พูดให้เด็ดแบบ Ted Talks

Blog นี้จะมาย่อยหนังสือชื่อดัง
สำหรับสาย Talk หรือชอบ Story telling
เนื่องจากช่วงหลังเก๋มาศึกษาเรื่องนี้มากขึ้น
เพราะมีโอกาสไปแบ่งปันในรูปแบบ Keynote หลายครั้ง



หลังจากได้ศึกษาและลองนำเทคนิคจากหนังสือหลาย ๆ เล่มมาทดลอง
พบว่าเล่มนี้แตกต่างจากเล่มอื่น ๆ ค่ะ
คือเล่มอื่น ๆ จะเป็นแนวที่เน้นเรื่องวิธีการพูดเป็นหลัก
ไม่ว่าจะเป็น การเปล่งเสียง ภาษากาย การใช้อารมณ์ร่วม
แต่เล่มนี้โดดเด่นมาก ๆ
เรื่องการสร้างและร้อยเรียง Central Idea ที่ทรงพลัง

อย่างที่เราทราบกันว่า Ted Talks ให้เวลาผู้พูดจำกัด
แค่ 18 นาทีหรือน้อยกว่า
จึงเป็นการพูดที่เข้มข้น มุ่งหวังให้แรงบันดาลใจแก่ผู้ฟัง
เข้าทำนอง ทำน้อยให้ได้มาก
จึงต้องมีเทคนิคและการวางกลยุทธ์การพูด
เพื่อพูดให้เด็ดแบบ Ted Talks



TED Talks: The Official TED Guide to Public Speaking
เขียนโดย Chris Anderson ซึ่งเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง
ความสำเร็จของ Ted Talk มาตั้งแต่ปี 2002
ชม TED Talks ของ Andersen ได้ที่นี่

บทต้น ๆ ที่ตอกย้ำเรื่องนี้
คือการอ้างถึงงานวิจัยชื่อดังที่ถูกอ้างถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ของ Albert Mehrabian (1967)
แต่ Andersen อ้างกลับมุมค่ะ!

คือหลาย ๆ คนมักจะใช้ผลงานวิจัยเพื่อบอกว่าประสิทธิผลของการสื่อสาร
55% มาจากภาษากาย
38% มาจากโทนของน้ำเสียง
และเพียงแค่ 7% มาจากภาษาคือคำพูดที่ใช้



Andersen บอกว่าเป็นที่น่าเสียดายที่ตีความงานวิจัยคลาดเคลื่อน
ไปจากจุดมุ่งหมายเดิมของ Mehrabian
Mehrabian ตั้งใจจะสื่อถึงปัจจัยที่มาจาก “อารมณ์” ในการสื่อสาร
ว่าสามารถทำให้ตีความบิดเบือนถึงแม้จะเป็นคำพูดเดียวกัน
แต่กลายเป็นว่าเราเหมารวมกับทุก ๆ เรื่องในการสื่อสารว่าคำพูดไม่มีผล
จน Mehrabian เองเอือมระอาถึงขนาดมีข้อความตัวหนา
ใน Website ของเขาระบุเกี่ยวกับงานวิจัยนี้ว่าอย่าประยุกต์ใช้ผิด ๆ!

บทที่สนุกและใช้ภาษาแสบ ๆ คัน ๆ อีกบทหนึ่ง
คือเรื่องของกับดักของ 4 สไตล์ในการพูดที่ควรเลี่ยง

1. Sales pitch (พูดเพื่อขายของ)

ผู้พูด: “เรื่องนี้ต้องใช้เวลาเล่า 3 วันนะครับ
ไม่มีทางที่ผมจะพูดได้ภายใน 15 นาที
จุดประสงค์ของผมคือบอกให้คุณทราบว่ามันเวิร์คอย่างไร
แล้วที่เหลือคุณจะได้เกิดแรงบันดาลใจไปหาข้อมูลเพิ่มเติม


มันอาจเป็นเส้นแบ่งบาง ๆ ระหว่างคำว่า แบ่งปันความคิด
และ การขายของ ในมุมมองของแต่ละคน
หากสิ่งที่สำคัญคือ “การให้” ไม่ใช่ “การหาผลประโยชน์”

2. Ramble (พูดเรื่อยเปื่อย)

การพูดหลายเรื่องวกวนไปมา ไม่มีทิศทางชัดเจน
ไม่มีอะไรน่ารังเกียจ ไม่มีอะไรยากเกินเข้าใจ
แต่ก็ไม่มีความคิดที่ทรงพลัง ไม่มีความเกี่ยวเนื่อง
ไม่มี Wow moment และปราศจาก Takeaways



3. Org bore (โม้เรื่ององค์กรตัวเอง)

ประวัติศาสตร์อันยาวนาน คำสาธยายความสำเร็จของสินค้าเรา
เรื่องขององค์กรที่เราทำงานอยู่คงน่าสนใจ
แต่อาจจะน่าเบื่อที่มาเล่าวีรกรรมให้กับคนอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องฟัง

4. Inspirational performance (การแสดงเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ)

Speaker หลายคนฝันถึงเสียงเชียร์เมื่อเขาลงจากเวที
ตามด้วยทวีตเต็มหน้าจอที่สรรเสริญถึงแรงบันดาลใจที่ได้รับ
นั่นอาจเป็นกับดักที่ทำให้ผู้พูดพยายามทุกวิถีทาง
ที่จะบงการความคิดและความรู้สึกของผู้ฟัง

