Becoming Us (Part II) Michelle Obama

Book Review นี้เป็นซีรีย์ของ Becoming
หนังสืออัตชีวประวัติของ มิเชล โอบามา
ที่ทำยอดขายไปกว่า 10 ล้านเล่มทั่วโลก
.
ภาคสอง Becoming Us จะทำให้เห็นตัวตนของบารัค
ในมุมที่เราไม่เคยทราบ
และเห็นการเติบโตทางความคิดของมิเชล
ยามเมื่อได้ใช้ชีวิตเคียงข้างบุรุษที่เธอรัก
สมกับชื่อหนังสือว่า….Becoming
.
หนังสือเล่มนี้แบ่งเป็น 3 ภาค

  • Becoming Me
  • Becoming Us
  • Becoming More

.
เสียงตอบรับกับ Review ภาคแรก
ทำให้เห็นว่ากว่าจะมีวันนี้ของมิเชล
เธอต้องผ่านบททดสอบของตัวเองจากครอบครัวผิวสี
มาอยู่ในสังคมแห่งโอกาสได้อย่างไร
.
สำหรับใครที่ยังไม่เคยอ่าน
เพื่ออรรถรสที่ต่อเนื่อง
สามารถอ่านภาคแรก Becoming Me ได้ที่นี่

.
Part II: Becoming US
.
บารัค โอบามา สร้างกระแสให้คนในบริษัทตื่นเต้น
เพราะเขาได้เข้าฝึกงานเป็นกรณีพิเศษ
ทั้งที่ยังเป็นนักศึกษาปีแรก
ของปริญาญาโทด้านกฎหมาย
ในขณะที่ปกติบริษัทจะรับเฉพาะนักศึกษาฝึกหัดปีสอง
อาจารย์ซึ่งสอนเขายืนยันว่า
เขาเป็นนักศึกษากฎหมาย
ที่มีพรสวรรค์ที่สุดที่เคยพบ
คนในแผนกสัมภาษณ์ที่ได้เจอเขาต่างบอกว่า
เขาดูฉลาดปราดเปรื่องและน่ารัก
แต่มิเชลออกจะกังขากับกิตติศัพท์ที่ได้ยิน
.
วันแรกที่ได้เจอกัน บารัคอยู่ในสูทสีเข้ม
ยิ้มกว้างแจ่มใส ตัวสูงและผอมกว่าที่มิเชลคิดไว้
บารัคอายุย่างยี่สิบแปด แก่กว่ามิเชลสามปี
เป็นลูกชายของพ่อชาวเคนยาผิวดำ
กับแม่ผิวขาวจากรัฐแคนซัส
บารัคเกิดและโตในโฮโนลูลู
แต่ใช้เวลา 4 ปีในวัยเด็ก
จับจิ้งหรีดเล่นว่าวในอินโดนีเซีย
สมัยเรียนปริญญาตรี
ใช้ชีวิตปลีกวิเวกเหมือนฤาษีบนภูเขา
หมกตัวอ่านงานวรรณกรรมและปรัชญาชั้นสูง
ในอพารต์เมนท์ฝุ่นเขรอะ
เขียนบทกวีเจื่อน ๆ และอดอาหารทุกวันอาทิตย์
.
บารัคเล่าให้ฟังว่า
ที่เขาเลือกเรียนต่อด้านกฎหมาย
เพราะการทำงานพัฒนาระดับรากหญ้า
ทำให้เล็งเห็นว่า
การเปลี่ยนแปลงสำคัญ ๆ ทางสังคม
ไม่ได้อาศัยแค่การลงมือของคนทั่วไป
แต่ต้องพึ่งพานโยบายที่ก้าวหน้า
และการทำงานของภาครัฐ
.
เขาไม่เหมือนนักศึกษาฝึกงานช่วงปิดภาคฤดูร้อนคนอื่น ๆ
ที่แสนจะกระตือรือร้น
(มิเชลเองก็เคยเป็นเช่นนั้น)
ในการหมั่นสร้าง Network
พร้อมใจจดจ่อว่า
จะได้ข้อเสนอพิเศษกับตำแหน่งงานประจำต่อไหม
เขามักเดินทอดน่องด้วยท่าทีวางเฉยสงบนิ่ง
ซึ่งดูเหมือนยิ่งทำให้เขาเนื้อหอมขึ้นไปอีก
.
ชื่อเสียงของเขาในบริษัทเด่นขึ้นเรื่อย ๆ
ทำให้เขาได้เข้าร่วมฟังการประชุมหุ้นส่วนระดับสูง
และถูกคาดคั้นให้แสดงความคิดเห็น
ต่อประเด็นที่อภิปรายในห้อง
หนึ่งในผลงานที่เป็นที่พูดถึงคือ
บันทึกจำนวน 30 หน้าเกี่ยวกับเรื่องบรรษัทภิบาล
ซึ่งเขาเขียนได้ทะลุปรุโปร่งตรงประเด็น
จนกลายเป็นที่เลื่องลือ
.
บารัคเป็นคนชอบใช้สมอง
ซึ่งบางทีก็มากเกินจนคนส่วนใหญ่รับไม่ไหว
มิเชลรู้ว่าเขาตะลุยอ่านหนังสือปรัชญาการเมืองเป็นเล่ม ๆ
เหมือนนอนอ่านหนังสือเล่นริมทะเล
รู้ว่าเหลือเงินเท่าไร
เขาก็เอาไปซื้อหนังสือจนเกลี้ยง
.
โลกของมิเชลเต็มไปด้วยผู้คนที่ทำงานหนัก
และเปี่ยมด้วยความหวัง
หมกมุ่นกับการไต่เต้ายกฐานะ
ซื้อรถใหม่ คุยเรื่องคอนโดห้องแรกที่เพิ่งซื้อ
ส่วนบารัคชอบเอาเวลาตอนค่ำ
ไปอ่านเรื่องนโยบายที่อยู่อาศัยในเมืองเงียบ ๆ คนเดียว
