3 วิธีเวิร์คกับโค้ชของเราอย่างไรให้ได้ผลลัพธ์

ได้อ่านกันบ่อย ๆ ว่าการเป็นโค้ชที่ดีควรทำอย่างไร
แต่เราไม่ค่อยได้รู้เลยว่าการเป็นผู้ถูกโค้ช (Coachee) ที่ดีนั้น
เป็นส่วนสำคัญอย่างมากต่อความสำเร็จ

เก๋เคยเขียนบทความวิธีเลือกโค้ชหรือพี่เลี้ยงที่เหมาะกับตัวเราไปก่อนหน้านี้
(เคล็ดไม่ลับกับการเลือกโค้ชหรือพี่เลี้ยงให้เหมาะกับเรา)
วันนี้ขอต่อยอดการแบ่งปันในเรื่องดังกล่าว

หลังจากเราได้เลือกโค้ชที่เหมาะกับเราแล้ว
อะไรจะเป็นวิธีการที่เราทำงานร่วมกับโค้ชให้ได้ผลลัพธ์สูงสุด?

จากประสบการณ์ของเก๋ในฐานะโค้ชมองว่า
การรู้บทบาทหน้าที่ของการเป็นผู้ถูกโค้ช (Coachee) ที่ดี
จะช่วยให้การเดินทางใน Journey
ของทั้งโค้ช (Coach) และ ผู้ถูกโค้ช
สำเร็จและราบรื่นตลอดเส้นทาง

journey

ก่อนอื่นเราขอให้เราละวางประสบการณ์เดิม
ที่เราอาจจะคุ้นเคยกับการเป็นผู้เรียน (Learner)
มาเป็นผู้ถูกโค้ช (Coachee) ก่อนนะคะ

3 วิธีเวิร์คกับโค้ชให้ได้ผลสุด ๆ คือ

1) โค้ชของเราจะทำหน้าที่ Guide  แต่ไม่ Lead

บทบาทของโค้ชจะเน้นใช้คำถามเพื่อให้คุณหาคำตอบด้วยตัวเอง
บางคนอาจจะงงว่าก็ฉันไม่รู้คำตอบน่ะสิถึงได้ต้องมีโค้ชไง
ซึ่งเป็นคำถามที่เก๋เจอบ่อย ๆ จากลูกค้า

จริง ๆ แล้วหน้าที่หลักของการ Coaching ไม่เน้นสอน
แต่เน้นที่การตั้งเป้าหมายและลงมือทำเพื่อไปสู่จุดมุ่งหมายของ Coachee
แนะนำว่าถ้าอยากได้ความรู้หรือ Content
เราอาจไปหาอ่านจากหนังสือหรือเข้าสัมมนา

ส่วนการ Coaching จะอยู่บนความเชื่อที่ว่า
คนทุกคนมีความสามารถ
และเป็นเจ้าของผลลัพธ์ในชีวิตตนเองแบบร้อยเปอร์เซ็นต์
เพราะไม่มีใครจะรู้ดีในชีวิตเรามากไปกว่าตัวเราหรอกค่ะ

แต่บางทีการอยู่กับตัวเองมากเกินไป
มันเหมือนเส้นผมบังภูเขา
เราจึงต้องหาคนที่เขามองต่างมุม
มาเป็นกระจกเพื่อช่วยสะท้อนความคิดที่เรามี

ถ้าเปรียบเทียบเป็นภาพการแล่นเรือไปสู่จุดหมาย
ผู้ถูกโค้ชคือกับตัน (Captain)
ส่วนโค้ชคือต้นหน (Navigator)
ต้นหนจะใช้คำถามเพื่อสร้างทิศทางในการเดินเรือ
กัปตันจะเป็นผู้ตัดสินใจและรับผิดชอบการเดินเรือ
และทั้งคู่จะรับผิดชอบการไปถึงจุดหมายร่วมกัน

captain

2) โค้ชของเราจะเน้นพาไปที่อนาคตมากกว่าอดีต

บทสนทนาระหว่างเรากับโค้ช
จะเน้นที่การพูดคุยกันถึงสิ่งที่มุ่งหวังให้เกิดขึ้นในอนาคต
และความรับผิดชอบในการพาตนเองให้ไปถึงเป้าหมายนั้น
ผ่านบทสนทนาที่ทำให้เราตระหนัก
ถึงความเชื่อ ตัวตน ศักยภาพของเรา