เช่น ผู้พูดบางคนมีท่าทางดี ภาพและวิดีโอประกอบเด็ด
แต่…เขามักหยุดพูดบ่อยครั้ง
เพียงเพื่อรอเสียงปรบมือหรือเสียงหัวเราะจากคนฟัง
จากนั้นเขาจะกล่าวขอบคุณ
และเค้นเพื่อให้ได้เสียงปรบมือหรือเสียงหัวเราะมากขึ้นอีก
ซึ่งบางคนเริ่มไม่ขำด้วยแล้ว
ไป ๆ มา ๆ ก็เลยไม่ได้เข้าประเด็นที่เป็นหัวใจของหัวข้อที่พูด

นี่คือเปลือกที่ไร้ความหมายสำหรับการพูด Ted ที่ Andersen พยายามกำจัดทิ้ง
มีแต่รูปแบบ หากไร้ซึ่งแก่นสาร

พลังแห่งเรื่องเล่า (Narration)

4 ประเด็นที่ Andersen เน้นหนักหนาเมื่อเล่าเรื่อง ได้แก่
1. มีตัวละครที่ผู้ฟังเข้าถึง
2. มีปมในเรื่องให้คลี่คลาย เพื่อสร้างความอยากรู้อยากเห็น
3. มีรายละเอียดที่พอเหมาะ น้อยไปก็ไม่ชัด มากไปก็เวิ่นเว้อ
4. คลี่คลายตอนจบ แนวตลก ซาบซึ้ง หรือกระจ่าง



หนึ่งในสาเหตุที่ใบสมัคร TED ถูกปฏิเสธคือมีบทนำเสนอที่ดูน่าประทับใจ
แต่ไม่สามารถรวมความคิดแกนกลางที่ต้องการสื่อได้

การอธิบายเรื่องยาก ๆ (Explanation)

ลองจินตนาการถึงนักจิตวิทยาแห่งฮาร์วาร์ด
มาที่ TED เพื่อแบ่งปันแนวคิดอันซับซ้อนที่เรียกว่า
“Synthesized Happiness” (ความสุขสังเคราะห์) ในเวลา 21 นาที
โอ้แม่เจ้า!



Andersen สกัดเคล็ดลับการเล่าเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายมาแล้ว
1. เริ่มจากจุดที่เรายืนอยู่ในปัจจุบัน
2. แล้วจุดประกายด้วยคำพูดหรือคำถามที่ชวนสนใจใครรู้ (Curiosity)
3. แนะนำแนวคิดเพิ่มทีละเรื่อง
4. ใช้อุปมาอุปมัยเปรียบเทียบ
5. ใช้ตัวอย่าง

เช่น ผู้พูดอาจจะอธิบาย Experience simulator ในสมองโดยเกริ่นว่า
Ben & Jerry ไม่มีไอศครีมรสตับและหัวหอม
ไม่ใช่เพราะลองทำแล้วแหวะหรอกครับ
แต่เพราะความสามารถของสมองมนุษย์เรา
สามารถจินตนาการความแหวะโดยไม่ต้องลงมือทำด้วยซ้ำ

การโน้มน้าวใจ (Persuasion)

ในเวอร์ชั่นของ Andersen การโน้มน้าวใจหมายถึง
การทำให้ผู้ฟังยอมรับว่าแนวทางที่เขามองโลกนั้นไม่ถูกต้อง
พร้อมทั้งนำเสนอแนวคิดที่ดีกว่าเพื่อแทนที่



เทคนิคที่น่าสนใจในหนังสือ
นั่นคือ Priming (การเหนี่ยวนำ)
เป็นการนำอุปมาอุปมัยหรือเครื่องมือทางภาษา
มาทำให้ข้อสรุปดูมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ
เครื่องมือดังกล่าวได้แก่

1. แทรกอารมณ์ขัน
2. เติมเรื่องเล่า
3. ยกตัวอย่างที่ชัดเจน
4. มีคำรับรองจากบุคคลที่สาม เช่น งานวิจัย
5. ภาพที่ทรงพลัง เช่น ใช้กราฟหรือแผนภูมิ

ทีนี้เมื่อคนฟังพร้อมคล้อยตาม เราก็อัดฉีดเหตุผล (Reason) ได้เลย

การเขียนบท (Scripting)

จะต้องท่องจำไหมกับบทพูด?
มี 2 ทางเลือกค่ะ
1. เขียนสคริปต์อย่างละเอียด (Scripted talks)
2. มีโครงสร้างการพูดที่ชัดเจนแล้วพูดสดไปทีละประเด็น (Unscripted talks)



ถ้าเป็นแบบมีสคริปต์ มีกลยุทธ์การใช้ 3 อย่าง
1.1 ท่องจำจนขึ้นใจ จนฟังดูเหมือนไม่มีบท
1.2 เหลือบดูบทบ้าง
สังเกตว่า Andersen ใช้คำว่า “เหลือบ” ไม่ใช่ “อ่าน” บท
1.3 สรุปให้เหลือหัวข้อย่อย แล้วพูดแต่ละประเด็นแบบสด