สมัยทำงานเป็นนักพัฒนาเขาทุ่มเทเวลา
เพื่อรับฟังคนยากจนสาธยายปัญหาอุปสรรคที่เจอ
ต่อมามิเชลจึงเข้าใจว่า
ความเชื่อมั่นในความหวัง
และศักยภาพในการขับเคลื่อนสิ่งต่าง ๆ ของเขานั้น
ได้มาจากแหล่งซึ่งต่างไปโดยสิ้นเชิง
และไม่ได้เข้าถึงง่ายเลย
.
ถึงกระนั้นความสัมพันธ์ของทั้งคู่
ถูกพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว
ตั้งแต่ตอนที่บารัคเป็นนักศึกษาฝึกงาน
.
บารัคเล่าว่าเขาเคยเป็นคนไม่เอาไหน
ไม่ค่อยยับยั้งชั่งใจ
ใคร ๆ ก็เลยเรียกชื่อเล่นเขาว่าแบรี่ ช่วง 20 ปีแรกของชีวิต
สมัยวัยรุ่นเขาสูบกัญชา
เขาเป็นทั้งคนผิวขาวและผิวดำ
เป็นทั้งคนแอฟริกันและอเมริกัน
เขาใช้ชีวิตเรียบง่ายสมถะ
แต่ก็รับรู้ว่าตัวเองร่ำรวยสติปัญญา
ซึ่งยังผลให้โลกอภิสิทธิ์ชนเปิดรับเขา
บารัคไม่เคยพูดถึงเรื่องทางวัตถุ
เช่นเรื่องซื้อบ้าน ซื้อรถ
หรือแม้แต่ซื้อรองเท้าคู่ใหม่
เงินของเขาส่วนใหญ่หมดไปกับหนังสือ
ซึ่งสำหรับเขาแล้วเป็นเหมือนสิ่งของศักดิ์สิทธิ์
ที่ช่วยเพิ่มน้ำหนักสมอง
.
มิเชลเรียนรู้ความคิดจิตใจบารัคทำงานอย่างนี้เอง
ใจเขามักจดจ่อ
กับประเด็นปัญหานามธรรมสำคัญ ๆ
ด้วยพลังหล่อเลี้ยงจากสำนึกแปลกประหลาด
ว่าตัวเขาอาจทำอะไรบางอย่าง
กับปัญหาเหล่านั้นได้
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องใหม่สำหรับมิเชล
.
ถ้าหากครอบครัวมิเชลเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส
ครอบครัวบารัค
คงเป็นรูปทรงเรขาคณิตซึ่งวิจิตรพิสดาร
แอนน์ ดันแฮม แม่ของบารัค
เป็นนักศึกษาวัย 17 ในฮาวายเมื่อปี 1960
ตอนที่รักกับหนุ่มนักศึกษาชาวเคนยา
ชื่อบารัค โอบามา
ทั้งสองครองคู่กันเพียงช่วงสั้น ๆ
และสับสนเมื่อพบว่า
สามีใหม่หมาดของแอนน์มีภรรยาอยู่แล้วที่ไนโรบี
.
หลังหย่าร้างกันแอนน์แต่งงานใหม่
กับนักธรณีวิทยาชาวชวา
แล้วย้ายไปอยู่ที่จาการ์ตา
พาบารัค โอบามา จูเนียร์ ไปเมื่อตอนอายุ 6 ขวบ
บารัคย้ายกลับมาอยู่ที่ฮาวายเมื่อ 10 ขวบ
โดยอาศัยอยู่กับตายาย
ส่วนแม่ของเขาใช้วิธีเดินทางไปมา
ระหว่างฮาวายกับอินโดนีเซีย
บารัคสามารถรินหัวใจ
ผ่านปลายปากกาและงานเขียน
เขาเติบโตมากับจดหมาย
และความรักจากแม่แบบทางไกล
ส่วนมิเชลเป็นคนประเภทชอบคุยกันต่อหน้า
และโตมากับการร่วมวงมื้อเย็นที่บ้านคุณตา
.
มิเชลเริ่มเห็นตนเองว่า
เธอไม่เคยเป็นคนหมกมุ่นกับปัญหา
ที่บั่นทอนกำลังใจในการเป็นคนเชื้อสายแอฟริกัน
เธอถูกเลี้ยงมาให้คิดบวก
ซึมซับความรักของครอบครัว
และความมุ่งมั่นของพ่อแม่
ที่อยากเห็นเธอประสบความสำเร็จ
แต่ไหนแต่ไรความมุ่งหมายของเธอ
คือมองพ้นละแวกบ้านไปข้างหน้าเพื่อมุ่งเอาชนะ
.
แต่พอได้เห็นและฟังความเป็นบารัค
มิเชลเริ่มเข้าใจความหวังในแบบของเขา
ซึ่งขยายกว้างไกลไปกว่าเธอ
เริ่มสำนึกว่าการพาตัวเอง
“ไปพ้นจากสถานที่ดักดาน”
นั้นเป็นเรื่องหนึ่ง
ทว่าการพยายาม
“ทำให้สถานที่นั้นหายดักดาน”
ก็เป็นอีกเรื่องโดยสิ้นเชิง
.
สำหรับมิเชลการอยู่ร่วมกับสำนึก
เรื่องจุดมุ่งหมายอันแรงกล้าของบารัค
นอนร่วมเตียงกับมัน
นั่งกินอาหารเช้าร่วมกับมัน
เป็นสิ่งที่มิเชลต้องปรับตัว
ไม่ใช่เพราะเขาโอ่อวดความคิด
แต่เพราะมันเป็นชีวิตจริงเหลือเกิน
บารัคมั่นใจในการเปลี่ยนโลกให้ดีกว่าเดิม
ทำให้มิเชลอดรู้สึกเคว้ง ๆ ไม่ได้
เมื่อมองเทียบกับตัวเอง