การโค้ชจึงไม่เน้นการสนทนาเพื่อเป็นการบ่น ระบาย เรื่องในอดีต
อาจจะมีบ้างที่เราพาดพิงถึง
โค้ชที่ดีจะไม่ทิ้งเราไว้อยู่ในอดีต
แต่จะให้เราเห็นตนเองในปัจจุบัน
และช่วยเราสร้างตัวตนที่เราอยากเป็นในอนาคต

ประสบการณ์เก๋กับคำถามที่ถามระหว่างอดีตกับอนาคต
มีความท้าทายต่างกันมาก
ถ้าเก๋บอกว่า
“ช่วยเล่าเหตุการณ์ที่สำคัญที่เกิดขึ้นกับคุณในที่ทำงาน/ครอบครัวในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาให้ฟังหน่อย”
คุณอาจใช้เวลาไม่นานเพื่อนึกถึงคำตอบ

แต่ถ้าเก๋ถามคุณใหม่อีกครั้งว่า
“ใน 1 ปีข้างหน้า  คุณอยากให้มีเหตุการณ์สำคัญอะไรเกิดขึ้นบ้างในที่ทำงาน/ครอบครัวคุณ?”
คราวนี้คุณจะใช้เวลาเยอะขึ้นกว่าคำถามแรกค่ะ
เพราะคุณต้องทั้งคิดทั้งจินตนาการด้วย

ลูกค้าเก๋มักใช้เวลาพอสมควรเวลาถูกถามคำถามถึงตนเองในอนาคต
บางคนมึน ๆ ไปสักพักแล้วหันมาถามเก๋ว่ามันควรเป็นอย่างไรดีล่ะ?
เดาสิคะ  ว่าเก๋ตอบว่าอย่างไร?
คำตอบอยู่ในข้อที่ 1 ด้านบน

เราเข้าใจว่ามันไม่ง่ายที่จะตอบคำถามเหล่านี้อย่างมีคุณภาพ
และนี่เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบ
ที่โค้ชจะช่วยสร้างคุณภาพให้เกิดขึ้นในชีวิตของ Coachee

abraham

3) เราจะจริงใจ  ตรงไปตรงมากับคำตอบของเรายามเมื่อถูกโค้ชถาม

ไร้ประโยชน์ค่ะ  ถ้าเราพยายามตอบให้ดูดีเวลาอยู่กับโค้ช
เพราะมันไม่ช่วยให้เรา “เห็น” ตัวเองจริง ๆ
โค้ชของเราไม่ได้มาเพื่อเป็นคนตัดสินว่า
เราเป็นคนดีหรือไม่ดี  ฉลาดหรือโง่
หน้าที่โค้ชคือช่วยให้เราเห็นตัวตนจริง ๆ ว่าเป็นอย่างไร
และอยากเป็นอย่างไรในอนาคต

คำถามของโค้ชบางครั้งอาจดูท้าทาย
เต็มไปด้วยความสงสัยอยากรู้
ก็ให้เข้าใจเถอะค่ะว่าประโยชน์ของคำถามเหล่านั้น
โฟกัสไปที่ผู้ถูกโค้ชมากกว่า
โค้ชมาเพื่อช่วยเหลือ สนันสนุน
ให้คุณได้เป็นคุณที่ดีที่สุดในจุดที่เป็น

