Inside Out: 3 ข้อคิดที่ได้จากภาพยนตร์บันเทิงแต่แฝงด้วยสาระ

วันแม่ที่ผ่านมาเพิ่งมีหนังเข้าใหม่ในบ้านเราชื่อว่า Inside Out
เป็นแอนนิเมชั่นของ Disney Pixar
เรื่องราวว่าด้วย “เสียงในหัว” (Little voice) ที่เกิดขึ้น
ของไรลี่ย์เด็กผู้หญิงอายุ 11 ปี
ซึ่งเสียงที่ว่านี้เป็นบทสนทนากัน
ระหว่างอารมณ์ทั้ง 5 ในสมองของเธอ ได้แก่

1. Joy (ลั้นลา) สาวน้อยสีเหลืองสดใส
อุทิศตนเองกับเป้าหมายที่ทำให้ไรลีย์มีความสุขอยู่เสมอ

joy

2. Sadness (เศร้าซึม) สาวสีฟ้าร่างท้วม
ชอบคอตก มักพูดยานคาง
อยากทำให้ไรลีย์มีความสุขเช่นกัน
แต่มันเป็นงานที่ยากมหาโหดสำหรับเธอเกิ๊น

sadness

3. Anger (ฉุนเฉียว) คาแรคเตอร์สีแดงร้อนแรง
ใช้ชีวิตบนการสร้างความยุติธรรมให้กับไรลีย์ไม่ยอมให้ใครมารังแกเธอ
ซึ่งมักจะลงเอยด้วยการตอบสนองที่รุนแรง

anger

4. Disgust (หยะแหยง) สาวสังคมสีเขียว ดูมั่นใจ
เธอมีหน้าที่ป้องกันอันตรายต่าง ๆ ที่จะมาทำร้ายไรลีย์

disgust

5. Fear (กลั๊วกลัว) คาแรคเตอร์สีม่วง ดูช่างพินิจพิเคราะห์
ช่วยปกป้องไรลีย์จากอันตรายเช่นกัน แต่เป็นแบบลังเล ๆ  กังวล ๆ

fear

ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ประโยชน์จากหลายมุมค่ะ
เช่น ของ NBC พูดถึงในด้านของ Neuroscience หรือประสาทวิทยา

ข้อคิดที่ได้คือ
แต่ละอารมณ์ของคนเรามีประโยชน์ มีเหตุผลที่อยู่ในตัวมนุษย์
และเราควรเรียนรู้ที่จะยอมรับมัน
หลาย ๆ ครั้งอารมณ์เหล่านี้ขับเคลื่อนการกระทำของเรา
“มันอยู่ในตัวเรา  แต่เรามักมองไม่เห็น”

อารมณ์ทั้ง 5 นี้ถูกเลือกมาจากทฤษฏีของ Paul Ekman
ที่ว่าด้วยอารณ์และการแสดงออกทางสีหน้าที่หลากหลาย
แต่แอบบอกว่ามีอีกบางอารมณ์จากทฤษฎีที่ไม่ได้ถูกรวมอยู่ในหนังเรื่องนี้
เช่น Surprise (ประหลาดใจ) เป็นต้น

paul ekman

บางสื่อ เช่น Huffington Post พูดถึงหนังเรื่องนี้
ในด้าน Emotional Intelligence หรือความฉลาดด้านอารมณ์
ซึ่งถือว่าเป็นทักษะการใช้ชีวิต (Life skill) ที่สำคัญ

ข้อคิดที่ได้
ทำให้คุณพ่อคุณแม่มีบทสนทนากับเด็ก ๆ
เพื่อให้มีสติและหมั่นสังเกตคนรอบข้าง
ทำให้ครอบครัวมีภาษาร่วมกัน (Common language) ในการจับอารมณ์
เช่น เราอาจถามเด็ก ๆ ว่า
ตอนนี้หนูหรือคน ๆ นั้นที่หนูเห็นเขาเป็นตัวสีอะไรน้า?
อะโห! สอนให้เด็กมี EQ ผ่านการ์ตูน……เป็นวิธีฉลาดล้ำค่ะ
(หมายเหตุ กับผู้ใหญ่ก็ใช้ได้นะคะ เพื่อเตือนสติตน)