สำนึกเรื่องจุดมุ่งหมายของบารัค
ท้าทายสำนึกเรื่องนี้ของมิเชลแบบเงียบ ๆ
.
มีอยู่ครั้งหนึ่งมิเชลเคยเอ่ยปากกับแม่ของเธอว่า
เธอเริ่มไม่มีความสุขกับงานที่ทำ
หรือแม้แต่กับอาชีพที่ตัวเองเลือก
และเล่าถึงความกระวนกระวายใจของตัวเอง
เธอหวังถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
แต่ก็กังวลเรื่องเปลี่ยนงาน
แล้วจะหาเงินได้ไม่มากพอ
เป็นอารมณ์ความรู้สึกดิบ ๆ
และรู้สึกเริ่มไม่เติมเต็ม
.
เมื่อบารัคใกล้เรียนจบปริญญาโท
ด้านกฎหมายที่ฮาร์วาร์ด
ทั้งคู่เริ่มพูดคุยกันเรื่องการแต่งงาน
ประสบการณ์สอนบารัคว่า
การแต่งงานเป็นเรื่องชั่วคราว
แม่เขาแต่งงาน 2 ครั้ง หย่า 2 ครั้ง
ซึ่งแต่ละครั้งก็เดินหน้าต่อ
โดยไม่ขาดตกบกพร่องกับชีวิต งาน หรือลูก
ส่วนพ่อแม่มิเชลครองคู่กันตั้งแต่อายุยังน้อย
และอยู่ด้วยกันมาตลอดชีวิต
ทั้งบารัคและมิเชลเถียงกันจริง ๆ หลายครั้ง
เรื่องค่านิยมในการแต่งงาน
มิเชลนิยมธรรมเนียมเดิม ๆ
แต่บารัคไม่
.
ช่วงระหว่างนั้นพ่อสุดที่รักของมิเชลก็จากไป
ด้วยอาการหัวใจวาย
เป็นประสบการณ์อันเจ็บปวดของมิเชล
ที่ต้องใช้ชีวิตหลังใครที่รักสุดหัวใจสักคนตายจาก
การสูญเสียของพ่อตอกย้ำให้เธอสำนึกว่า
ไม่มีเวลามัวนั่งคิดคำนึงแล้วว่า
ตัวเองควรเดินต่อไปอย่างไร
พ่อตายตอนท่านอายุเพิ่งห้าสิบห้า
บทเรียนตรงนั้นสอนมิเชลอย่างเรียบง่าย
ว่าชีวิตนั้นแสนสั้น
อย่าเสียเวลาไปเปล่า ๆ
.
ถ้ามิเชลตายไปเธอก็ไม่อยากให้ใครจดจำว่า
เธอเคยเขียนเอกสารด้านกฎหมายเอาไว้เป็นตั้ง ๆ
หรือจำว่าเธอเคยช่วยสู้คดี
ให้บริษัทเจ้าของเครื่องหมายการค้าใด
เธอแน่ใจว่าตัวเองทำอะไรให้โลกได้มากกว่านั้น
ถึงเวลาที่เธอต้องขยับแล้ว
มิเชลจึงเขียนใบสมัครงานหาหัวหน้ามูลนิธิต่าง ๆ
รวมถึงองค์กรไม่แสวงกำไรที่เน้นทำงานกับชุมชน
.
ในที่สุดบารัคก็ขอมิเชลแต่งงาน
และมิเชลก็ย้ายงานใหม่
ในฐานะผู้ช่วยนายก ฯ เทศบาลเมือง
ด้วยเงินเดือน 60,000 ดอลล่าร์ต่อปี
ราว ๆ ครึ่งหนึ่งของเงินเดือน
ที่สำนักงานกฎหมายจ้างเธออยู่ในขณะนั้น
แต่เดิมมิเชลไม่ค่อยศรัทธาในเรื่องการเมือง
ซึ่งเป็นแบบเดิม ๆ ที่กีดกั้นคนผิวดำ
ทิ้งให้คนเหล่านั้นด้อยการศึกษา
ไม่มีงานทำ ได้ค่าจ้างต่ำ
.
ทว่ามิเชลนึกอยากทำงานที่เทศบาล
แต่ก็นึกสะดุ้งกับรายได้ที่ลดฮวบ
ใจรู้สึกแปลบ ๆ ขึ้นมา
หากแต่ใจนั้นถูกกระทุ้งเงียบ ๆ
ให้มุ่งไปหาอนาคตซึ่งคงแตกต่าง
จากที่เธอเคยวางแผนไว้โดยสิ้นเชิง
ส่วนบารัคหลังเรียนจบก็ตกลงไปทำงาน
กับบริษัทกฎหมายที่มุ่งดูแลผลประโยชน์สาธารณะ
เอาชนะตัวเลือกมากมาย
ที่ดูจะเหมือนมีมาให้เขาเลือกตลอด
.
ช่วงแรกทั้งคู่เรียนรู้วิธีทะเลาะกัน
เหมือน ๆ คู่รักใหม่ทั่วไป
ที่มักจะเริ่มจากการมีปากเสียงด้วยเรื่องหยุมหยิม
เวลาโกรธมิเชลชอบตะเบ็งเสียง
คล้าย ๆ ลูกไฟพุ่งขึ้นตามสันหลัง
แล้วระเบิดรุนแรง
จนบางครั้งก็จำไม่ได้ว่าพูดอะไรออกไป
.
ขณะที่บารัคมักจะยังใจเย็นและใช้เหตุผล
ชอบพูดด้วยคารมคมรายยืดยาว
ซึ่งนั่นยิ่งชวนให้มิเชลหงุดหงิดเป็นอย่างมาก
ทั้งคู่ใช้เวลาหลายปีกว่าจะเข้าใจว่า
ต่างฝ่ายต่างเพียงแต่ถูกหล่อหลอมขึ้นมาต่างกัน
โดยไม่ได้เฉลียวใจว่าเส้นทางข้างหน้า
ที่รอให้ทั้งคู่จับมือเดินไปด้วยกัน
จนได้เป็นประธานาธิบดี
และสตรีหมายเลขหนึ่งของประเทศ
กำลังรออยู่
.
ติดตามต่อใน Becoming More………