แต่ถ้าเรายังไม่รู้หรือยอมรับว่าจริง ๆ ว่าเราเป็นอย่างไร
ก็ยากที่เราจะเปลี่ยนแปลงอนาคตตนเองได้
เปรียบเหมือนเราส่องกระจกแล้วยังหลอกตนเองอยู่

mirror

โดยสรุป
ความสัมพันธ์ในการโค้ช (Coaching relationship)
ระหว่างโค้ชและผู้ถูกโค้ชที่จะทำให้ได้ผลลัพธ์ดีที่สุด
มีอยู่ 3 ประเด็นหลัก ๆ

1) Accountability
ความเป็นเจ้าของในการตัดสินใจและการลงมือทำเป็นของผู้ถูกโค้ช
2) Future-focused เน้นไปที่อนาคต
3) Authentic เป็นเนื้อแท้  สะท้อนตัวเราจริง ๆ

คำถาม
วันนี้ในการ Coaching ของคุณกับโค้ชเป็นแบบไหนกันคะ?
ยังรอให้โค้ชเป็นผู้บอกแล้วเราค่อยทำ
ยังอาลัยอาวรณ์อยู่กับอดีต พูดถึงอนาคตแล้วเบลอ ๆ
ยังห่วงภาพลักษณ์ ดูหล่อ ดูสวยอยู่หรือเปล่า

ถ้าใช่  ได้เวลาเปลี่ยนแปลงตัวเองในการโค้ชแล้วล่ะค่ะ

**********************************
คลิ๊กที่นี่เพื่อติดตามสาระความรู้ล่าสุดที่แฟนเพจ “The Art of Growing”
The Art of Growing

3 ข้อผิดพลาดที่ทำให้เราเปลี่ยนพฤติกรรมไม่สำเร็จ

1

ไอนสไตน์เคยบอกไว้ว่า
คนบ้า  คือคนที่ทำอะไรซ้ำ ๆ
แล้วคาดหวังผลลัพธ์ที่แตกต่างไป
!”
พวกเราที่มีเป้าหมายที่ต้องการไปให้ถึง
ก็เลยต้องลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตนเอง

กี่ครั้งที่เราอยากเปลี่ยนแปลงตนเองให้เป็นคนใหม่
อยากออกกำลังกายเพื่อให้สุขภาพดี
อยากทำงานแบบมีวินัย  ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง
อยากเป็นคนใจเย็น  ไม่พูดจาโผงผางกับคนรอบข้าง

เราได้แต่อยากเปลี่ยน  แต่เราเปลี่ยนไม่ค่อยสำเร็จ
อะไรเป็นสิ่งที่เรามองข้ามหรือเข้าใจผิดในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมกันล่ะ?
หรือถ้าหากเราได้รู้เรื่องเหล่านี้แล้ว
จะสามารถทำให้เราปรับพฤติกรรมได้ง่ายดายขึ้น

marshall

ดร. มาร์แชล โกลด์สมิธ (Marshall Goldsmith)
ซึ่งเป็นโค้ชผู้บริหาร
ทำการศึกษาเรื่องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมคน
ได้พูดถึงเรื่องที่คนมักมองข้าม
ในการสร้างพฤติกรรมใหม่ ๆ
ไว้ในหนังสือชื่อ
Triggers: Sparking positive change and making it last

triggers

เก๋ขอนำบางหัวข้อมาแบ่งปัน
พร้อมแชร์ประสบการณ์จริงที่ได้พบเห็น
จากงานที่ปรึกษาและการเป็นโค้ช
================

3 ข้อผิดพลาดที่ทำให้เราเปลี่ยนพฤติกรรมไม่สำเร็จ ได้แก่

1. มีแต่ “ความเข้าใจ” แต่ไม่ได้ “ลงมือทำ”
(Understanding VS Doing)

