3 วิธีคิดแบบใหม่ให้ได้นวัตกรรม

innovation

เวลาพูดถึง “นวัตกรรม”  เรานึกถึงคำว่าอะไรบ้าง?

…..

“ใหม่, ไม่ซ้ำ, แตกต่าง, ไม่เคยมีมาก่อน, เทคโนโลยี” ฯลฯ

ไม่ว่าเราจะนึกถึงคำว่าอะไร  Guy Kawasaki (ชายผู้เคยทำงานกับ Steve Jobs ใน Apple และสร้างความสำเร็จให้กับ Apple หลายอย่าง) มีมุมมองจากประสบการณ์ของเขามาเล่าให้ฟัง

ผู้เขียนมีโอกาสได้ดูคลิปสรุปสุดยอดศิลปะของการสร้างนวัตกรรม (Guy ให้ชื่อหัวเรื่องของเขาว่า The Art of Innovation) แล้วคัดมา 3 เรื่องเด็ดที่พบบ่อยในบริษัทของลูกค้า

ลองมาดูซิว่าเราเข้าใจวิธีคิดของการสร้างนวัตกรรมว่าเป็นอย่างนี้หรือไม่

1. Don’t worry, be crappy. อย่ากังวลจนเกินไปหากคุณทำอะไรไม่เข้าท่าไปบ้าง

อย่าลืมว่าการสร้างนวัตกรรมคือการลงมือทำอะไรบางอย่างที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก  และแน่นอนมันย่อมจะไม่สมบูรณ์แบบตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ  บ่อยครั้งที่ผู้เขียนเห็นองค์กรที่ไปให้คำปรึกษากลัวกับคำว่า “ผิดพลาด” เสียจนไม่กล้า “ลอง” อะไรใหม่ ๆ  และ “รอ” จนกว่าทุกอย่างถูกต้องถึงค่อย “เริ่ม”  ซึ่งแบบนั้นถือว่า “สาย” เกินไปแล้ว

2. Make “Mantra” instead of “Mission Statement”  สร้าง “มนตรา” แทนคำว่า “พันธกิจ”

มนตราคือ คีย์เวิร์ด 2-3 คำที่อธิบายคุณค่าของสิ่งที่เราเป็น  ซึ่งทำให้ผู้ฟังเข้าใจง่าย  ซึ่งตรงข้ามกับคำว่าพันธกิจ

ลองนึกถึงบางครั้งที่เราเคยไปตามสถานที่ที่แปะโปสเตอร์อธิบายพันธกิจเสียดูไฮโซ  ยาวเหยียด  สุดท้ายก็อ่านแล้วไม่เข้าใจสาระสำคัญว่าองค์กรนั้นทำอะไรกันแน่

Guy ยกตัวอย่างพันธกิจของ Wendy’s ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ขายแฮมเบอร์เกอร์ในอเมริกาว่า “Deliver superior quality of products and services for our customers and communities through leadership, innovation, and partnership

images_wendy

Guy เล่าให้ฟังอย่างติดตลกว่าเวลาไปกินแฮมเบอร์เกอร์เจ้านี้  ก็ไม่เห็นจะรู้สึกถึง ภาวะผู้นำ, นวัตกรรม, การเป็นพันธมิตร อย่างที่ประกาศไว้เลย  ตรงกันข้าม เขาแนะนำให้เปลี่ยนพันธกิจเป็นมนตราง่าย ๆ แต่ได้ใจว่า  “Healthy Fast Food”  สั้น ง่าย ได้ใจความกว่าเยอะ!

3. Polarize people. แบ่งคนออกเป็นขั้ว

นวัตกรรมที่เจ๋งจริง  แตกต่างจากเดิมจริงย่อมสามารถสร้างความเห็นที่แตกต่างระหว่างผู้คน  คือไม่ชอบไปเลยก็เกลียดไปเลย  เพราะถ้านวัตกรรมเราไม่ใหม่จริงคนก็ไม่รู้สึกถึงความพิเศษ  Guy บอกว่าอย่ากลัวที่นวัตกรรมเราแบ่งคนออกเป็นสองขั้ว  นั่นถือเป็นเรื่องปกติ  และเป็นสัญญาณว่าสิ่งที่เราคิดนั้นสร้างให้โลกนี้แตกต่างไปในความรู้สึกของผู้คน

ผู้เขียนวิเคราะห์ว่าสิ่งที่ Guy นำเสนอนั้นพลิกมุมที่เรามอง  และกระตุ้นให้เราออกไปสร้างนวัตกรรมในแบบที่จับต้องได้  ไม่ได้อยู่บนหิ้ง  หรือดูเป็นสิ่งเกินเอื้อม  นับว่าเป็น “นวัตกรรม” ในการนำเสนอเช่นกัน!