ถ้าจะใช้เป็นแบบไม่มีสคริปต์ขอให้เราแยกแยะให้ขาด
ระหว่าง “การไม่มีบท” กับการ “ไม่เตรียมตัว”

การเริ่มต้นและลงท้าย (Open and close)

หนึ่งนาทีแรกสำคัญมากสำหรับการเริ่มต้นการพูด
อย่าปล่อยให้เสียเปล่าด้วย Small talk สัพเพเหระ
เช่น เป็นเกียรติที่ได้มายืน ขอบคุณภรรยาผู้จัดงาน



4 วิธีเริ่มต้นอย่างมีพลัง

1. หยอดเรื่องเร้าอารมณ์ (Drama)
เช่น “น่าเศร้านะครับที่ในอีก 18 นาทีข้างหน้า
จะมีคนอเมริกัน 4 คนเสียชีวิตจากอาหารที่เขากิน

2. จุดประกายความอยากรู้ (Curiosity)
หนทางที่ตรงไปตรงมาที่สุดคือการตั้งคำถาม
แต่ไม่ใช่คำถามธรรมดา ควรเป็นคำถามที่ทำให้ประหลาดใจ

ตัวอย่าง
เราจะสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้มนุษย์ได้อย่างไร
Andersen บอกว่าอย่าถามแบบนี้ มันกว้างเกิน เฝือ และเขาเบื่อแล้ว
อะไรทำให้เด็กหญิงอายุ 14 ที่มีเงินในบัญชีน้อยกว่า $200
สามารถมอบหนทางที่ก้าวกระโดดให้กับคนในหมู่บ้านของเธอได้

อือม์ ฟังอย่างนี้ชักอยากรู้ขึ้นมาแล้วสิ

3. โชว์ภาพ วิดีโอ หรือวัตถุที่เร้าใจ (Compelling)
เช่น “ภาพที่คุณกำลังจะได้เห็นเปลี่ยนชีวิตผม

4. ยั่วเย้า เปลือยแต่ไม่โป๊ (Tease, but don’t give it away)
ระวังอย่าเผยหมดทุกอย่างตั้งแต่ย่อหน้าแรกที่เปิดตัว

วิธีลงท้ายอย่างมีพลัง

ข้อควรระวังในการพูดจบ
“เอาหล่ะเวลาหมดแล้ว ขอสรุปจบเลยละกัน”
(แปลว่ามีอะไรพูดแยะ แต่ไม่ได้พูดเพราะวางแผนไม่ดีงั้นสิ)
“ขอปิดท้ายด้วยวิดีโอนี้” (ปิดด้วยคำพูดของคุณเถอะ ได้โปรด)
“ขอโทษที่อาจไม่มีเวลาพูดประเด็นที่สำคัญ
แต่ที่พูดไปคงพอทำให้เห็นภาพ”
(ไม่ต้องขอโทษ วางแผนการพูดให้รอบคอบสิครับ)
“ขอบคุณวันเวลาดี ที่เราได้ใช้ร่วมกัน บลา ๆ”
(ขอบคุณเฉย ๆ ก็น่าจะพอนะ)



เราสามารถใช้วิธีลงท้ายอย่างมีพลัง เช่น
1. ถอยกล้องออกมามองภาพกว้าง (Camera pull-back)
2. เชิญชวนให้ลงมือทำ (Call to action)
3. ประกาศปณิธานของตนเอง แชร์วิสัยทัศน์หรือค่านิยม
4. ใช้บทกวี

พวกเราล่ะคะ ชอบเคล็ดลับไหนในหนังสือเล่มนี้บ้าง
ที่สำคัญที่ Andersen ย้ำบ่อย ๆ ในหนังสือคือ
เราต้องเชื่อว่า ไอเดียเราควรค่าแก่การแบ่งปัน
Ideas Worth Spreading


++++++++++++++++++++++++++++++++

Photos Credit:

http://media.the-ceo-magazine.com/leslieungar/one-simple-reason-ceo%E2%80%99s-give-boring-speeches
https://heathermonahan.com/speak-from-a-script-borrow-a-story/
https://pixabay.com/illustrations/storytelling-story-telling-tale-4203628/
https://www.khanacademy.org/science/health-and-medicine/mental-health/drug-abuse-and-drug-addictions/v/reward-pathway-in-the-brain
https://dorset-humanists1.blogspot.com/2018/10/influence-persuasion-how-to-get-other.html

4 เคล็ดลับที่ทำให้ Google เป็นบริษัทที่น่าร่วมงานและสร้างนวัตกรรม

ถ้าเทคโนโลยีเป็นเพียงครึ่งเดียวที่ทำให้ Google ประสบความสำเร็จ
แล้วอีกครึ่งที่เหลือคืออะไร
เป็นคำโปรยที่ทำให้สงสัยจนต้องหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่าน

เราเคยเข้าใจว่าการมีเทคโนโลยีหรือกระบวนการสร้างนวัตกรรมน่าจะเพียงพอแล้ว
แต่ความคิดนั้นต้องสะดุดเมื่อพบข้อความที่ว่า
“Culture eats strategy for breakfast!”