Becoming Me (Part I) Michelle Obama

ช่วงที่ผ่านมาได้ยินวลี Black Lives Matter กันอย่างกว้างขวาง
เลยทำให้นึกถึงหนังสือ Bestseller เล่มหนึ่งที่เคยอ่าน
.
Becoming (Michelle Obama)
.
หนังสืออัตชีวประวัติของ มิเชล โอบามา
ที่ทำยอดขายไปกว่า 10 ล้านเล่มทั่วโลก
มิเชลไม่ใช่สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งคนแรก
แต่เธอเป็นคนแรกที่เป็น “ผิวสี”

เธอถูกยกย่องให้เป็นผู้หญิงที่ทรงอำนาจที่สุดในโลก
พร้อม ๆ กับถูกตราหน้าว่าเป็น
“ผู้หญิงผิวดำเจ้าโทสะ”
คำไหนสำคัญกว่าระหว่าง
“เจ้าโทสะ” “ผิวดำ” หรือ “ผู้หญิง”
.
8 ปีที่พำนักอยู่ในทำเนียบขาว
ใช้ชีวิตแบบอลังการแปลก ๆ สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคย
ไม่ว่าจะมีลิฟต์ในบ้าน ลานโบว์ลิ่ง คนจัดดอกไม้ประจำ
เตียงปูผ้าลินินอิตาลี ทีมพ่อครัวระดับโลก
รวมไปถึงตำรวจลับใส่หูฟังพกปืนวางหน้าเรียบเฉย
ยืนอารักขาหน้าประตูห้อง
และพยายามสุดฤทธิ์ที่จะไม่รบกวนชีวิตส่วนตัวของครอบครัว
.
สุดสัปดาห์นี้เลยนั่งเรียบเรียงเรื่องราวจากหนังสือเล่มนี้อีกครั้ง
ด้วยมุมมองที่ทำให้เห็นรอยร้าวของการแบ่งแยกในอเมริกา
เพื่อให้เราได้เข้าใจที่มาที่ไปว่าทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญ
.
หนังสือเล่มนี้แบ่งเป็น 3 ภาค