ส่วนของ Time เน้นให้ดูเรื่อง Grit
ซึ่งเป็นจิตวิทยาเชิงบวกรูปแบบหนึ่ง
เน้นเรื่องของ Passion + Perseverance
เพื่อให้เราถึงเป้าหมายในระยะยาว
(คนที่พูดเรื่องนี้ได้ดีคนหนึ่งคือ Angela Lee Duckworth)

ข้อคิดที่ได้
Grit ในแต่ละคนสามารถถูกพัฒนาขึ้นได้
ผ่านประสบการณ์ของ Failure หรือความล้มเหลว
แล้วสามารถลุกขึ้นมาได้ใหม่อีกครั้ง

ในหนังจะมีฉากหนึ่งตอนที่ Joy (ลั้นลา)
ตระหนักถึงคุณค่าหรือประโยชน์ของเพื่อน Sadness (เศร้าซึม)
หลังจากที่รู้สึกว่าพฤติกรรมของเพื่อนคนนี้ป่วนมาตลอด
(ขออภัยไม่กล้าเล่าละเอียดเดี๋ยว Spoil เกิ๊น)
“ทุกอารมณ์ มีคุณค่า มีหน้าที่ของมัน”

grit

ส่วนตัวเก๋ชอบภาพยนตร์เรื่องนี้จากมุมของโค้ชที่ช่วยพัฒนาศักยภาพคน
สิ่งสำคัญเบื้องต้นที่เป็นงานหินชิ้นหนึ่งของการเป็นโค้ช
คือทำอย่างไรให้ Coachee หรือผู้ที่ถูกโค้ช
“เห็น” ตนเอง  เกิดการตระหนักรู้ (Awareness)
เพราะเราจะไม่สามารถก้าวออกจาก Comfort zone
หรือ Step-up ขึ้นได้
ถ้าเรายังไม่เห็นว่าเรากำลังอยู่ที่ใด
หรือรู้สึกอย่างไรต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิต

กระบวนการนี้ใช้ Inside Out (เหมือนชื่อหนังน่ะค่ะ)
โค้ชไม่สามารถไปบอกไปสอน (=Outside In)
เพื่อให้ Coachee ตระหนักรู้หรอกค่ะว่าเราเป็นอย่างไร
ใครจะรู้จักตัวเราดีที่สุดได้เท่าตัวเราเองล่ะคะ
แต่โค้ชจะไกด์โดยใช้กระบวนการถามคำถาม
เพื่อพาคุณไปหาคำตอบด้วยกัน
กระบวนการนี้เป็น Inside out ค่ะ

inside out_2

โดยสรุป
ทุกอารมณ์ “มี” ประโยชน์มีหน้าที่ของมัน
ประเด็นคือเราควรรู้จัก “ใช้” อารมณ์เหล่านั้นให้เป็นประโยชน์
บางคน มีแต่ “ไม่ได้ใช้” (หรือ)
บางคน มีแต่ “ใช้ไม่เป็น”

หน้าที่เราคือ Embrace (ยอมรับ ตระหนัก)
มิใช่ Suppress (เก็บกด ละเลย) อารมณ์
ยิ่งรู้เร็ว  รู้ทันอารมณ์  ยิ่งบริหารจัดการตนเองได้ดี
เพราะการจะบริหารอารณ์ได้  ต้องเห็นเท่าทันมันก่อน
โดยเฉพาะในยามนี้ที่เราควรมีสติ
ซึ่งจะพาให้เราผ่านเรื่องราวทุกอย่างไปได้

“STRONGER together”

เครดิตภาพ:
Disney Pixar
http://www.carolinemiller.com

**********************************
คลิ๊กที่นี่เพื่อติดตามสาระความรู้ล่าสุดที่แฟนเพจ “The Art of Growing”
The Art of Growing

Mindset: “ติดกรอบ” หรือ “ติดกับ” 2 กับดักความคิดที่หยุดเราไว้ไม่ให้ลงมือทำ

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าคำว่า กรอบความคิด หรือ Mindset นี้
เป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็น
ถ้าจะเปรียบเทียบเป็นรูปภาพ
ก็สามารถเทียบได้กับส่วนล่างของภูเขาน้ำแข็ง