ข้อไหนในสามข้อด้านบนที่ทำให้คุณคิดแบบใหม่บ้างคะ?

**********************************************************

คลิ๊กที่นี่เพื่อติดตามสาระความรู้ที่แฟนเพจ “The Art of Growing”

The Art of Growing

รีวิว “นิทรรศน์รัตนโกสินทร์” นิทรรศการที่มีรูปแบบนำเสนอที่ไม่ธรรมดาและน่าตื่นเต้น

วันนี้ขอเปลี่ยนบรรยากาศจากการพูดคุยถึง Self-Development มาเป็นการชวนเที่ยวสบาย ๆ ในกรุงเทพ ฯ ของเราบ้าง  ซึ่งถือเป็นการเรียนรู้อีกแบบหนึ่งที่ไม่ได้อยู่ในห้องเรียนสี่เหลี่ยม  เพราะในระยะหลัง ๆ เราเริ่มได้ยินคอนเส็ปท์การเรียนรู้ 70-20-10 กันมาพอสมควร (รายละเอียดของการเรียนรู้แบบ 70-20-10 จะแยกอยู่อีกโพสท์ค่ะ)

สถานที่ที่วันนี้จะชวนไปชมเรียกว่าเป็นห้องนิทรรศการเกี่ยวกับกรุงรัตนโกสินทร์ที่ร่วมสมัย เรียกว่า นิทรรศน์รัตนโกสินทร์  ตั้งอยู่บนถนนราชดำเนินกลางใกล้กับอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

ตั้งอยู่ติดกับวัดราชนัดดา
ตั้งอยู่ติดกับวัดราชนัดดา
ภาพวิวเมื่อถ่ายจากชั้นบนของตึก
ภาพวิวเมื่อถ่ายจากชั้นบนของตึก

บัตรเข้าชมราคา 100 บาทสำหรับผู้ใหญ่  เด็กสูงไม่ถึง 110 ซม. ไม่เสียค่าใช้จ่าย ถ้าเป็นนักเรียนมีบัตรนักเรียนมาเข้าชมฟรี  แนะนำว่าถ้ามาวันเสาร์-อาทิตย์  ควรมาแต่เช้า (เปิดตั้งแต่ 10.00-19.00 น. หยุดทุกวันจันทร์)  เพราะคิวว่างให้จองเวลารอบใด ๆ ก็ได้ค่ะ  เคยโทรไปถามแล้ว  เขาไม่รับจองบัตรล่วงหน้าทางโทรศัพท์นะคะ  ต้องมาซื้อหน้าเคาน์เตอร์  ส่วนเรื่องที่จอดรถสำหรับคนที่นำรถมา  เขามีที่จอดตรงซอยด้านข้างตึกแต่จอดได้ไม่เยอะประมาณ 10 กว่าคัน  ถ้าที่จอดเต็มก็ให้ไปจอดที่วัดราชนัดดาซึ่งจะเสียค่าจอดชั่วโมงละ 30 บาท

ภายในตึกจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับกรุงรัตนโกสินทร์โดยแบ่งเป็น 2 เส้นทาง

เส้นทางแรก

เน้นเรื่องประวัติศาสตร์ เหตุการณ์ที่สำคัญ ศิลปวัฒนธรรม  ใช้เวลาชมทั้งหมด 2 ชั่วโมง  เวลาเข้าไปชมเราจะลงทะเบียนเข้าชมเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ตามเวลาที่เลือก (มีรอบให้เลือกทุก 20 นาที)  และจะมีเจ้าหน้าอธิบายรายละเอียดประจำห้องนิทรรศการทุกห้อง