ประโยคนี้เป็นคำพูดของปีเตอร์ ดรักเกอร์
นักทฤษฎีด้านการบริหารผู้ทรงอิทธิพล
และประโยคนี้ถูกแขวนอยู่บนผนัง
ในห้องวางแผนกลยุทธ์ของบริษัทฟอร์ด มอเตอร์
โดยประธานมาร์ก ฟิลด์ส ตั้งแต่ปี 2006
เพื่อเตือนว่าวัฒนธรรมและวิธีคิดที่แข็งแกร่งมีความสำคัญต่อความสำเร็จ

Google นับเป็นบริษัทต้นแบบที่มีวิธีคิดและวัฒนธรรมอันแข็งแรง
ทำให้สามารถสร้างนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ทั่วโลกมากมาย
รวมถึงได้รับการจัดลำดับเป็นบริษัทที่น่าทำงานด้วย
ติดต่อกันเป็นเวลาหลายปีจากสถาบันชั้นนำมากมาย

ใน Blog นี้เราจะคุยถึงเบื้องหลังความสำเร็จเหล่านั้นเป็น 4 วิธีการทำงาน
จากหนังสือ Work Rules โดย Laszlo Bock
ผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรองประธานอาวุโสฝ่ายปฏิบัติการด้านบุคคลของ Google

1. ทำให้งานของพนักงานมีความหมาย
(Give meaning to your employee’s work)

ไม่มีอะไรสร้างแรงจูงใจได้มากกว่าการได้รู้ว่าคุณกำลังเปลี่ยนโลกใบนี้
ซึ่งเชื่อหรือไม่ว่าเรื่องแบบนี้ขึ้นอยู่กับทัศนคติที่แต่ละคนมีต่องาน
วิธีการคือขอให้หาความเชื่อมโยงระหว่างพนักงาน
กับคนที่ได้ประโยชน์จากสิ่งที่เขาทำ

เช่น เป้าหมายที่ทะเยอทะยานของ Google
คือการจัดระเบียบข้อมูลทั้งหมดในโลก
และทำให้ทุกคนเข้าถึงและใช้ประโยชน์

แต่ถ้าเราเป็นแค่คนขายเนื้อสัตว์
มันจะมีความหมายอะไรต่อโลกใบนี้?
………ลองหาความเชื่อมโยงดู
เราก็กำลังทำให้คนมีอาหารกิน
แล้วช่างประปาล่ะ……….
เราก็กำลังพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนอื่น
โดยทำให้เขามีน้ำสะอาดและมีคุณภาพชีวิต

2. ไว้ใจทีมงาน (Trust your team)

เป้าหมายสุดท้ายคือการสร้าง Entrepreneurship
หรือความรู้สึกที่เป็นเจ้าของกิจการให้กับพนักงาน
และหากเราเชื่อว่าทุกคนเป็นคนดี
เราก็ไม่ต้องกลัวที่จะเปิดเผยข้อมูลให้พวกเขาได้รับรู้

ความโปร่งใส (Transparent) จึงเป็นอีกเรื่องที่สำคัญใน Google
หนึ่งเรื่องที่เป็นที่พูดถึงมากคือเป้าหมายรายไตรมาสของพนักงานและทีม
(หรือที่เรียกกันว่า OKR “Objectives and Key Results”)
OKR ของทุกคนจะถูกเผยแพร่ใน Website ภายในของบริษัท
เพื่อให้ทุกคนได้เห็น
โดยอยู่ถัดจากหมายเลขโทรศัพท์และสาขาที่แต่ละคนทำงานอยู่

และทุกวันศุกร์ Google จะประชุมพนักงานทั้งบริษัท
โดยมีแลร์รีและเซอร์เกย์เป็นผู้นำการประชุม
ซึ่งพนักงานสามารถเข้าประชุมด้วยตัวเองหรือผ่านวิดีโอ
ในประชุมจะเป็นการอัพเดตข่าวสารจากสัปดาห์ที่ผ่านมา
และที่สำคัญคือมีเวลา 30 นาทีเพื่อตอบคำถามอะไรก็ได้ที่คนอยากรู้
ไล่ตั้งแต่เรื่องสัพเพเหระ (บางคนอยากรู้ว่าแลร์รีในฐานะ CEO จะสวมสูทบ้างไหม)
ไปจนถึงเรื่องที่เกี่ยวกับธุรกิจหรือจริยธรรม

Google ยังให้พนักงานแบ่งเวลา 20% ของการทำงานในแต่ละสัปดาห์
ไปทำโครงการที่เขาสนใจ
ซึ่งโครงการนั้นไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับงานประจำ
แต่ต้องเกี่ยวข้องกับงานของ Google

3. จ้างแต่คนที่เก่งกว่าคุณเท่านั้น
(Only hire people who are better than you)

หากไม่ระวัง เมื่อบริษัทเติบโตขึ้น
ก็จะยิ่งมีคนอยากรับเพื่อนฝูงหรือลูกหลาน
เข้ามาทำงานเพื่อให้ความช่วยเหลือหรือสร้างสายสัมพันธ์
สิ่งที่เกิดขึ้นคือเราจะมีหัวกะทิตอนบริษัทยังเล็ก
และมีแต่คนที่สามารถปานกลางตอนบริษัทเติบโต

