิทยาเชิงบวกรูปแบบหนึ่ง
เน้นเรื่องของ Passion + Perseverance
เพื่อให้เราถึงเป้าหมายในระยะยาว
(คนที่พูดเรื่องนี้ได้ดีคนหนึ่งคือ Angela Lee Duckworth)

ข้อคิดที่ได้
Grit ในแต่ละคนสามารถถูกพัฒนาขึ้นได้
ผ่านประสบการณ์ของ Failure หรือความล้มเหลว
แล้วสามารถลุกขึ้นมาได้ใหม่อีกครั้ง

ในหนังจะมีฉากหนึ่งตอนที่ Joy (ลั้นลา)
ตระหนักถึงคุณค่าหรือประโยชน์ของเพื่อน Sadness (เศร้าซึม)
หลังจากที่รู้สึกว่าพฤติกรรมของเพื่อนคนนี้ป่วนมาตลอด
(ขออภัยไม่กล้าเล่าละเอียดเดี๋ยว Spoil เกิ๊น)
“ทุกอารมณ์ มีคุณค่า มีหน้าที่ของมัน”

grit

ส่วนตัวเก๋ชอบภาพยนตร์เรื่องนี้จากมุมของโค้ชที่ช่วยพัฒนาศักยภาพคน
สิ่งสำคัญเบื้องต้นที่เป็นงานหินชิ้นหนึ่งของการเป็นโค้ช
คือทำอย่างไรให้ Coachee หรือผู้ที่ถูกโค้ช
“เห็น” ตนเอง  เกิดการตระหนักรู้ (Awareness)
เพราะเราจะไม่สามารถก้าวออกจาก Comfort zone
หรือ Step-up ขึ้นได้
ถ้าเรายังไม่เห็นว่าเรากำลังอยู่ที่ใด
หรือรู้สึกอย่างไรต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิต

กระบวนการนี้ใช้ Inside Out (เหมือนชื่อหนังน่ะค่ะ)
โค้ชไม่สามารถไปบอกไปสอน (=Outside In)
เพื่อให้ Coachee ตระหนักรู้หรอกค่ะว่าเราเป็นอย่างไร
ใครจะรู้จักตัวเราดีที่สุดได้เท่าตัวเราเองล่ะคะ
แต่โค้ชจะไกด์โดยใช้กระบวนการถามคำถาม
เพื่อพาคุณไปหาคำตอบด้วยกัน
กระบวนการนี้เป็น Inside out ค่ะ

inside out_2

โดยสรุป
ทุกอารมณ์ “มี” ประโยชน์มีหน้าที่ของมัน
ประเด็นคือเราควรรู้จัก “ใช้” อารมณ์เหล่านั้นให้เป็นประโยชน์
บางคน มีแต่ “ไม่ได้ใช้” (หรือ)
บางคน มีแต่ “ใช้ไม่เป็น”

หน้าที่เราคือ Embrace (ยอมรับ ตระหนัก)
มิใช่ Suppress (เก็บกด ละเลย) อารมณ์
ยิ่งรู้เร็ว  รู้ทันอารมณ์  ยิ่งบริหารจัดการตนเองได้ดี
เพราะการจะบริหารอารณ์ได้  ต้องเห็นเท่าทันมันก่อน
โดยเฉพาะในยามนี้ที่เราควรมีสติ
ซึ่งจะพาให้เราผ่านเรื่องราวทุกอย่างไปได้

“STRONGER together”

เครดิตภาพ:
Disney Pixar
http://www.carolinemiller.com

**********************************
คลิ๊กที่นี่เพื่อติดตามสาระความรู้ล่าสุดที่แฟนเพจ “The Art of Growing”
The Art of Growing

Mindset: “ติดกรอบ” หรือ “ติดกับ” 2 กับดักความคิดที่หยุดเราไว้ไม่ให้ลงมือทำ

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าคำว่า กรอบความคิด หรือ Mindset นี้
เป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็น
ถ้าจะเปรียบเทียบเป็นรูปภาพ
ก็สามารถเทียบได้กับส่วนล่างของภูเขาน้ำแข็ง