เราคงเคยได้ยินคำว่า Iceberg หรือภูเขาน้ำแข็งกันใช่ไหมคะ
ด้านบนที่โผล่พ้นน้ำมาเปรียบเหมือนพฤติกรรมที่คนอื่นเห็นเรา
ส่วนล่างที่อยู่ใต้น้ำที่เราไม่เห็นนี่สิ
มันใหญ่โตมากมายเปรียบเหมือนสิ่งที่มีอิทธิพลต่อสิ่งที่เราทำ
ไม่ว่าจะเป็น ความคิด ความรู้สึก ประสบการณ์ในอดีต
ความมุ่งมั่น  แรงจูงใจ เป็นต้น
สิ่งเหล่านี้เป็นตัวที่สร้างให้เรามีวิธีคิดหรือกรอบความคิด
ซึ่งส่งผลให้เรามีพฤติกรรมอย่างหนึ่งอย่างใด

Iceberg

คนหลายคน “ติดกรอบ” หรือกับดักทางความคิดของตนเอง
และเป็นสาเหตุหนึ่งที่เราหาเหตุผลมารองรับ
การที่เราไม่ได้ลงมือทำ

วันนี้เก๋มี 2 กรอบความคิดหลัก ๆ
ที่รวบรวมจากประสบการณ์การที่ได้โค้ช
และรับฟังมุมมองต่าง ๆ จากลูกค้าหลากหลาย
ที่ได้พูดคุยและให้คำปรึกษาที่ผ่านมา

กรอบที่ 1: I am not the cause of the matter
(ฉันไม่ใช่สาเหตุหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เกิดขึ้น)

ลองมาเล่นเกม “ใครผิด” ดูสิคะ
เช่น ถ้าเราถูกถามว่า “ทำไมคุณถึงมาสาย?”
เราจะตอบว่าอะไรบ้างคะ
…………………….

รถติด  ไม่มีที่จอดรถ  หลงทาง
ใครผิดล่ะคะ  การจราจรหรือ?
ถ้าเรารู้ว่าการจราจรติดขัดอยู่แล้ว
สิ่งที่เราทำได้คือ วางแผนการเดินทางเผื่อให้เร็วขึ้น

traffic

เวลาเกิดปัญหาอะไรขึ้น
ธรรมชาติมนุษย์มักหาสาเหตุที่อยู่นอกตัวก่อน
และสาเหตุที่อยู่นอกตัวมักไม่ง่าย
ที่จะไปเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เกิดผลลัพธ์
เพราะหลาย ๆ อย่างเราควบคุมมันไม่ได้
แต่ถ้าเรามองและเปิดใจยอมรับว่า
เราเป็นส่วนหนึ่งที่เป็นสาเหตุของปัญหาหรือสิ่งที่เกิดขึ้น
เราจะเริ่มรู้สึกรับผิดชอบที่จะหาหนทางแก้ไขปรับปรุงมัน

เช่น ลูกน้องของเราทำงานไม่ดี
ถ้าเรามองว่าสาเหตุคือเขาเป็นคนหัวไม่ไว  ปรับตัวช้า
เราจะไม่สามารถมีส่วนในการแก้ไขใด ๆ ได้ (I’m not the cause of the matter)
แต่ถ้าเรามองว่าเราเองก็เป็นส่วนหนึ่งในฐานะหัวหน้า
ที่สามารถทำให้เขาเปลี่ยนแปลงตนเองได้ “จากการกระทำของเรา”
เราจะเริ่มมี Mindset ที่จะลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหา (I’m a part of it)
How to หรือวิธีการที่จะปรับ Mindset เราคือ
การถามตนเองว่า “เราจะมีส่วนช่วยลูกน้องในเรื่องนี้ได้อย่างไร?”

subordinate

เรื่องนี้จะไปตรงกับอุปนิสัยหนึ่งที่สำคัญจากหนังสือ
Seven Habits of Highly Effective People
หรือ 7 อุปนิสัยของผู้มีประสิทธิผลสูง
ของ ดร. สตีเฟ่น โควีย์
อุปนิสัยข้อนี้บอกให้เรา
Be Proactive (เชิงรุก)
เพราะคนที่ Proactive จะไม่กล่าวโทษ (Blaming) สิ่งรอบตัว
ตรงกันข้ามกับคน Reactive (เชิงรับ)
ที่มองเห็นตนเองเป็นผลกระทบหรือเหยื่อของสิ่งที่เกิดขึ้น

7 habits

พอกรอบความคิดคิดว่าตนเองเป็นเหยื่อ
ภาษาของคน Reactive ที่ใช้พูดกับตนเองคือ
I can’t (ฉันไม่สามารถ……)
I have to (ฉันจำเป็นต้อง…..)

