พูดให้เด็ดแบบ Ted Talks

Blog นี้จะมาย่อยหนังสือชื่อดัง
สำหรับสาย Talk หรือชอบ Story telling
เนื่องจากช่วงหลังเก๋มาศึกษาเรื่องนี้มากขึ้น
เพราะมีโอกาสไปแบ่งปันในรูปแบบ Keynote หลายครั้ง



หลังจากได้ศึกษาและลองนำเทคนิคจากหนังสือหลาย ๆ เล่มมาทดลอง
พบว่าเล่มนี้แตกต่างจากเล่มอื่น ๆ ค่ะ
คือเล่มอื่น ๆ จะเป็นแนวที่เน้นเรื่องวิธีการพูดเป็นหลัก
ไม่ว่าจะเป็น การเปล่งเสียง ภาษากาย การใช้อารมณ์ร่วม
แต่เล่มนี้โดดเด่นมาก ๆ
เรื่องการสร้างและร้อยเรียง Central Idea ที่ทรงพลัง

อย่างที่เราทราบกันว่า Ted Talks ให้เวลาผู้พูดจำกัด
แค่ 18 นาทีหรือน้อยกว่า
จึงเป็นการพูดที่เข้มข้น มุ่งหวังให้แรงบันดาลใจแก่ผู้ฟัง
เข้าทำนอง ทำน้อยให้ได้มาก
จึงต้องมีเทคนิคและการวางกลยุทธ์การพูด
เพื่อพูดให้เด็ดแบบ Ted Talks



TED Talks: The Official TED Guide to Public Speaking
เขียนโดย Chris Anderson ซึ่งเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง
ความสำเร็จของ Ted Talk มาตั้งแต่ปี 2002
ชม TED Talks ของ Andersen ได้ที่นี่

บทต้น ๆ ที่ตอกย้ำเรื่องนี้
คือการอ้างถึงงานวิจัยชื่อดังที่ถูกอ้างถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ของ Albert Mehrabian (1967)
แต่ Andersen อ้างกลับมุมค่ะ!

คือหลาย ๆ คนมักจะใช้ผลงานวิจัยเพื่อบอกว่าประสิทธิผลของการสื่อสาร
55% มาจากภาษากาย
38% มาจากโทนของน้ำเสียง
และเพียงแค่ 7% มาจากภาษาคือคำพูดที่ใช้



Andersen บอกว่าเป็นที่น่าเสียดายที่ตีความงานวิจัยคลาดเคลื่อน
ไปจากจุดมุ่งหมายเดิมของ Mehrabian
Mehrabian ตั้งใจจะสื่อถึงปัจจัยที่มาจาก “อารมณ์” ในการสื่อสาร
ว่าสามารถทำให้ตีความบิดเบือนถึงแม้จะเป็นคำพูดเดียวกัน
แต่กลายเป็นว่าเราเหมารวมกับทุก ๆ เรื่องในการสื่อสารว่าคำพูดไม่มีผล
จน Mehrabian เองเอือมระอาถึงขนาดมีข้อความตัวหนา
ใน Website ของเขาระบุเกี่ยวกับงานวิจัยนี้ว่าอย่าประยุกต์ใช้ผิด ๆ!

บทที่สนุกและใช้ภาษาแสบ ๆ คัน ๆ อีกบทหนึ่ง
คือเรื่องของกับดักของ 4 สไตล์ในการพูดที่ควรเลี่ยง

1. Sales pitch (พูดเพื่อขายของ)

ผู้พูด: “เรื่องนี้ต้องใช้เวลาเล่า 3 วันนะครับ
ไม่มีทางที่ผมจะพูดได้ภายใน 15 นาที
จุดประสงค์ของผมคือบอกให้คุณทราบว่ามันเวิร์คอย่างไร
แล้วที่เหลือคุณจะได้เกิดแรงบันดาลใจไปหาข้อมูลเพิ่มเติม


มันอาจเป็นเส้นแบ่งบาง ๆ ระหว่างคำว่า แบ่งปันความคิด
และ การขายของ ในมุมมองของแต่ละคน
หากสิ่งที่สำคัญคือ “การให้” ไม่ใช่ “การหาผลประโยชน์”

2. Ramble (พูดเรื่อยเปื่อย)

การพูดหลายเรื่องวกวนไปมา ไม่มีทิศทางชัดเจน
ไม่มีอะไรน่ารังเกียจ ไม่มีอะไรยากเกินเข้าใจ
แต่ก็ไม่มีความคิดที่ทรงพลัง ไม่มีความเกี่ยวเนื่อง
ไม่มี Wow moment และปราศจาก Takeaways



3. Org bore (โม้เรื่ององค์กรตัวเอง)

ประวัติศาสตร์อันยาวนาน คำสาธยายความสำเร็จของสินค้าเรา
เรื่องขององค์กรที่เราทำงานอยู่คงน่าสนใจ
แต่อาจจะน่าเบื่อที่มาเล่าวีรกรรมให้กับคนอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องฟัง