เราคงเคยได้ยินคำว่า Iceberg หรือภูเขาน้ำแข็งกันใช่ไหมคะ
ด้านบนที่โผล่พ้นน้ำมาเปรียบเหมือนพฤติกรรมที่คนอื่นเห็นเรา
ส่วนล่างที่อยู่ใต้น้ำที่เราไม่เห็นนี่สิ
มันใหญ่โตมากมายเปรียบเหมือนสิ่งที่มีอิทธิพลต่อสิ่งที่เราทำ
ไม่ว่าจะเป็น ความคิด ความรู้สึก ประสบการณ์ในอดีต
ความมุ่งมั่น  แรงจูงใจ เป็นต้น
สิ่งเหล่านี้เป็นตัวที่สร้างให้เรามีวิธีคิดหรือกรอบความคิด
ซึ่งส่งผลให้เรามีพฤติกรรมอย่างหนึ่งอย่างใด

Iceberg

คนหลายคน “ติดกรอบ” หรือกับดักทางความคิดของตนเอง
และเป็นสาเหตุหนึ่งที่เราหาเหตุผลมารองรับ
การที่เราไม่ได้ลงมือทำ

วันนี้เก๋มี 2 กรอบความคิดหลัก ๆ
ที่รวบรวมจากประสบการณ์การที่ได้โค้ช
และรับฟังมุมมองต่าง ๆ จากลูกค้าหลากหลาย
ที่ได้พูดคุยและให้คำปรึกษาที่ผ่านมา

กรอบที่ 1: I am not the cause of the matter
(ฉันไม่ใช่สาเหตุหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เกิดขึ้น)

ลองมาเล่นเกม “ใครผิด” ดูสิคะ
เช่น ถ้าเราถูกถามว่า “ทำไมคุณถึงมาสาย?”
เราจะตอบว่าอะไรบ้างคะ
…………………….

รถติด  ไม่มีที่จอดรถ  หลงทาง
ใครผิดล่ะคะ  การจราจรหรือ?
ถ้าเรารู้ว่าการจราจรติดขัดอยู่แล้ว
สิ่งที่เราทำได้คือ วางแผนการเดินทางเผื่อให้เร็วขึ้น

traffic

เวลาเกิดปัญหาอะไรขึ้น
ธรรมชาติมนุษย์มักหาสาเหตุที่อยู่นอกตัวก่อน
และสาเหตุที่อยู่นอกตัวมักไม่ง่าย
ที่จะไปเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เกิดผลลัพธ์
เพราะหลาย ๆ อย่างเราควบคุมมันไม่ได้
แต่ถ้าเรามองและเปิดใจยอมรับว่า
เราเป็นส่วนหนึ่งที่เป็นสาเหตุของปัญหาหรือสิ่งที่เกิดขึ้น
เราจะเริ่มรู้สึกรับผิดชอบที่จะหาหนทางแก้ไขปรับปรุงมัน

เช่น ลูกน้องของเราทำงานไม่ดี
ถ้าเรามองว่าสาเหตุคือเขาเป็นคนหัวไม่ไว  ปรับตัวช้า
เราจะไม่สามารถมีส่วนในการแก้ไขใด ๆ ได้ (I’m not the cause of the matter)
แต่ถ้าเรามองว่าเราเองก็เป็นส่วนหนึ่งในฐานะหัวหน้า
ที่สามารถทำให้เขาเปลี่ยนแปลงตนเองได้ “จากการกระทำของเรา”
เราจะเริ่มมี Mindset ที่จะลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหา (I’m a part of it)
How to หรือวิธีการที่จะปรับ Mindset เราคือ
การถามตนเองว่า “เราจะมีส่วนช่วยลูกน้องในเรื่องนี้ได้อย่างไร?”

subordinate

เรื่องนี้จะไปตรงกับอุปนิสัยหนึ่งที่สำคัญจากหนังสือ
Seven Habits of Highly Effective People
หรือ 7 อุปนิสัยของผู้มีประสิทธิผลสูง
ของ ดร. สตีเฟ่น โควีย์
อุปนิสัยข้อนี้บอกให้เรา
Be Proactive (เชิงรุก)
เพราะคนที่ Proactive จะไม่กล่าวโทษ (Blaming) สิ่งรอบตัว
ตรงกันข้ามกับคน Reactive (เชิงรับ)
ที่มองเห็นตนเองเป็นผลกระทบหรือเหยื่อของสิ่งที่เกิดขึ้น

7 habits

พอกรอบความคิดคิดว่าตนเองเป็นเหยื่อ
ภาษาของคน Reactive ที่ใช้พูดกับตนเองคือ
I can’t (ฉันไม่สามารถ……)
I have to (ฉันจำเป็นต้อง…..)