IQ เพียงอย่างเดียวก็ไม่ได้ทำให้ใครสักคน
มีความคิดสร้างสรรค์หรือสามารถทำงานเป็นทีมได้
Google เชื่อว่าไม่มีใครสามารถสัมภาษณ์เพียงคนเดียว
แล้วตัดสินใจถูกทุกครั้ง

ที่นี่เวลาสัมภาษณ์คุณอาจพบผู้สัมภาษณ์งานจากฝ่ายอื่น
หรือผู้ที่จะมาเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของตำแหน่งงานนั้น ๆ
มีส่วนร่วมในการสัมภาษณ์ด้วย
เพราะท้ายที่สุดพวกเขาคือคนที่ต้องอยู่กับคุณ

Google ยังกำจัดสัญลักษณ์ที่ตอกย้ำถึงลำดับขั้นอำนาจ เช่น
ผู้บริหารระดับสูงได้รับผลตอบแทน สวัสดิการ และทรัพยากรต่าง ๆ
เหมือนกันพนักงานใหม่
ไม่มีห้องอาหารสำหรับผู้บริหาร หรือที่จอดรถส่วนตัว

คุณสมบัติเด่น 4 ประการที่ใช้คัดเลือกคน ๆ หนึ่ง
ในการเข้าร่วมงานกับ Google

A) ความสามารถด้านการคิดโดยทั่วไป
เป็นการแก้ปัญหายาก ๆ อย่างไร โดยไม่ดูผลการเรียน

B) ความเป็นผู้นำ
โดยเฉพาะ “ความเป็นผู้นำอย่างไม่เป็นทางการ”
เพราะแต่ละโครงการที่ Google แทบไม่มีผู้นำแบบเป็นทางการเลย

C) ความเป็น Google
รักสนุก
การไม่หลงความฉลาดของตัวเอง
(คือที่นี่จะมีแต่คนเก่ง ๆ เต็มไปหมด
และเราจะไม่เรียนรู้อะไรเลยถ้ายอมรับไม่เป็นว่าเราอาจคิดผิดก็ได้)
การรับมือกับความไม่ชัดเจนได้อย่างสบายใจ
และความใส่ใจ (Google อยากได้เจ้าของกิจการ ไม่ใช่ลูกจ้าง)

D) ความรู้ในหน้าที่การงาน
อันนี้สำคัญน้อยสุด เพราะ Google เน้นที่ความอยากรู้อยากเห็นและเปิดกว้างในการเรียนรู้
เพื่อจะคิดหาทางออกใหม่ ๆ อย่างแท้จริง

4. ให้ความเอาใจใส่กับคนที่ทำงานได้ยอดเยี่ยมและยอดแย่ของทีม
(Pay attention to your best and worst performers)

อย่ามองหาแค่คนที่มีความสามารถรอบด้าน
ให้มองหาคนที่เชี่ยวชาญในด้านนั้น ๆ ที่สุดด้วย

คุณค่าจำนวน 90% มักมาจากพวกหัวกะทิ 10% แรก
พนักงานที่เก่งที่สุดจึงมีค่ามากกว่าพนักงานทั่วไปอย่างมหาศาล
Google จึงให้ผลตอบแทนแบบไม่เป็นธรรม
เพื่อทำให้เขารู้สึกว่าเราเห็นคุณค่าของเขา

Laszlo Bock มักได้ยินคนพูดว่า
“ผมแค่อยากได้ผู้ช่วยที่คอยรับโทรศัพท์และบันทึกตารางประชุม
ผมไม่ต้องการคนฉลาด
ขอแค่คนที่ทำงานพวกนั้นได้ก็พอแล้ว”

นั่นเป็นความคิดผิดมหันต์
เพราะผู้ช่วยที่เก่งกาจจะช่วยงานผู้จัดการได้อย่างมหาศาล
เขาจะช่วยให้เราแบ่งเวลาได้ดีขึ้น
จัดลำดับและสับรางงานต่าง ๆ
รวมถึงเป็นหน้าเป็นตาให้กับผู้จัดการเวลามีคนติดต่อเข้ามา

ที่นี่นอกจากผู้จัดการจะไม่สามารถตัดสินใจรับคนตามลำพังได้
เขาไม่ได้รับอนุญาตให้ตัดสินใจเรื่องเงินเดือน
และการเลื่อนตำแหน่งโดยปราศจากข้อมูลของผู้อื่น

ในขณะเดียวกันควรเห็นใจคนที่ทำผลงานได้แย่ที่สุดด้วย
สาเหตุมักมาจากการที่เขาได้ทำงานในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม
ไม่ใช่เพราะพวกเขาไร้ความสามารถ
ควรช่วยให้พวกเขาเรียนรู้หรือหาตำแหน่งใหม่ให้

แต่ถ้าไม่ได้ผล ก็ควรให้เขาออกทันที
การเก็บไว้ไม่ใช่ทางออก
พวกเขาน่าจะมีความสุขกว่าในสภาพแวดล้อมที่ไม่ใช่คนที่ทำงานได้แย่ที่สุด