IMG_0036 IMG_0034

ส่วนห้องที่แสดงศิลปวัฒนธรรม สิ่งที่น่าสนใจคือการฉายภาพการแสดงแบบ 360 องศา ให้ผู้ชมเข้าไปนั่งในห้องฉายที่เป็นวงกลม จอภาพจะขึ้นที่ฉากรอบ ๆ ห้อง แสง สี เสียง แบบนั่งพื้นสบาย ๆ (ถ้าเป็นผู้สูงอายุจะมีเก้าอี้ตรงกลางไว้ให้นั่ง)

IMG_0049 IMG_0050

บางห้องนิทรรศการก็ให้ผู้ชมมีส่วนร่วม เช่น ชักหุ่นกระบอก

IMG_0056 IMG_0046

หรือเราร่วมภ่ายภาพเราแล้วนำมาขึ้นในวิดีทัศน์  ก็สนุกสนานไปอีกแบบ

IMG_0057 IMG_0074

ส่วนด้านบนของตึกจะมีร้านกาแฟเล็ก ๆ ของ True Coffee ไว้ให้บริการเพื่อซื้อกาแฟ ของว่าง  แล้วนั่งจิบกาแฟเพื่อชมวิวโดยรอบ

นางแบบจำเป็น  ถ่ายจากจุดชมวิว   เหมือนอยู่ Angel City หรือแปลว่า กรุงเทพ
นางแบบจำเป็น ถ่ายจากจุดชมวิว
เหมือนอยู่ Angel City หรือแปลว่า กรุงเทพ

หลังจากจบสองชั่วโมงแรก  เรามีเวลาเหลือไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงเพื่อทานข้าว  แล้วเข้าชมเส้นทางที่สอง  ซึ่งอันนี้แล้วแต่เวลาที่เราจองนะคะ  ด้วยตั๋วที่เราซื้อจะเลือกชมเส้นทางไหนก่อน  หรือจะชมรอบไหนก็ได้ตามอัธยาศัย

ถามเจ้าหน้าที่เรื่องทานอาหารเห็นว่าสามารถทานอาหารที่ร้าน True Coffee แต่เป็นอาหารเวฟ  ถ้าเป็นด้านข้างตึกจะเป็นร้านอาหารตามสั่ง  ส่วนถ้าเดินเลยไปอีกเล็กน้อยตรงถนนดินสอจะมีร้านอาหารให้เลือกมากมาย  ผู้เขียนและครอบครัวมีเวลาทานไม่มาก ประกอบกับมีเด็กเล็กอีก 2 คน  เราเลยตัดสินใจทานร้านอาหารตามสั่งข้างตึก

ร้านอาหารตามสั่งข้างตึก
ร้านอาหารตามสั่งข้างตึก

รสชาติใช้ได้  อาหารตามสั่งเช่น ข้าวราดกระเพรา  เริ่มต้นที่จานละ 35 บาท  ของเราสี่คนเด็กสองผู้ใหญ่สอง  ทั้งมื้อหมดไป 190 บาท  ใช้เวลารวม ๆ ประมาณ 40 นาที กินเสร็จวิ่งเข้าไปชมเส้นทางที่สองตามรอบที่จองไว้

เส้นทางที่สอง

เส้นทางนี้จะเป็นเรื่องไลฟสไตล์ความเป็นอยู่ของผู้คนบนเกาะรัตนโกสินทร์  และพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ทั้ง 9 รัชกาล

IMG_0099 IMG_0122

มีร้านรวงที่จำลองห้างร้านสมัยก่อนให้ได้สัมผัสกันจริง ๆ

IMG_0123 IMG_0136

บางช่วงก็เป็นการนั่งเรือ รถรางจำลอง  เปลี่ยนฉาก แสง เสียงรอบ ๆ  ทำให้เราเหมือนได้ไปอยู่ในยุคนั้นจริง ๆ

IMG_0101 IMG_0103

ครึ่งหลังเป็นสื่อแสดงถึงพระราชกรณียกิจในรัชกาลต่าง ๆ

IMG_0128 IMG_0130

ความรู้เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย เช่น เพลงชาติไทยที่แต่งเป็นครั้งแรกก็ไม่ใช่เพลงที่เราร้องอยู่ในปัจจุบัน