ในขณะที่คนที่มี Mindset แบบ Proactive จะใช้ภาษาที่ต่างกันคือ
I can (ฉันสามารถที่จะ…..)
I prefer (ฉันเลือกที่จะ……..)
I will (ฉันจะ…………………)

กรอบที่ 2: I don’t want to change
(ลึก ๆ แล้วฉันไม่ได้อยากทำหรืออยากเปลี่ยน)

คนเราเวลา “ไม่อยาก” ทำอะไร
สมองมักจะสั่งการให้หาเหตุผลมาสนับสนุนค่ะ
แล้วเราเลยเข้าใจผิดว่าเรามี “เหตุผล
จริง ๆ เราหาเหตุผลมาสนับสนุน “แรงขับเคลื่อนในการตัดสินใจ

มาลองดูกันอีกสถานการณ์หนึ่งค่ะ
สมมติว่าเราทะเลาะกับเพื่อนคนหนึ่ง
และรู้สึกกระอักกระอ่วนใจมากที่จะไปกล่าวขอโทษเขา
หลังจากที่เราพบว่าเราเข้าใจเขาผิด

ถึงแม้ว่าเหตุการณ์ผ่านมาหลายสัปดาห์แล้ว
เรายังไม่ได้เอ่ยปากขอโทษเขาสักที
ถามว่า “ทำไม?”
…………………

ไม่ได้เจอหน้ากัน…..
โทรไปแล้วเขาไม่รับ…..
กำลังคิดหาคำพูดอยู่ ฯลฯ
ประเด็นคือเรายังไม่ “อยาก” โทรค่ะ
ความ “อยาก” ยังไม่มากพอ
หากเปรียบเทียบกับอุปสรรคจากข้างในใจ

แต่ถ้าสถานการณ์เปลี่ยน  เกิดมีบางอย่างที่ทำให้เรารู้ว่า
เพื่อนเราคนนี้กำลังจะจากไปด้วยโรคร้ายบางอย่าง
เราอาจจะพยายามทุกวิถีทางที่จะได้พูดคุยขอโทษเขา
ก่อนจะไม่มีโอกาสสุดท้าย

เหตุการณ์นี้บอกอะไร?
คนเราเวลาจะลงมือทำหรือต้องเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่าง
มันต้องมี Why ที่ใหญ่พอค่ะ
Why ในที่นี้เป็นแรงจูงใจหรือแรงขับเคลื่อน
Why เป็นสิ่งที่ทำให้เรามีเหตุผลเพียงพอที่จะลุกขึ้นมาทำบางสิ่งบางอย่าง
โดยเฉพาะถ้าบางอย่างนั้นเป็นพฤติกรรมใหม่ ๆ ที่เราไม่คุ้นเคย

why

แล้วจะหา Why อย่างไร?
หลัก ๆ มาจากคำถามสองลักษณะค่ะ
1) ทำแล้วได้อะไร (แรงจูงใจด้านบวก)
2) ถ้าไม่ทำแล้วเสียอะไร (แรงจูงใจด้านลบ)

โดยสรุป
สิ่งที่มีผลต่อการลงมือทำของเราที่สำคัญ
และหลายครั้งเป็นส่วนที่เรามักมองข้าม
คือ กรอบความคิดหรือ Mindset
ลองตรวจสอบตนเองดูนะคะว่า
เรา “ติดกรอบ” หรือ “ติดกับดัก” อะไรบางอย่างข้างต้นอยู่หรือเปล่า?

**********************************
คลิ๊กที่นี่เพื่อติดตามสาระความรู้ล่าสุดที่แฟนเพจ “The Art of Growing”
The Art of Growing

3 วิธีเวิร์คกับโค้ชของเราอย่างไรให้ได้ผลลัพธ์

ได้อ่านกันบ่อย ๆ ว่าการเป็นโค้ชที่ดีควรทำอย่างไร
แต่เราไม่ค่อยได้รู้เลยว่าการเป็นผู้ถูกโค้ช (Coachee) ที่ดีนั้น
เป็นส่วนสำคัญอย่างมากต่อความสำเร็จ

เก๋เคยเขียนบทความวิธีเลือกโค้ชหรือพี่เลี้ยงที่เหมาะกับตัวเราไปก่อนหน้านี้
(เคล็ดไม่ลับกับการเลือกโค้ชหรือพี่เลี้ยงให้เหมาะกับเรา)
วันนี้ขอต่อยอดการแบ่งปันในเรื่องดังกล่าว

หลังจากเราได้เลือกโค้ชที่เหมาะกับเราแล้ว
อะไรจะเป็นวิธีการที่เราทำงานร่วมกับโค้ชให้ได้ผลลัพธ์สูงสุด?