  • Becoming Me
  • Becoming Us
  • Becoming More

Part I: Becoming ME
.
สมัยเด็กมิเชลมีถิ่นพำนักอยู่ในชิคาโก
เมืองที่ผู้จัดการตามโรงงานใหญ่ ๆ หลายแห่ง
ชอบจ้างผู้อพยพจากยุโรปมากกว่าจ้างงานคนผิวดำ
และตามแหล่งจ้างงานใหญ่ ๆ ในชิคาโก
ต้องใช้บัตรสมาชิกสหภาพแรงงาน
แล้วถ้าคุณเป็นคนผิวดำ
โอกาสก็ริบหรี่ที่จะได้บัตรนั้น
.
ผู้ชายผิวดำสติปัญญาดีร่างกายแข็งแรงเหล่านี้
จึงถูกปิดกั้นช่องทางทำงานรายได้สูง
ซึ่งเท่ากับถูกกีดกันไม่ให้มีปัญญาซื้อบ้าน
ส่งลูกเรียนสูง ๆ หรือเก็บเงินไว้ใช้ยามเกษียณ
มันทำให้เขาเหล่านั้นปวดใจที่ถูกกันออกไป
ต้องทนดักดานทำงานที่ไม่คู่ควรกับคุณสมบัติตัวเอง
เฝ้าดูคนขาวกระโดดแซงหน้าเรื่องการงาน
บางทีก็ต้องช่วยฝึกพนักงานใหม่ที่พวกเขารู้ดีว่า
สักวันอาจจะกลายเป็นเจ้านายตน
.
และนี่เป็นการเพาะเชื้อความขุ่นเคืองไม่ใว้ใจของชาวผิวดำ
.
สมัยเด็กมิเชลถูกพ่อแม่สอนในการเลือกใช้คำให้ถูกต้อง
เช่น พูดว่า “going” ไม่ใช่ “goin”
หรือพูดว่า “isn’t” ไม่ใช่ “ain’t”
ทำให้มิเชลถูกตั้งคำถามว่า
ทำไมถึงพูดจาเหมือนเด็กผิวขาว
และมองว่าเป็นการหักหลังคนผิวดำด้วยกัน
.
และนี่เป็นคำถามที่หลายปีถัดมาหลังจากได้แต่งงานกับบารัค
ซึ่งหลายคนมองว่าเขาแปลก
ด้วยผิวสีอ่อน พูดจาแบบชาวฮาวาย
แต่ถูกเลี้ยงดูมาโดยชนชั้นกลางผิวขาวในรัฐแคนซัสจนเติบใหญ่
และเรียนจบมหาวิทยาลัยกลุ่มไอวีลีก
.
ช่วงไฮสกูล นับเป็นโชคดีของมิเชล
ที่สามารถสอบติดโรงเรียนมัธยมปลายชื่อดังในชิคาโก
ซึ่งเป็นสถานที่ที่เธอได้ค้นพบสังคมของ “คนผิวดำชั้นนำ”
เด็กผิวดำที่นี่มีพ่อแม่เป็นทนายความหรือแพทย์
เด็กเหล่านี้ได้ไปเล่นสกี ไปเที่ยวต่างประเทศ
ที่นี่มิเชลรู้สึกปลอดภัยที่จะเป็นคนฉลาด
แปลว่าเธอไม่จำเป็นต้องปิดบังสติปัญญาตัวเอง
เพราะเกรงจะโดนใครทักว่าพูดจาเหมือนเด็กผิวขาว
.
พ่อแม่ของมิเชลไม่เคยปริปากบ่นเครียดเลยสักครั้ง
ที่ต้องหาเงินจ่ายค่าเรียนให้กับลูก ๆ
มิเชลและพี่ชายคือการลงทุนของพ่อแม่
ทุกสิ่งทุกอย่างทุ่มเทให้ลูกทั้งคู่
.
เมื่อถึงเวลามองหามหาวิทยาลัย
มิเชลมีผลการเรียนอยู่ในท้อป 10% แรก
ของชั้นเรียนที่กำลังจะจบ
แต่บทสนทนาของเธอกับครูแนะแนว
กลับเริ่มด้วยประโยคที่ครูแนะแนวเห็นว่า
มิเชลอาจจะไม่เหมาะกับมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน
ตอนนั้นมิเชลรู้สึกว่าครูกำลังบอกให้เธอมองต่ำไว้
ซึ่งตรงข้ามกับทุกอย่างที่พ่อแม่เธอเคยสอนมา
.
หากแต่มิเชลตัดสินใจผลักคำชี้ขาดจากครูแนะแนวคนนั้น
เพราะมันอาจรื้อฟื้นเสียงในใจเดิม ๆ ที่ว่า
เธอไม่เก่งพอ ไม่ดีพอ
เธอจึงใช้วิธีสมัครเข้าเรียนพรินซ์ตัน
พร้อมกับเลือกสมัครที่อื่น ๆ เผื่อไว้ด้วย
โดยที่เธอไม่ได้รับการสนับสนุนใด ๆ
จากครูแนะแนวที่โรงเรียนอีก
.
ในเรียงความที่เธอเขียนส่งเพื่อสมัครเรียน
แทนที่มิเชลจะแสร้งโอ้อวดว่าตัวฉลาดนักหนา
จนคิดว่าตัวเองสมควรได้เข้าไปอยู่ในเขตรั้วพรินซ์ตัน
ซึ่งมีเถาไอวีเลื้อยคลุม
เธอกลับเขียนเล่าเรื่องอาการป่วยของพ่อ