4. Inspirational performance (การแสดงเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ)

Speaker หลายคนฝันถึงเสียงเชียร์เมื่อเขาลงจากเวที
ตามด้วยทวีตเต็มหน้าจอที่สรรเสริญถึงแรงบันดาลใจที่ได้รับ
นั่นอาจเป็นกับดักที่ทำให้ผู้พูดพยายามทุกวิถีทาง
ที่จะบงการความคิดและความรู้สึกของผู้ฟัง

เช่น ผู้พูดบางคนมีท่าทางดี ภาพและวิดีโอประกอบเด็ด
แต่…เขามักหยุดพูดบ่อยครั้ง
เพียงเพื่อรอเสียงปรบมือหรือเสียงหัวเราะจากคนฟัง
จากนั้นเขาจะกล่าวขอบคุณ
และเค้นเพื่อให้ได้เสียงปรบมือหรือเสียงหัวเราะมากขึ้นอีก
ซึ่งบางคนเริ่มไม่ขำด้วยแล้ว
ไป ๆ มา ๆ ก็เลยไม่ได้เข้าประเด็นที่เป็นหัวใจของหัวข้อที่พูด

นี่คือเปลือกที่ไร้ความหมายสำหรับการพูด Ted ที่ Andersen พยายามกำจัดทิ้ง
มีแต่รูปแบบ หากไร้ซึ่งแก่นสาร

พลังแห่งเรื่องเล่า (Narration)

4 ประเด็นที่ Andersen เน้นหนักหนาเมื่อเล่าเรื่อง ได้แก่
1. มีตัวละครที่ผู้ฟังเข้าถึง
2. มีปมในเรื่องให้คลี่คลาย เพื่อสร้างความอยากรู้อยากเห็น
3. มีรายละเอียดที่พอเหมาะ น้อยไปก็ไม่ชัด มากไปก็เวิ่นเว้อ
4. คลี่คลายตอนจบ แนวตลก ซาบซึ้ง หรือกระจ่าง



หนึ่งในสาเหตุที่ใบสมัคร TED ถูกปฏิเสธคือมีบทนำเสนอที่ดูน่าประทับใจ
แต่ไม่สามารถรวมความคิดแกนกลางที่ต้องการสื่อได้

การอธิบายเรื่องยาก ๆ (Explanation)

ลองจินตนาการถึงนักจิตวิทยาแห่งฮาร์วาร์ด
มาที่ TED เพื่อแบ่งปันแนวคิดอันซับซ้อนที่เรียกว่า
“Synthesized Happiness” (ความสุขสังเคราะห์) ในเวลา 21 นาที
โอ้แม่เจ้า!



Andersen สกัดเคล็ดลับการเล่าเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายมาแล้ว
1. เริ่มจากจุดที่เรายืนอยู่ในปัจจุบัน
2. แล้วจุดประกายด้วยคำพูดหรือคำถามที่ชวนสนใจใครรู้ (Curiosity)
3. แนะนำแนวคิดเพิ่มทีละเรื่อง
4. ใช้อุปมาอุปมัยเปรียบเทียบ
5. ใช้ตัวอย่าง

เช่น ผู้พูดอาจจะอธิบาย Experience simulator ในสมองโดยเกริ่นว่า
Ben & Jerry ไม่มีไอศครีมรสตับและหัวหอม
ไม่ใช่เพราะลองทำแล้วแหวะหรอกครับ
แต่เพราะความสามารถของสมองมนุษย์เรา
สามารถจินตนาการความแหวะโดยไม่ต้องลงมือทำด้วยซ้ำ

การโน้มน้าวใจ (Persuasion)

ในเวอร์ชั่นของ Andersen การโน้มน้าวใจหมายถึง
การทำให้ผู้ฟังยอมรับว่าแนวทางที่เขามองโลกนั้นไม่ถูกต้อง
พร้อมทั้งนำเสนอแนวคิดที่ดีกว่าเพื่อแทนที่



เทคนิคที่น่าสนใจในหนังสือ
นั่นคือ Priming (การเหนี่ยวนำ)
เป็นการนำอุปมาอุปมัยหรือเครื่องมือทางภาษา
มาทำให้ข้อสรุปดูมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ
เครื่องมือดังกล่าวได้แก่

1. แทรกอารมณ์ขัน
2. เติมเรื่องเล่า
3. ยกตัวอย่างที่ชัดเจน
4. มีคำรับรองจากบุคคลที่สาม เช่น งานวิจัย
5. ภาพที่ทรงพลัง เช่น ใช้กราฟหรือแผนภูมิ

ทีนี้เมื่อคนฟังพร้อมคล้อยตาม เราก็อัดฉีดเหตุผล (Reason) ได้เลย

การเขียนบท (Scripting)

จะต้องท่องจำไหมกับบทพูด?
มี 2 ทางเลือกค่ะ
1. เขียนสคริปต์อย่างละเอียด (Scripted talks)
2. มีโครงสร้างการพูดที่ชัดเจนแล้วพูดสดไปทีละประเด็น (Unscripted talks)