ล่าสุดมีผลวิจัยที่ทำมากว่า 10 ปี (Project Oxygen) เพื่อหาคำตอบว่า
คุณลักษณะของผู้จัดการหรือหัวหน้าทีมแบบไหน
ที่จะเหมาะกับการเป็นผู้นำสำหรับ Google
1. เป็นโค้ชที่ดี
2. ให้อิสระกับทีมงานโดยไม่เข้าไปจุกจิกจู้จี้
3. สร้างบรรยากาศของความเชื่อใจและปลอดภัย
4. มุ่งเน้นผลลัพธ์ในงาน
5. เป็นนักสื่อสารที่ดี ฟังและแบ่งปันข้อมูล
6. ช่วยให้ทีมงานมีความเติบโตในสายงาน
7. สร้างวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ที่ชัดเจน
8. มีความรู้ในงานที่ทำเป็นอย่างดีและสามารถให้คำแนะนำทีมงาน
9. ให้ความร่วมมือร่วมใจกับแผนกต่าง ๆ
10. ตัดสินใจเด็ดขาดและมุ่งมั่นในสิ่งนั้น

++++++++++++++

จากเคล็ดลับทั้งหมดข้างต้น
ข้อไหนที่คุณสามารถนำไปปรับใช้เพื่อสร้างประสิทธิภาพ
และน่าร่วมงานกับทีมของคุณมากที่สุดบ้างคะ

Photo Credit:
medium.com/@jonmichaelmoy/fostering-a-sustainable-company-culture-a55efd0421e5
https://business.linkedin.com/talent-solutions/blog/employer-brand/2019/linkedins-top-companies-2019
https://peakon.com/us/blog/workplace-culture/google-company-culture/
https://www.monster.com/career-advice/article/how-to-answer-job-interview-question-your-ideal-company
https://fortune.com/best-companies/2017/google/
https://news.abs-cbn.com/business/11/02/18/google-workers-around-the-world-protest-its-corporate-culture
https://www.entrepreneur.com/article/317582
https://www.businessinsider.com/the-best-bosses-do-these-things-according-to-google-2019-6?utm_content=buffer6cc2f&utm_medium=social&utm_source=facebook.com&utm_campaign=buffer-bi#9-collaborates-effectively-9
หนังสือ “กฎการทำงานของ Google”

Design the Life You Love ออกแบบชีวิตที่คุณรัก (Part II)

โพสท์ที่แล้วเราคุยกันเรื่องขั้นตอนการออกแบบผลิตภัณฑ์
ที่สามารถนำมาออกแบบชีวิต
จาก Ayse birsel ซึ่งเป็น Designer และเจ้าของหนังสือ
Design the Life You Love: A step-by-step guide to building a meaningful future

สำหรับใครที่พลาด Design the Life You love (Part I) ในคราวที่แล้ว
สามารถติดตามอ่านก่อนได้เพื่อเข้าใจภาพรวมโดยคลิ๊กที่ลิงค์นี้

ในโพสท์ที่สองนี้ (ซึ่งเป็นตอนจบ)
เก๋จะมาชวนคุณผู้อ่านประยุกต์ใช้ Concept ดังกล่าวกัน
แบบ Step-by-Step ตามชื่อหนังสือกันเลยนะคะ

ก่อนอื่น Ayse Birsel เกริ่นกติกาไว้ก่อนค่ะว่า
1. กระบวนการออกแบบคือ “การคิดด้วยการลงมือทำ”
2. การทำ = การเล่น
3. ไม่มีคำตอบถูกหรือผิดในการเล่น
4. หลายครั้งไอเดียที่ดีที่สุดอาจมาจากคำตอบที่ห่วยที่สุดก็เป็นได้
ดังนั้นขอให้เรา คิดแบบเล่น

ขั้นที่ 1 Deconstruction

ในขั้นตอนนี้ขอให้เราแบ่งมิติต่าง ๆ ในชีวิตของเราออกเป็นส่วนย่อย ๆ
เหมือนทำ Mind map
เช่น งาน ครอบครัว สุขภาพ กีฬา งานอดิเรก สถานที่ที่เคยไป เป็นต้น
ด้านล่างเป็นตัวอย่างของ Deconstruction map จากนักเรียนคนหนึ่งในคลาส

Exercise: ใช้เวลาประมาณ 10 นาที เขียน Building blocks ของคุณได้เลยค่ะ


อีกเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยในการ Deconstruct คือการแบ่งเป็น Quadrants
ได้แก่ อารมณ์ (Emotion), กายภาพ (Physical), สติปัญญา (Intellect), และจิตวิญญาณ (Spirit) ก็ได้ค่ะ

ขั้นที่ 2 POV

ลองหามุมมองใหม่ ๆ โดยสมมติให้ตัวเราเองเป็น Hero ดูไหมคะ
เพราะ Hero แต่ละคนจะสะท้อนความเชื่อ การให้คุณค่า และวิถีชีวิตที่เรามุ่งหวัง

ด้านล่างเป็นตัวอย่างของนักเรียนคนหนึ่งที่เขียนเกี่ยวกับ Hero ของเขา



Exercise
: ใครเป็น Hero ของคุณ และเพราะอะไร

อีกเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้เห็นมุมใหม่ ๆ คือการใช้คำอุปมา (Methphor)
ด้านล่างเป็นตัวอย่าง Metaphor ที่ Ayse Birsel
ใช้เปรียบเทียบว่าชีวิตเธอเป็นเหมือนต้นไม้