หลาย ๆ คนเป็นนักอ่าน  ชอบเข้าสัมมนา
หาความรู้จากการพูดคุยกับคนเก่ง ๆ
เพราะเชื่อว่าจะทำให้เราพัฒนา
จริง ๆ แล้วการได้ข้อมูลเหล่านั้น
เป็นเรื่องของ “ความเข้าใจ”
แต่ “การลงมือทำ” หลังจากมีความรู้ความเข้าใจ
จะทำให้เราได้ผลลัพธ์

ตอนที่เก๋ไปเรียนกับแอนโทนี่ ร๊อบบินส์
ซึ่งเป็น Performance Coach อันดับต้น ๆ ของโลก
เขาพูดถึงประโยคหนึ่งก่อนเริ่มเรียนว่า

สิ่งที่เราได้เรียนรู้  ไม่ได้ทำให้เราสำเร็จ
แต่การลงมือทำจากความรู้ที่เราได้ต่างหาก
ที่ทำให้เราสำเร็จ!

และโทนี่ก็พูดถึงคำว่า Taking Massive Action
หรือเน้นให้เรานำสิ่งที่เรียนไปลงมือทำอย่างจริงจัง
ตลอดชั่วโมงการเรียนที่เหลือ
หากว่าเราอยากประสบความสำเร็จ

2

2. ฉันมีความมุ่งมั่นตั้งใจในการเปลี่ยนแปลงอย่างเปี่ยมล้น
และไม่จำเป็นต้องใช้การติดตามหรือเครื่องมือใด ๆ
เพราะนั่นเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า
ฉันเป็นคนที่จิตใจอ่อนแอ

ดร. มาร์แชลบอกว่าในความเป็นจริง
การสร้างสิ่งแวดล้อม
ที่ส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
จะช่วยให้เราสร้างการเปลี่ยนแปลงได้เร็วขึ้น

อันนี้เก๋ขอยกตัวอย่างหนังสือเล่มหนึ่ง
เขียนโดยคุณบอย วิสูตร แสงอรุณเลิศ
บอกเล่าเรื่องการเปลี่ยนพฤติกรรมตนเองได้สำเร็จ
พลิกสถานการณ์จากคนที่ติดลบ เงินหมดบัญชี
ไม่มีความสุขในการทำงาน ไม่มั่นใจในตนเอง
ความสัมพันธ์ย่ำแย่
มาเป็นคนที่มีรายได้หลายทาง มีงานที่ตอบโจทย์ชีวิต
มีความสงบสุขอยู่กับครอบครัว

คุณบอยมีความตั้งใจในการเปลี่ยนแปลงตนเอง
ไม่ให้เผลอคิดลบ
โดยอาศัยอุปกรณ์ชิ้นสำคัญ
เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมย้ำเตือนตนเอง
โดยทุกครั้งที่คิดลบ
คุณบอยจะใช้หนังยางที่สวมอยู่บนข้อมือ
ดีดข้อมือตนเองสักป้าบ
เพื่อย้ำเตือนให้จดจำว่ากำลังคิดลบอยู่
และเป็นที่มาของหนังสือขายดีชื่อเรื่อง
หนังยางล้างใจ

stick

3. การที่อยู่ดี ๆ ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลง  
จะทำให้ฉันดูไม่เป็นธรรมชาติ จอมปลอม

บางคนมีคำอธิบายหรือคำแก้ตัว
ในการไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมใหม่ ๆ ว่า
ไม่ใช่แนว”  “ไม่ถนัด”  “ไม่เป็นตัวเอง
หรือบางคนเยอะหน่อยก็จะบอกว่า
ฉันไ่ม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนี้

ตัวอย่างเช่น
ลูกค้าเก๋ที่เป็นผู้ถูกโค้ชจะรู้สึกกระอักกระอ่วนในทุกครั้ง
ที่เขาแสดงพฤติกรรมใหม่กับทีมงานหรือคนรอบข้าง
ด้วยความหวั่นเกรงว่าคนรอบข้างจะครหาว่า
ทำไมเปลี่ยนไป!
พี่ไม่สบายหรือเปล่า!
(หรือ)
จะเอาอะไรกับฉันเหรอถึงมาพูดดีด้วย!