ถ้าเป็นแบบมีสคริปต์ มีกลยุทธ์การใช้ 3 อย่าง
1.1 ท่องจำจนขึ้นใจ จนฟังดูเหมือนไม่มีบท
1.2 เหลือบดูบทบ้าง
สังเกตว่า Andersen ใช้คำว่า “เหลือบ” ไม่ใช่ “อ่าน” บท
1.3 สรุปให้เหลือหัวข้อย่อย แล้วพูดแต่ละประเด็นแบบสด

ถ้าจะใช้เป็นแบบไม่มีสคริปต์ขอให้เราแยกแยะให้ขาด
ระหว่าง “การไม่มีบท” กับการ “ไม่เตรียมตัว”

การเริ่มต้นและลงท้าย (Open and close)

หนึ่งนาทีแรกสำคัญมากสำหรับการเริ่มต้นการพูด
อย่าปล่อยให้เสียเปล่าด้วย Small talk สัพเพเหระ
เช่น เป็นเกียรติที่ได้มายืน ขอบคุณภรรยาผู้จัดงาน



4 วิธีเริ่มต้นอย่างมีพลัง

1. หยอดเรื่องเร้าอารมณ์ (Drama)
เช่น “น่าเศร้านะครับที่ในอีก 18 นาทีข้างหน้า
จะมีคนอเมริกัน 4 คนเสียชีวิตจากอาหารที่เขากิน

2. จุดประกายความอยากรู้ (Curiosity)
หนทางที่ตรงไปตรงมาที่สุดคือการตั้งคำถาม
แต่ไม่ใช่คำถามธรรมดา ควรเป็นคำถามที่ทำให้ประหลาดใจ

ตัวอย่าง
เราจะสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้มนุษย์ได้อย่างไร
Andersen บอกว่าอย่าถามแบบนี้ มันกว้างเกิน เฝือ และเขาเบื่อแล้ว
อะไรทำให้เด็กหญิงอายุ 14 ที่มีเงินในบัญชีน้อยกว่า $200
สามารถมอบหนทางที่ก้าวกระโดดให้กับคนในหมู่บ้านของเธอได้

อือม์ ฟังอย่างนี้ชักอยากรู้ขึ้นมาแล้วสิ

3. โชว์ภาพ วิดีโอ หรือวัตถุที่เร้าใจ (Compelling)
เช่น “ภาพที่คุณกำลังจะได้เห็นเปลี่ยนชีวิตผม

4. ยั่วเย้า เปลือยแต่ไม่โป๊ (Tease, but don’t give it away)
ระวังอย่าเผยหมดทุกอย่างตั้งแต่ย่อหน้าแรกที่เปิดตัว

วิธีลงท้ายอย่างมีพลัง

ข้อควรระวังในการพูดจบ
“เอาหล่ะเวลาหมดแล้ว ขอสรุปจบเลยละกัน”
(แปลว่ามีอะไรพูดแยะ แต่ไม่ได้พูดเพราะวางแผนไม่ดีงั้นสิ)
“ขอปิดท้ายด้วยวิดีโอนี้” (ปิดด้วยคำพูดของคุณเถอะ ได้โปรด)
“ขอโทษที่อาจไม่มีเวลาพูดประเด็นที่สำคัญ
แต่ที่พูดไปคงพอทำให้เห็นภาพ”
(ไม่ต้องขอโทษ วางแผนการพูดให้รอบคอบสิครับ)
“ขอบคุณวันเวลาดี ที่เราได้ใช้ร่วมกัน บลา ๆ”
(ขอบคุณเฉย ๆ ก็น่าจะพอนะ)



เราสามารถใช้วิธีลงท้ายอย่างมีพลัง เช่น
1. ถอยกล้องออกมามองภาพกว้าง (Camera pull-back)
2. เชิญชวนให้ลงมือทำ (Call to action)
3. ประกาศปณิธานของตนเอง แชร์วิสัยทัศน์หรือค่านิยม
4. ใช้บทกวี

พวกเราล่ะคะ ชอบเคล็ดลับไหนในหนังสือเล่มนี้บ้าง
ที่สำคัญที่ Andersen ย้ำบ่อย ๆ ในหนังสือคือ
เราต้องเชื่อว่า ไอเดียเราควรค่าแก่การแบ่งปัน
Ideas Worth Spreading


++++++++++++++++++++++++++++++++

Photos Credit:

http://media.the-ceo-magazine.com/leslieungar/one-simple-reason-ceo%E2%80%99s-give-boring-speeches
https://heathermonahan.com/speak-from-a-script-borrow-a-story/
https://pixabay.com/illustrations/storytelling-story-telling-tale-4203628/
https://www.khanacademy.org/science/health-and-medicine/mental-health/drug-abuse-and-drug-addictions/v/reward-pathway-in-the-brain
https://dorset-humanists1.blogspot.com/2018/10/influence-persuasion-how-to-get-other.html

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s