IMG_0119 IMG_0120

สรุปว่าวันนี้เราใช้เวลาอยู่ที่นิทรรศการแห่งนี้ 5-6 ชั่วโมง  เนื่องจากเข้าชมทั้งสองเส้นทาง  แต่เชื่อหรือไม่ว่าเวลาผ่านไปแบบไม่รู้ตัว  แถมสิ่งที่ชื่นชมมาก ๆ คือเจ้าหน้าที่ที่นี่ ทุกคนมีหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส  แต่งตัวเรียบร้อย  พูดจาสุภาพ  พูดคุยทักทายกับเด็ก ๆ  สัมผัสได้ถึง Service mind  อันนี้ชื่นชมมาก ๆ  และฝากไปยังเจ้าของสถานที่ให้ชื่นใจและเป็นกำลังใจด้วยค่ะ

หวังว่ารีวิววันนี้จะทำให้พวกเราหันกลับมามองประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์และได้สัมผัสถึงนวัตกรรมของคนไทยที่ตั้งใจนำเสนอความภาคภูมิใจในความเป็นไทยในรูปแบบร่วมสมัยและน่าติดตาม

เราให้คะแนน 9 เต็มสิบค่ะ  (เปรียบเทียบจากประสบการณ์ตนเองที่ได้เคยไปนิทรรศการหรือพิพิธภัณฑ์ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่สิงคโปร์ เช่น Image of Singapore ที่เกาะ Sentosa)  ของเรายอดเยี่ยมทีเดียวค่ะ

เชื้อเชิญ ชักชวน ให้ไปชมกันเยอะ ๆ นะคะ

เคล็ดวิธีแปลงความล้มเหลวเป็นความฉลาด (How to Get Smarter With Failure)

Taking action_16 Mar 2015_4

คุณรู้ไหมเวลาคนที่เขาจะทำอะไรสำเร็จ

ความยากอยู่ที่ไหน?

อยู่ที่ก้าวที่หนึ่งไง

เพราะมันจะเต็มไปด้วยความลังเล สงสัย  ไม่มั่นใจ

คนเรามักจะกลัวล้ม  เพราะเราเข้าใจผิดคิดว่าล้ม = แพ้ (I lose)

ให้เราลองเปลี่ยนคำว่าแพ้ เป็นคำว่า “เรียนรู้” (I learn)

เราจะพบวิธีเรียนรู้มากมาย  เพื่อไม่ให้ทำผิดพลาดซ้ำ

และนั่นคือวิธีที่เราเรียนในชีวิต

ที่ไม่ใช่ห้องเรียนที่เราคุ้นเคยว่าการกาข้อผิด = แพ้

เพราะคนที่แพ้ ไม่ใช่คนที่ “ล้มเหลว

แต่คือคนที่ “ล้มเลิก” ต่างหาก

ตัวอย่างคำถามเหล่านี้จะทำให้คุณ “ล้มไปข้างหน้า” (Failing Forward)

  • นึกถึงประสบการณ์ในชีวิตที่คุณเคยทำผิดพลาด
  • คุณเรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์นั้น?
  • ถ้าย้อนเวลากลับไปได้คุณจะทำอะไรที่ต่างไป?

**********************************************************

คลิ๊กที่นี่เพื่อติดตามสาระความรู้ที่แฟนเพจ “The Art of Growing”

The Art of Growing

8 ด้านของอัจฉริยะที่ซ่อนอยู่ – ของคุณคืออะไร? หาคำตอบได้ที่นี่

multiple intelligences_Mar 9 2015_5

ช่วงก่อนหน้านี้ผู้เขียนมีโอกาสได้ชมภาพยนตร์เรื่อง The Imitation Game หรือถอดรหัสลับ อัจฉริยะพลิกโลก  ซึ่งเป็นภาพยนตร์แนวชีวประวัติ/ระทึกขวัญ  ที่ดัดแปลงจากหนังสือ Alan Turing: The Enigma  หนังเรื่องนี้มีคำคมและแนวคิดที่จุดประกายในการดำรงชีวิตไว้หลายมุม แรงบันดาลใจเรื่องหนึ่งคือภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้ผู้เขียนเชื่อว่าไม่ว่าเราจะมีอาชีพหรือทำอะไร  เราสามารถสร้างคุณค่าต่อโลกนี้ได้ทั้งสิ้น

ดูอย่างพระเอกในเรื่อง (ซึ่งเป็นบุคคลจริงในประวัติศาสตร์สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2)  เป็นนักคณิตศาสตร์  แต่สามารถใช้ทักษะที่ตนเองมีช่วยชีวิตคนได้มากมาย  (ก่อนหน้านี้นึกไม่ออกจริง ๆ ว่าการที่เราเก่งเลขจะช่วยชีวิตคนได้อย่างไร)  เลยเกิดคำถามว่า “แล้วตัวฉันถนัดอะไร?  สามารถนำไปสร้างประโยชน์อะไรได้บ้าง?”