fake

เก๋จะบอกกลับไปทุกครั้งว่า
ถ้าเขาพูดแบบนี้กับคุณ
แล้วคุณก็เลยเปลี่ยนแปลงตัวเองได้แค่ 3 วัน
นั่นคือคุณ Fake ของจริง!
แต่ถ้าคุณทำมันจนเป็นเรื่องธรรมดา  นาน ๆ เข้า
คนเหล่านั้นก็จะรู้สึกเป็นเรื่องปกติเพราะเขาคุ้นชินกับมัน

change

โดยสรุป
บทความนี้ทำให้เรามีความเข้าใจที่ถูกต้องว่า
1. อย่าจดจ่อแต่กับความรู้ความเข้าใจแต่ให้ลงมือทำ
2. หาตัวช่วยในการติดตามพฤติกรรมที่ตนเองต้องการเปลี่ยนแปลง
3. ทำอย่างต่อเนื่อง  อาจรู้สึกแปลก ๆ ช่วงแรก  นั่นเป็นเรื่องปกติ

ประเด็นสำคัญที่อยากบอกเล่าจากประสบการณ์
เมื่อเปรียบเทียบบทบาทที่ผ่านมาของเก๋
ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย วิทยากร จนมาถึงการเป็นโค้ช
เก๋พบความแตกต่างในแต่ละงาน  กล่าวคือ

การเรียนหนังสือ เราเน้นความรู้
เพราะคนเรียนต้องนำไปสอบซึ่งเป็นเป้าหมายหลัก
ส่วนจะนำไปใช้มากน้อยแค่ไหนในชีวิต
ไม่ได้เป็นสิ่งที่บังคับสำหรับผู้เรียน

การอบรม สัมมนา  เน้นความรู้และทักษะบางอย่าง
สังเกตได้จากเราต้องมีการทำ Workshop ในห้อง
แต่หลังจบการอบรมสัมมนาแล้ว
แต่ละคนจะมุ่งมั่นนำไปใช้ในการทำงานอย่างไร
ขึ้นอยู่กับเจ้าตัว
หรือหัวหน้าของเขาว่าสนใจ
หรือเอาใจใส่ติดตามลูกน้อง
ที่ถูกส่งมาเรียนมากน้อยแค่ไหน
สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนส่งเสริมสำคัญที่ทำให้
การอบรมหรือสัมมนานั้นคุ้มค่า
ได้ผลลัพธ์อย่างที่ต้องการ

ส่วนการ Coaching
เราไม่เน้นที่ความรู้ (Knowledge)
แต่เน้นที่การตระหนักรู้ และเข้าใจ
เกี่ยวกับตนเอง (Awareness)
สร้างเป้าหมาย แรงผลักดัน ให้เกิดขึ้น
แล้วลงมือทำอย่างต่อเนื่อง
โดยมีโค้ชเป็นพี่เลี้ยง เป็นเพื่อนร่วมเดินทาง
จนคุณประสบความสำเร็จ

ดังนั้นหากเราอยากเปลี่ยนแปลงตนเอง
ให้เลือกประเภทของการพัฒนา
ที่เหมาะกับตนเองในแต่ละช่วง
เก๋เชื่อว่าทุกอย่างเป็นองค์ประกอบที่สำคัญด้วยกันทั้งสิ้น
ขึ้นอยู่กับว่าเราอยู่ตรงไหนใน Journey
และเราต้องการการสนับสนุนแบบใด

ลองถามตนเองว่าตอนนี้
คุณต้องการอะไรเพื่อสร้างผลลัพธ์ในการเปลี่ยนแปลงตนเอง
ความรู้?
ทักษะ?
หรือการลงมือทำ?

**********************************
คลิ๊กที่นี่เพื่อติดตามสาระความรู้ล่าสุดที่แฟนเพจ “The Art of Growing”
The Art of Growing