ในขณะที่คนที่มี Mindset แบบ Proactive จะใช้ภาษาที่ต่างกันคือ
I can (ฉันสามารถที่จะ…..)
I prefer (ฉันเลือกที่จะ……..)
I will (ฉันจะ…………………)

กรอบที่ 2: I don’t want to change
(ลึก ๆ แล้วฉันไม่ได้อยากทำหรืออยากเปลี่ยน)

คนเราเวลา “ไม่อยาก” ทำอะไร
สมองมักจะสั่งการให้หาเหตุผลมาสนับสนุนค่ะ
แล้วเราเลยเข้าใจผิดว่าเรามี “เหตุผล
จริง ๆ เราหาเหตุผลมาสนับสนุน “แรงขับเคลื่อนในการตัดสินใจ

มาลองดูกันอีกสถานการณ์หนึ่งค่ะ
สมมติว่าเราทะเลาะกับเพื่อนคนหนึ่ง
และรู้สึกกระอักกระอ่วนใจมากที่จะไปกล่าวขอโทษเขา
หลังจากที่เราพบว่าเราเข้าใจเขาผิด

ถึงแม้ว่าเหตุการณ์ผ่านมาหลายสัปดาห์แล้ว
เรายังไม่ได้เอ่ยปากขอโทษเขาสักที
ถามว่า “ทำไม?”
…………………

ไม่ได้เจอหน้ากัน…..
โทรไปแล้วเขาไม่รับ…..
กำลังคิดหาคำพูดอยู่ ฯลฯ
ประเด็นคือเรายังไม่ “อยาก” โทรค่ะ
ความ “อยาก” ยังไม่มากพอ
หากเปรียบเทียบกับอุปสรรคจากข้างในใจ

แต่ถ้าสถานการณ์เปลี่ยน  เกิดมีบางอย่างที่ทำให้เรารู้ว่า
เพื่อนเราคนนี้กำลังจะจากไปด้วยโรคร้ายบางอย่าง
เราอาจจะพยายามทุกวิถีทางที่จะได้พูดคุยขอโทษเขา
ก่อนจะไม่มีโอกาสสุดท้าย

เหตุการณ์นี้บอกอะไร?
คนเราเวลาจะลงมือทำหรือต้องเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่าง
มันต้องมี Why ที่ใหญ่พอค่ะ
Why ในที่นี้เป็นแรงจูงใจหรือแรงขับเคลื่อน
Why เป็นสิ่งที่ทำให้เรามีเหตุผลเพียงพอที่จะลุกขึ้นมาทำบางสิ่งบางอย่าง
โดยเฉพาะถ้าบางอย่างนั้นเป็นพฤติกรรมใหม่ ๆ ที่เราไม่คุ้นเคย

why

แล้วจะหา Why อย่างไร?
หลัก ๆ มาจากคำถามสองลักษณะค่ะ
1) ทำแล้วได้อะไร (แรงจูงใจด้านบวก)
2) ถ้าไม่ทำแล้วเสียอะไร (แรงจูงใจด้านลบ)

โดยสรุป
สิ่งที่มีผลต่อการลงมือทำของเราที่สำคัญ
และหลายครั้งเป็นส่วนที่เรามักมองข้าม
คือ กรอบความคิดหรือ Mindset
ลองตรวจสอบตนเองดูนะคะว่า
เรา “ติดกรอบ” หรือ “ติดกับดัก” อะไรบางอย่างข้างต้นอยู่หรือเปล่า?

**********************************
คลิ๊กที่นี่เพื่อติดตามสาระความรู้ล่าสุดที่แฟนเพจ “The Art of Growing”
The Art of Growing