จากประสบการณ์ของผู้เขียนพบว่าการค้นหาศักยภาพมีหลายวิธี  หนึ่งในนั้นคือการทำแบบประเมินเพื่อค้นหาความถนัดของเรา วันนี้ผู้เขียนมีแบบประเมินมาแบ่งปันเพื่อเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เรารู้จักความถนัดของตนเอง  เครื่องมือตัวนี้อิงจากทฤษฎีพหุปัญญา (Multiple Intelligences) ของโฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ (Howard Gardner)  ซึ่งมีความเชื่อว่าเราทุกคนล้วนมีความเป็นอัจฉริยะไม่ด้านใดก็ด้านหนึ่งใน 8 ด้าน  ซึ่งแต่ละด้านมีมากน้อยไม่เท่ากันในแต่ละคน

ก่อนอื่นลองมาทำแบบทดสอบ 40 ข้อกันก่อนว่าคุณมีความถนัดด้านใด  (อันนี้อยากให้ตอบคำถามก่อนค่อยทราบรายละเอียด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอคติ)  โดยทำแบบสอบถามตามลิงค์ด้านล่างนี้ค่ะ

คลิ๊กที่นี่เพื่อทำแบบทดสอบ

หลังจากทราบแล้วว่าคุณมีคะแนนความถนัดด้านใดบ้าง  ลองมาดูความหมายในข้อที่คุณมีคะแนนสูง ๆ กันเลย

1. ความฉลาดด้านภาษา (Word smart หรือ Verbal / Linguistic)

  • ตัวอย่างโปรไฟล์ เช่น เซอร์วินส์ตัน เชอร์ชิล, อับราฮัม ลินคอน
  • ใช้ประโยชน์ในงานที่เกี่ยวกับการพูด, การเขียน, หรือการเล่าเรื่อง

2. ความฉลาดด้านตรรกะและคณิตศาสตร์ (Number smart หรือ Logical / Mathematical)

  • ตัวอย่างโปรไฟล์ เช่น อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์
  • ใช้ประโยชน์ในงานที่เกี่ยวกับการแก้ปัญหา  เชื่อมโยงเหตุผล  แยกแยะและทำความเข้าใจสิ่งต่าง ๆ

3. ความฉลาดด้านดนตรี (Music smart หรือ Musical)

  • ตัวอย่างโปรไฟล์ เช่น โมสาร์ท
  • ใช้ประโยชน์ในงานที่เกี่ยวข้องกับเสียงดนตรี  หรือการใช้จังหวะ

4. ความฉลาดด้านร่างกาย (Body smart หรือ Bodily / Kinesthetic)

  • ตัวอย่างโปรไฟล์ เช่น ไมเคิล จอร์แดน, ชาร์ลี แชปลิน
  • ใช้ประโยชน์ในงานที่เกี่ยวกับการแสดง  การกีฬา

5. ความฉลาดด้านมิติสัมพันธ์ (Picture smart หรือ Visual / Spatial)

  • ตัวอย่างโปรไฟล์ เช่น ปิคาสโซ
  • ใช้ประโยชน์ในงานที่เกี่ยวกับการประดิษฐ์  งานศิลปะ

6. ความฉลาดด้านมนุษยสัมพันธ์ (People smart หรือ Interpersonal)

  • ตัวอย่างโปรไฟล์ เช่น คานธี, โอปราห์ วินฟรีย์
  • ใช้ประโยชน์ในงานที่เกี่ยวกับงานที่ต้องพบปะผู้คน  ทำความเข้าใจผู้อื่น

7. ความฉลาดด้านเข้าใจตนเอง (Self smart หรือ Intrapersonal)