จากประสบการณ์ของเก๋ในฐานะโค้ชมองว่า
การรู้บทบาทหน้าที่ของการเป็นผู้ถูกโค้ช (Coachee) ที่ดี
จะช่วยให้การเดินทางใน Journey
ของทั้งโค้ช (Coach) และ ผู้ถูกโค้ช
สำเร็จและราบรื่นตลอดเส้นทาง

journey

ก่อนอื่นเราขอให้เราละวางประสบการณ์เดิม
ที่เราอาจจะคุ้นเคยกับการเป็นผู้เรียน (Learner)
มาเป็นผู้ถูกโค้ช (Coachee) ก่อนนะคะ

3 วิธีเวิร์คกับโค้ชให้ได้ผลสุด ๆ คือ

1) โค้ชของเราจะทำหน้าที่ Guide  แต่ไม่ Lead

บทบาทของโค้ชจะเน้นใช้คำถามเพื่อให้คุณหาคำตอบด้วยตัวเอง
บางคนอาจจะงงว่าก็ฉันไม่รู้คำตอบน่ะสิถึงได้ต้องมีโค้ชไง
ซึ่งเป็นคำถามที่เก๋เจอบ่อย ๆ จากลูกค้า

จริง ๆ แล้วหน้าที่หลักของการ Coaching ไม่เน้นสอน
แต่เน้นที่การตั้งเป้าหมายและลงมือทำเพื่อไปสู่จุดมุ่งหมายของ Coachee
แนะนำว่าถ้าอยากได้ความรู้หรือ Content
เราอาจไปหาอ่านจากหนังสือหรือเข้าสัมมนา

ส่วนการ Coaching จะอยู่บนความเชื่อที่ว่า
คนทุกคนมีความสามารถ
และเป็นเจ้าของผลลัพธ์ในชีวิตตนเองแบบร้อยเปอร์เซ็นต์
เพราะไม่มีใครจะรู้ดีในชีวิตเรามากไปกว่าตัวเราหรอกค่ะ

แต่บางทีการอยู่กับตัวเองมากเกินไป
มันเหมือนเส้นผมบังภูเขา
เราจึงต้องหาคนที่เขามองต่างมุม
มาเป็นกระจกเพื่อช่วยสะท้อนความคิดที่เรามี

ถ้าเปรียบเทียบเป็นภาพการแล่นเรือไปสู่จุดหมาย
ผู้ถูกโค้ชคือกับตัน (Captain)
ส่วนโค้ชคือต้นหน (Navigator)
ต้นหนจะใช้คำถามเพื่อสร้างทิศทางในการเดินเรือ
กัปตันจะเป็นผู้ตัดสินใจและรับผิดชอบการเดินเรือ
และทั้งคู่จะรับผิดชอบการไปถึงจุดหมายร่วมกัน

captain

2) โค้ชของเราจะเน้นพาไปที่อนาคตมากกว่าอดีต

บทสนทนาระหว่างเรากับโค้ช
จะเน้นที่การพูดคุยกันถึงสิ่งที่มุ่งหวังให้เกิดขึ้นในอนาคต
และความรับผิดชอบในการพาตนเองให้ไปถึงเป้าหมายนั้น
ผ่านบทสนทนาที่ทำให้เราตระหนัก
ถึงความเชื่อ ตัวตน ศักยภาพของเรา

การโค้ชจึงไม่เน้นการสนทนาเพื่อเป็นการบ่น ระบาย เรื่องในอดีต
อาจจะมีบ้างที่เราพาดพิงถึง
โค้ชที่ดีจะไม่ทิ้งเราไว้อยู่ในอดีต
แต่จะให้เราเห็นตนเองในปัจจุบัน
และช่วยเราสร้างตัวตนที่เราอยากเป็นในอนาคต