ขั้นที่ 3 Reconstruction

ขั้นตอนนี้คือการเลือก
และเราต้องยอมรับว่าในความเป็นจริง
เราไม่สามารถทำทุกอย่างได้ดีแบบไร้ที่ติในทุกด้านพร้อม ๆ กัน
Reconstruction map จึงมีวงกลมให้สามวงซ้อนกัน
ซึ่งเปรียบวงกลมเป็นเหมือนเรื่องที่เราได้เลือก
และเรามองว่าเราสามารถควบคุมหรือจัดการสิ่งเหล่านั้นได้

ด้านล่างเป็นตัวอย่าง Reconstruction map ของนักเรียนในคลาส

ตัวอย่างเช่นในวงกลม 3 วงของเราอาจประกอบไปด้วย
– สตูดิโอ (งาน+ครอบครัว+เพื่อนฝูง)
– การผจญภัย (การท่องเที่ยว+โครงการใหม่ ๆ)
– ความมั่นคง

Exercise: อะไรคือสิ่งที่คุณเลือกให้อยู่ใน Backbone ของการออกแบบของคุณ
ถึงตาคุณแล้วค่ะ

ขั้นที่ 4 Expression

ในขั้นตอนนี้เราสามารถใช้วิธีได้หลายวิธีในการช่วยทำให้เกิดขึ้นจริง
เช่น ใช้ Vision map โดยวาดรูปตัวเราอยู่ตรงกลาง
แล้วใส่รูปหรือรายละเอียดอื่น ๆ รอบ ๆ รูปตัวเรา
ดังตัวอย่างด้านล่างซึ่งเป็น Vision map ของ Ayse Birsel
ที่วาดไว้ตั้งแต่ปี 2014 (ก่อนที่เธอจะออกหนังสือเล่มนี้)

เครื่องมือ Expression อื่น ๆ ที่ Ayse Birsel แนะนำในหนังสือของเธอได้แก่
– จดหมายหาตัวเอง (Vision letter)
– To-do list
– การประกาศ (Manifesto)
– บทกวี (Poem)

Exercise: เลือกหนึ่งวิธีจากข้างต้นในการระบุวิธีการแสดงออกของคุณ

สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุดคือ Living the life
หลังจากได้แบบแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ
การออกไปใช้ชีวิตแบบที่เราออกแบบไว้ 
เทคนิคที่คุณสามารถเริ่มทำได้ เช่น

Modeling หรือการหาต้นแบบของคนที่เขาใช้ชีวิตแบบที่คุณต้องการ แล้วดูว่าคุณสามารถเลียนแบบวิธีการอะไรของคนเหล่านั้นได้บ้าง
Learning หรือการเรียนรู้ทักษะใหม่ที่จะช่วยตอบสนองชีวิตที่คุณออกแบบไว้  อาจจะเป็นการเริ่มลงเรียนทักษะใหม่ ๆ ทาง On-line, หาพี่เลี้ยง (Mentor), อ่านหนังสือ
Sharing แบ่งปัน Design expression ของคุณกับเพื่อนฝูงหรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอความช่วยเหลือ คำแนะนำ หรือข้อมูลป้อนกลับ
Visualizing นักออกแบบเป็นนักจินตนาการชั้นยอด คุณสามารถวาง Vision map ที่คุณสร้างไว้บนโต๊ะทำงานหรือผนังที่มองเห็นได้ง่ายเพื่อช่วยย้ำเตือน
Prototyping ด้วยการไปลองใช้ชีวิตอยู่ในสถานที่หรือสิ่งแวดล้อมที่คุณวาดไว้สัก 2-3 สัปดาห์ก่อนตัดสินใจย้ายไปจริง  หรือลองลงเรียนคลาสภาคค่ำเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ ก่อนที่คุณจะตัดสินใจลาออกจากงานประจำ

สำหรับ Ayse Birsel การออกแบบชีวิตที่รัก
จึงคล้ายกับกระบวนการการออกแบบผลิตภัณฑ์
การสังเกต (Observation) = การแยกชิ้นส่วน (Deconstruction)
ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) = การปรับมุมมอง (POV shift)
การตัดสินใจ (Decision) = ประกอบร่าง (Reconstruction)
การลงมือทำ (Action) = การแสดงออก (Expression)

หากคุณผู้อ่านมีโอกาสใช้เครื่องมือข้างต้น
เพื่อเป็น Designer ชีวิตของตัวเองกันแล้วเป็นอย่างไร
มาแบ่งปันให้ฟังบ้างนะคะ
LIVE the LIFE you LOVE ค่ะ!