  • ตัวอย่างโปรไฟล์ เช่น ฟรอยด์, เอเลนอร์ รูสต์เวลท์
  • ใช้ประโยชน์ในงานที่เกี่ยวกับงานคิด งานอิสระ  งานปรัชญาหรือเชิงจิตวิทยา

8. ความฉลาดด้านรู้จักธรรมชาติ (Nature smart หรือ Naturalistic)

  • ตัวอย่างโปรไฟล์ เช่น ชาร์ล ดาร์วิน
  • ใช้ประโยชน์ในงานที่เกี่ยวกับการสำรวจ สิ่งแวดล้อม การเกษตร

คราวนี้ลองสำรวจตนเองดูว่า

A. งานที่คุณทำอยู่ได้ใช้สิ่งที่คุณถนัดมากน้อยแค่ไหน?

B. ทำอย่างไรที่จะเสริมหรือเพิ่มความถนัดในงานที่คุณทำได้อีก?

ตัวอย่างเช่น ผู้เขียนมีคะแนนสูงในด้านของภาษา  งานเบื้องต้นของผู้เขียนคืองานที่ใช้การพูดเพื่อถ่ายทอดความรู้ตั้งแต่สมัยที่เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย  ปัจจุบันผู้เขียนหันมาฝึกทักษะด้านภาษาด้วยการเขียน Blog เพื่อแบ่งปันความรู้  ถือเป็นงานใหม่ ที่พยายามออกจาก Comfort zone โดยใช้ความถนัดที่มี  และเป็นการดึงศักยภาพมาใช้อย่างเต็มที่

ไอนสไตน์เคยบอกไว้ว่า “เราทุกคนล้วนเป็นอัจฉริยะ  แต่ถ้าเราตัดสินปลาโดยดูที่ความสามารถในการปีนต้นไม้  มันก็จะใช้ชีวิตและตายไปโดยที่มันเชื่อฝังหัวว่า  ตัวมันโง่เง่าเต่าตุ่นไม่มีอะไรดีสักอย่าง!” (Everybody is a genius. But if you judge a fish by its ability to climb a tree, it will live its whole life believing that it is stupid!)

ข้อมูลอ้างอิง http://www.multipleintelligencetheory.co.uk/index.aspx http://en.wikipedia.org/wiki/Theory_of_multiple_intelligences http://www.bgfl.org/bgfl/custom/resources_ftp/client_ftp/ks3/ict/multiple_int/index.htm

 

**********************************************************

คลิ๊กที่นี่เพื่อติดตามสาระความรู้ที่แฟนเพจ “The Art of Growing”

The Art of Growing

ทำไมผู้นำถึงไม่ค่อยฟัง?

Lead through listening_7 Mar 2015

ช่วงนี้หันไปทางไหนก็มีแต่คนพูดถึงการทำการตลาดบน facebook ซึ่งดูเหมือนจะกลายเป็นทะเลแดงเดือดเข้าไปทุกวัน

ย้อนกลับไปสมัยที่ผู้เขียนได้เรียนวิชาการตลาดเมื่อ……<กลั้นหายใจ>….. 20 กว่าปีที่แล้วในรั้วมหาวิทยาลัย  ยังจำได้ว่าการตลาดแบ่งเป็นหลัก ๆ 2 ส่วนคือ

  • Above the line การตลาดที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายผ่านการใช้สื่อ เช่น หนังสือพิมพ์, ทีวี, วิทยุ, บิลบอร์ด
  • Below the line เป็นกิจกรรมส่งเสริมการตลาดต่าง ๆ เช่น นิทรรศการ, แค็ตตาล็อคสินค้า, ไดเร็คเมล์

แต่สมัยนี้เส้นแบ่งดังกล่าวดูเหมือนจะเบาบางไปทุกที  เนื่องจากการตลาดปัจจุบันอยู่ในโลกดิจิตัล  เราจะได้ยินวิธีแบ่งการตลาดยุคนี้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่

  • Online เช่น โซเชียลมีเดีย, บล็อค, Website, Affiliate website ต่าง ๆ
  • Offline เช่น ทีวี, หนังสือพิมพ์, โบร์ชัวร์, อีเวนท์, ไดเร็คเมล์ (กลุ่มนี้ก็คือ Above the line และ Below the line จากสมัยก่อนมารวมกัน)

เรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่ดีในการเปลี่ยนแปลง  อะไรที่เคยใช้ได้ในอดีตก็ไม่ได้แปลว่าจะยั่งยืนหรือเวิร์คเสมอไปกับโลกปัจจุบัน

วิธีทำงานของเราก็เหมือนกัน  โดยเฉพาะผู้นำขององค์กรที่มักจะคุ้นชินกับวิธีการทำงานในสมัยก่อนที่เราเคยทำ เคยประสบความสำเร็จ  จนเมื่อวันหนึ่งที่เราก้าวขึ้นมานำองค์กรก็เผลอยึดติดและให้คำแนะนำแบบเดิม ๆ (ด้วยความปรารถนาดีแต่เป็นการกระทำที่ประสงค์ร้าย) ให้กับคนรุ่นใหม่  โดยไม่ได้ตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป

ดังนั้นแล้วอะไรคือวิธีที่เราควรนำในยุคปัจจุบันล่ะ?

คำตอบคือการ Empower คนของเรา  ให้พื้นที่เขาได้คิด  ได้เสนอแนะ  และสนับสนุนให้เขาได้ลงมือทำในแบบของเขา

ขอบอกก่อนว่ามันจะขัดใจคุณอย่างมาก  ตอนพยายามรับฟังวิธีการที่ในหัวคุณตีความไปแล้วว่าไม่เวิร์ค (เพราะประสบการ์ณเดิมคุณไม่เคยเจอ)  ซึ่งคุณจะต้องใช้ทักษะของการฟังหรือ Active listening อย่างสูง

ไม่น่าแปลกใจใช่ไหมคะว่าหัวข้อหนึ่งที่ผู้เขียนมีประสบการณ์ในการโค้ชผู้บริหารบ่อย ๆ คือทักษะการฟังเพื่อ Empower ทีมงาน  ทั้งที่ดูเหมือนเป็นทักษะพื้นฐานมาก ๆ  ไม่สมควรจะอยู่ในหัวข้อของการโค้ชผู้บริหารด้วยซ้ำ!

แต่มัน Tricky ก็ตรงนี้แหละค่ะ  ตรงที่คุณเป็นผู้ฟังที่มี Power ต่อชีวิตคนรอบข้างอย่างมาก  และคุณควรจะมีวิธีฟังเพื่อ Empower คนเหล่านั้น  ไม่ใช่ทำในทางตรงกันข้าม!

คุณมีวิธีการฟังแบบไหน? ลองกลับไปเช็คดูนะคะว่าในการสนทนาทุกครั้งจบลงด้วยวิธีการของใคร  คุณหรือทีมงาน!

ใครไม่อยาก Work hard แต่อยาก Work smart เชิญทางนี้

Less is more
Less is more

วันก่อนมีโอกาสได้ไปแบ่งปันหัวข้อเรื่อง Work smart ในงาน ๆ หนึ่ง

จึงมีโอกาสได้ตั้งคำถามกับตนเองว่า Work smart สำหรับฉันคืออะไร?

คำตอบที่ได้คือ Do less, get more หรือ ทำน้อย ได้มาก

เพราะกฎธรรมชาติ ทำมาก ได้มาก,  ทำน้อย ได้น้อย

Do less, get more คือการทำงานที่จุด Optimization

ย้ำ! Optimization ไม่ใช่ Maximization

Optimization ทำให้เรารู้จัก “หยุด”

เมื่อผลงานนั้นพอดีและดีพอ

เพื่อที่เราจะได้มีเวลาไปทำเรื่องอื่นที่สำคัญในชีวิต

Maximization ทำให้เรา “เยอะ” เมื่อไม่จำเป็น

ผลลัพธ์ที่ได้น้อยกวาแรงที่ลง

เข้าหลัก ทำเยอะได้น้อย

ถึงตอนนี้ชักจะ Work hard แต่ไม่ Work smart

แล้ว Optimization ของโพสท์นี้อยู่ตรงไหน?

อยู่ที่บรรทัดนี้  ที่ข้อความเล็ก ๆ ของฉันสามารถสื่อความกับคนอ่านได้พอดีและดีพอ

กด Post แล้วปิดไฟ  ไปพักผ่อนซะเรา!