และการที่ครอบครัวเธอไร้ประสบการณ์เรื่องอุดมศึกษา
เธอโอบรับความจริงที่ว่าเธอกำลังไขว่คว้า
ซึ่งดูจากภูมิหลังแล้ว
ตอนนั้นเธอก็ทำได้แค่ไขว่คว้าจริง ๆ
.
แล้วในที่สุดมิเชลก็ทำสำเร็จในการพิสูจน์ตัวเอง
กับการได้ตอบรับเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่ใฝ่ฝัน
.
พรินซ์ตันเป็นถิ่นของคนผิวขาวและเพศชาย
ด้วยจำนวนนักศึกษาชายที่มากกว่านักศึกษาหญิงเกือบสองต่อหนึ่ง
และนักศึกษาใหม่ที่เป็นคนผิวดำมีไม่ถึง 9 เปอร์เซนต์
ดูไปคล้ายเมล็ดงาดำที่โรยในชามข้าวนั่นแหละ
.
มิเชลจึงต้องคบเพื่อนผิวดำ
และต่างแบ่งเบาให้กำลังใจซึ่งกันและกัน
และในยามที่ต้องอยู่เป็นคนผิวดำคนเดียวในห้องเลกเชอร์
หรือเป็นหนึ่งในคนผิวสีไม่กี่รายที่ไปลองเล่นบทละคร
ในทีมที่มีแต่คนผิวขาว
ต้องอาศัยความพยายามและความมั่นใจในระดับที่ไม่ธรรมดา
.
หนึ่งเรื่องที่มิเชลเพิ่งมาทราบภายหลัง
จากรูมเมทชาวผิวขาวที่มาเล่าให้มิเชลฟังด้วยความอับอาย
ว่าแม่ของรูมเมทคนนั้นตกใจมาก
ที่ลูกสาวตนเองถูกจัดให้พักห้องเดียวกับคนผิวดำอย่างมิเชล
จึงไปรบเร้าจนทางมหาวิทยาลัยยอมให้แยกห้อง
.
ฤดูใบไม้ผลิแต่ละปีจะมีผู้สรรหาพนักงานใหม่ของบริษัทใหญ่ ๆ
ที่บุกมาถึงแคมปัสของพรินซ์ตัน
พุ่งเป้าไปยังนักศึกษาปีสุดท้ายซึ่งใกล้จะจบ
วันไหนมิเชลเห็นเพื่อนร่วมชั้นธรรมดา
ที่ชอบใส่กางเกงยีนมอมแมมกับเสื้อเชิ้ตปล่อยชาย
เดินข้ามแคมปัสในชุดสูทลายริ้วบาง
จะรู้ได้ทันทีว่าเพื่อนคนนั้นถูกจองตัวไปทำงาน
ที่ตึกระฟ้าย่านแมนฮัตตันนั้นแล้ว
.
เป็นการแยกย้ายสู่เส้นทางอาชีพอย่างฉับไว
ทั้งนายธนาคาร นักกฎหมาย แพทย์
หรือการได้ฝึกงานในบริษัทระดับ Fortune 500
.
มิเชลเองก็ไม่ต่าง
เธอยุ่งอยู่กับการไต่บันไดอันมั่นคง
เธอยอมรับว่าตัวเองไม่เพียงถูกผลักดันด้วยเหตุผลตามตรรกะ
แต่ด้วยความปรารถนาให้คนอื่นยอมรับด้วย
หนึ่งคำถามที่มิเชลมักสงสัยตนเองเสมอว่า
ฉันเก่งพอไหม
ใช่ ที่จริงเธอเก่งพอ
.
มิเชลได้งานเงินเดือนงามที่สำนักงานในชิคาโก
ของบริษัทกฎหมายชั้นนำบนชั้นสี่สิบเจ็ดของอาคารย่านกลางเมือง
สร้างตัวตนจนพ้นจากรถโดยสารสาธารณะแออัดยัดเยียดที่เคยขึ้น
ด้วยอายุแค่ยี่สิบห้าก็มีผู้ช่วย
ทำเงินได้มากมายกว่าที่พ่อแม่เธอเคยมี
เพื่อนร่วมงานล้วนสุภาพ เรียนสูง และส่วนใหญ่ผิวขาว
ใส่สูทอาร์มานี สามารถจ่ายหนี้เงินกู้เรียนกฎหมายทุกเดือน
และหลังเลิกงานก็ไปเต้นแอโรบิกออกกำลัง
ซื้อรถ SAAB ขับเพราะมีเงินจะซื้อ
.
เธอกลายเป็นนิติกรอย่างเต็มตัว
คอยช่วยวิเคราะห์ปัญหาทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงนามธรรม
ให้บรรดาบริษัทใหญ่ ๆ
และเธอยังรับปากช่วยฝึกงานให้นักกฎหมายรุ่นน้อง
ที่ทางบริษัททาบทามเอาไว้
โดยที่ยังไม่เข้าใจถึงพลังที่บันดาลความเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล
จากการตกปากรับคำไปง่าย ๆ แบบนั้น
.
และแล้วช่วงปิดภาคฤดูร้อน
นักศึกษาฝึกงานจากฮาร์วาร์ดที่ชื่อ
บารัค โอบาม่า ก็ปรากฏตัว
.
ติดตามต่อใน Becoming Us………