ประสบการณ์เก๋กับคำถามที่ถามระหว่างอดีตกับอนาคต
มีความท้าทายต่างกันมาก
ถ้าเก๋บอกว่า
“ช่วยเล่าเหตุการณ์ที่สำคัญที่เกิดขึ้นกับคุณในที่ทำงาน/ครอบครัวในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาให้ฟังหน่อย”
คุณอาจใช้เวลาไม่นานเพื่อนึกถึงคำตอบ

แต่ถ้าเก๋ถามคุณใหม่อีกครั้งว่า
“ใน 1 ปีข้างหน้า  คุณอยากให้มีเหตุการณ์สำคัญอะไรเกิดขึ้นบ้างในที่ทำงาน/ครอบครัวคุณ?”
คราวนี้คุณจะใช้เวลาเยอะขึ้นกว่าคำถามแรกค่ะ
เพราะคุณต้องทั้งคิดทั้งจินตนาการด้วย

ลูกค้าเก๋มักใช้เวลาพอสมควรเวลาถูกถามคำถามถึงตนเองในอนาคต
บางคนมึน ๆ ไปสักพักแล้วหันมาถามเก๋ว่ามันควรเป็นอย่างไรดีล่ะ?
เดาสิคะ  ว่าเก๋ตอบว่าอย่างไร?
คำตอบอยู่ในข้อที่ 1 ด้านบน

เราเข้าใจว่ามันไม่ง่ายที่จะตอบคำถามเหล่านี้อย่างมีคุณภาพ
และนี่เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบ
ที่โค้ชจะช่วยสร้างคุณภาพให้เกิดขึ้นในชีวิตของ Coachee

abraham

3) เราจะจริงใจ  ตรงไปตรงมากับคำตอบของเรายามเมื่อถูกโค้ชถาม

ไร้ประโยชน์ค่ะ  ถ้าเราพยายามตอบให้ดูดีเวลาอยู่กับโค้ช
เพราะมันไม่ช่วยให้เรา “เห็น” ตัวเองจริง ๆ
โค้ชของเราไม่ได้มาเพื่อเป็นคนตัดสินว่า
เราเป็นคนดีหรือไม่ดี  ฉลาดหรือโง่
หน้าที่โค้ชคือช่วยให้เราเห็นตัวตนจริง ๆ ว่าเป็นอย่างไร
และอยากเป็นอย่างไรในอนาคต

คำถามของโค้ชบางครั้งอาจดูท้าทาย
เต็มไปด้วยความสงสัยอยากรู้
ก็ให้เข้าใจเถอะค่ะว่าประโยชน์ของคำถามเหล่านั้น
โฟกัสไปที่ผู้ถูกโค้ชมากกว่า
โค้ชมาเพื่อช่วยเหลือ สนันสนุน
ให้คุณได้เป็นคุณที่ดีที่สุดในจุดที่เป็น

แต่ถ้าเรายังไม่รู้หรือยอมรับว่าจริง ๆ ว่าเราเป็นอย่างไร
ก็ยากที่เราจะเปลี่ยนแปลงอนาคตตนเองได้
เปรียบเหมือนเราส่องกระจกแล้วยังหลอกตนเองอยู่

mirror

โดยสรุป
ความสัมพันธ์ในการโค้ช (Coaching relationship)
ระหว่างโค้ชและผู้ถูกโค้ชที่จะทำให้ได้ผลลัพธ์ดีที่สุด
มีอยู่ 3 ประเด็นหลัก ๆ

1) Accountability
ความเป็นเจ้าของในการตัดสินใจและการลงมือทำเป็นของผู้ถูกโค้ช
2) Future-focused เน้นไปที่อนาคต
3) Authentic เป็นเนื้อแท้  สะท้อนตัวเราจริง ๆ

คำถาม
วันนี้ในการ Coaching ของคุณกับโค้ชเป็นแบบไหนกันคะ?
ยังรอให้โค้ชเป็นผู้บอกแล้วเราค่อยทำ
ยังอาลัยอาวรณ์อยู่กับอดีต พูดถึงอนาคตแล้วเบลอ ๆ
ยังห่วงภาพลักษณ์ ดูหล่อ ดูสวยอยู่หรือเปล่า

ถ้าใช่  ได้เวลาเปลี่ยนแปลงตัวเองในการโค้ชแล้วล่ะค่ะ

**********************************
คลิ๊กที่นี่เพื่อติดตามสาระความรู้ล่าสุดที่แฟนเพจ “The Art of Growing”
The Art of Growing