รำลึกถึง John Nash อัจฉริยะรางวัลโนเบล เจ้าของชีวประวัติในภาพยนตร์ออสการ์ยอดเยี่ยมแห่งปี “A Beautiful Mind”

a beautiful mind
๋.
จอห์น ฟอร์บส แนช (John Forbes Nash) นักคณิตศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกัน  บิดาแห่งทฤษฎีเกม (Game Theory) ผู้มีเรื่องราวน่าสนใจจน ซิลเวีย นาซา นำเรื่องราวของเขามาเขียนเป็นหนังสือชื่อ A Beautiful Mind ซึ่งติดอันดับหนังสือขายดีที่สุดในสหรัฐอเมริกา  และภายหลังถูกนำมาดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์จนโ่ด่งดัง  ชนะรางวัลออสการ์ในปี 2544  ด้วยรางวัลภาพยนตร์และผู้กำกับยอดเยี่ยม

จอห์น แนช ได้เสียชีวิตลงแล้วจากอุบัติเหตุทางรถยนต์  พร้อมกับภรรยา อลิเซีย  เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2558  ด้วยวัย 86 ปี

a beautiful mind book

นี่คงเป็นครั้งแรกที่ฮอลลีวู้ดทำหนังที่สร้างจากชีวิตของนักเศรษฐศาสตร์  และดาราที่มานำแสดงเป็นตัวเอกคือ รัสเซล โครว์  (Russell Crowe) ผู้โด่งดังจากภาพยนตร์เรื่อง Gladiator  นั่นย่อมแสดงว่าชีวิตของแนชต้องไม่ธรรมดา

เรามาทำความรู้จักกับชีวิตอันน่าสนใจของอัจฉริยะเจ้าของเรื่องราวที่ชนะใจเวทีใหญ่อย่างออสการ์กันค่ะ

..

แนชเป็นเด็กที่ฉายแววอัจฉริยะมาแตเด็ก  ชอบขลุกอยู่กับหนังสือ  มีความสุขตามลำพัง  ไม่ชอบพูดคุยหรือเล่นกับเพื่อนในวัยเดียวกัน  ในวิชาคณิตศาสตร์ แนชพยายามหาวิธีทำโจทย์เลขด้วยตัวเองไม่เหมือนกับที่ครูสอน  เวลาครูเขียนโจทย์บนกระดาน  แนชจะนั่งคิดโจทย์เลขนิ่ง ๆ ในขณะที่เพื่อนหยิบกระดาษปากกามาทดกันให้วุ่นวาย  แนชเป็นคนคิดเร็ว จำแม่น และมีสมาธิสูง  สามารถเข้าใจสิ่งที่ซับซ้อนได้  บ่อยครั้งที่แนชแสดงวิธีพิสูจน์คณิตศาสตร์สั้น ๆ ง่าย ๆ  ในขณะที่ครูแสดงวิธียืดยาวสลับซับซ้อน

แนชพิสูจน์ความเป็นอัจฉริยะของเขาเมื่อเขาสามารถเรียนจบปริญญาเอกได้อย่างรวดเร็วด้วยอายุเพียง 21 ปี  และวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเกี่ยวกับทฤษฏีเกมของเขามีความหนาเพียง 28 หน้า  ซึ่งงานวิจัยนี้เองที่ทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ต่อมาภายหลังในปี 2537

แนชได้รับแต่งตั้งให้เป็นศาสตราจารย์ทางคณิตศาสตร์แห่ง Massachusetts Institute of Technology (MIT) ของสหรัฐฯ เมื่อมีอายุได้เพียง 29 ปี  จุดหักเหในชีวิตของแนชเกิดขึ้นเมื่อเขามีอาการป่วยทางจิตที่เรียกว่า Schizophrenia  มีอาการประสานหลอน  โดยมักอ้างว่าได้สนทนากับพระเจ้าและกับมนุษย์ต่างดาวอยู่เนือง ๆ  เมื่ออาการป่วยทวีความรุนแรง  เขาถูกปลดจากตำแหน่งอาจารย์ของ MIT และเข้ารับการรักษาโรคจิตในโรงพยาบาล

nash_google

แนชเริ่มตื่นจากฝันเมื่อเขาอายุประมาณ 60 ปี  หลังจากนั้นอีก 6 ปี  แนชก็ได้รับข่าวดีของรางวัลเกียรติยศอย่างโนเบลจากทฤษฎีเกมที่เขาคิดค้น  ซึ่งมีคุณอเนกอนันต์ให้นักเศรษฐศาสตร์ใช้ในการหาทางออกที่ดีเวลาแก้ปัญหาการแข่งขันเชิงธุรกิจ  เพราะปัญหาต่าง ๆ ทางเศรษฐศาสตร์นั้นสลับซับซ้อนอันเนื่องมาจากการมีตัวแปรต่าง ๆ มากมาย (คำอธิบาย Game Theory)

..

คำถามคือ  เราเรียนรู้อะไรจากเรื่องราวของแนชบ้าง?

คนบางคนได้รับพรสวรรค์หรืออัจฉริยะด้านความฉลาดที่ล้ำลึกเหนือเกินความสามารถของคนทั่วไป  และนั่นทำให้คนนั้นสามารถคิดค้นทฤษฎีหรือความรู้ที่ไม่สามารถสร้างด้วยระดับความคิดหรือสมองที่จินตนาการเหมือนคนทั่ว ๆ ไปได้  แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าคนเหล่านั้นเองก็ต้องใช้ชีวิตอยู่ในโลกของอัจฉริยะและโลกในความเป็นจริงอย่างไม่สมดุล  หากไม่สามารถแยกแยะมันออกจากกันได้

และแม้ว่าแนชเองจะมีพฤติกรรมแปลก ๆ มากมาย  แต่สิ่งเหล่านี้มาจากจิตใจที่บริสุทธิ์สวยงามปราศจากมุมมองที่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร  เป็นโลกที่แนชอยู่ในความฝันและจินตนาการกว่าครึ่งชีวิต  เหมือนกับชื่อหนังสือ A Beautiful Mind  เป็นชีวิตที่เรียนรู้  ค้นหา  และสร้างคุณค่าทางวิชาการฝากไว้แก่มวลมนุษยชาติ

ขอไว้อาลัยแด่นักคณิตศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่  ผู้มีหัวใจงดงาม
สมกับชื่อ A Beautiful Mind

จอห์น ฟอร์บส แนช 
(13 มิ.ย. 2471 – 23 พ.ค. 2558)
..

Cr. เรียบเรียบจาก
http://www.bbc.com/news/world-us-canada-32865248
http://en.wikipedia.org/wiki/John_Forbes_Nash,_Jr.

Click to access nash.pdf


http://www.myfirstbrain.com/student_view.aspx?ID=56201

เครดิตภาพ John Nash: Reuters/Bobby Yip

**********************************

คลิ๊กที่นี่เพื่อติดตามสาระความรู้ล่าสุดที่แฟนเพจ “The Art of Growing”

The Art of Growing