Photo credit:
wepresent.wetransfer.com/story/ayse-birsel-design-life-love/
http://www.designindaba.com/articles/point-view/design-life-you-love
time.com/4087778/design-our-best-life/

Design the Life You Love ออกแบบชีวิตที่คุณรัก (Part I)

ระยะหลังเราพูดคุยเรื่องการออกแบบ (Design) กันบ่อยครั้ง
โดยเฉพาะการหาความคิดสร้างสรรค์เพื่อตอบโจทย์ชีวิตที่ดีขึ้น
จึงเกิดคำถามว่าถ้าเราใช้กระบวนการออกแบบเหล่านั้น
มาประยุกต์ใช้กับการออกแบบชีวิตได้
น่าจะเป็นประโยชน์ไม่น้อย

Ayse Birsel เป็น Designer ที่ออกแบบผลิตภัณฑ์มาแล้วมากมาย
และเป็นผู้แต่งหนังสือชื่อ
Design the Life You Love: A step-by-step guide to building a meaningful future
โดยเธอประยุกต์กระบวนการออกแบบที่เธอใช้ในงาน
มาใช้กับการออกแบบชีวิตที่รัก

คลิ๊กที่นี่เพื่อชม TedTalk ของเธอเกี่ยวกับ Design the life you love

พอเป็นหนังสือที่เขียนโดย Designer เก๋เลยสังเกตว่า
หนังสือเธอมีตัวอักษรน้อย ใช้รูปที่เธอวาดเป็นตัวสื่อ
หนังสืออ่านง่าย ภาพสวยงาม
รูป เรื่องราวต่าง ๆ ในเล่มกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ผู้อ่านเป็นอย่างยิ่ง

ใน Blog นี้เก๋เลยมาถอดรหัสกระบวนการดีไซน์
ที่ใช้เป็นหัวใจหลักของหนังสือเล่มนี้
พร้อมด้วยตัวอย่างที่ยกให้เห็นแบบเข้าใจง่าย ๆ
และปิดท้ายด้วยวิธีการนำมาประยุกต์ใช้กับการออกแบบชีวิตที่มีความสุข

กระบวนการดีไซน์ของ Ayse Birsel

1. ขั้นตอนแรกเรียกว่าการ Deconstruct your life
ขั้นตอนนี้คือการแยกสิ่งที่เราต้องการดีไซน์ออกเป็นชิ้นย่อย ๆ ก่อน
เพื่อทำความเข้าใจว่าองค์ประกอบนั้นมีอะไรบ้าง
โดยยังไม่ต้องพิจารณาความเชื่อมโยงของแต่ละชิ้น

ยกตัวอย่างเช่น เวลาเราต้องการทำซุปไก่สักถ้วย
ซุปนั้นเวลาถูกแยกส่วนประกอบแล้วมีอะไรบ้าง
ไก่, หัวหอม, แครอต, เกลือ, พริกไทย, น้ำ, หม้อ, ไฟ, ชาม, ช้อน
กระบวนการนี้เรียกว่าเรากำลัง Deconstruct the soup ค่ะ

2. ขั้นตอนที่สองคือการสร้าง POV of your life

Point of View (POV) คือวิธีการที่เรามองสิ่งต่าง ๆ
ดังนั้นถ้าเรามองสิ่งเดิมด้วยมุมใหม่ ๆ
เราจะเกิดความคิดสร้างสรรค์ได้ง่ายขึ้น
“It is how you can decide to SEE the SAME things DIFFERENTLY
that is the heart of CREATIVITY”

Ayse Birsel เล่าให้ฟังง่าย ๆ ว่าเบื้องหลังวิธีการที่ Designer ใช้มอง
เพื่อหามุมใหม่ ๆ ได้แก่
– การกำจัดทิ้งหรือลดรูป (Get rid of)
– การรักษาไว้ (Keep)
– การเปลี่ยนแปลงรูปแบบ (Transform)

มาถึงบรรทัดนี้หลายคนคงเกิดคำถามว่า
นั่นสิมองต่างนี่แหละทำอย่างไร

เราลองมาดูตัวอย่างซุปไก่ที่เกริ่นไว้ข้างต้น
ว่าเราสามารถมองมันอย่างไรให้เป็นซุปแบบใหม่ที่มีความสร้างสรรค์

ถ้าเรา…
…มองซุปนี้เป็นอาหารสำหรับคนทานมังสะวิรัติ
(มองที่ไก่ที่ Deconstruct ไว้)
…มองซุปนี้ว่าสามารถเสริฟแบบเย็นแทนที่จะเสริฟร้อนแบบเดิม ๆ
(มองที่ไฟที่ใช้อุ่น)
…มองซุปนี้ว่าไม่ต้องจำกัดรูปแบบแค่เสริฟอยู่ในชาม
(มองที่ชามซึ่งเป็นภาชานะตอนที่ Deconstruct)
…มองซุปนี้ว่าสามารถเสริฟที่ไหนก็ได้ไม่จำเป็นต้องเป็นบนโต๊ะ
(มองที่โต๊ะที่ใช้เสริฟก่อนหน้านี้)

นี่คือตัวอย่างการมองเพื่อหา POV แบบใหม่ ๆ

3. ขั้นตอนที่สามเรียกว่า Reconstruct your life

ขั้นตอนนี้คือการนำกลับมาประกอบร่าง
ซึ่งตรงกันข้ามกับขั้นตอนแรกคือ Deconstruct
เป็นขั้นตอนของการเลือก (Making choices)

ก่อนมาถึงขั้นตอนนี้ เราได้มองสิ่งเดิมด้วยมุมใหม่
ลองมาดูซิว่าซุปถ้วยเดิม เราสามารถใส่ความคิดสร้างสรรค์
แล้วนำกลับมาประกอบร่างใหม่อย่างไรบ้าง

ถ้าเราลองประกอบร่างใหม่โดยใส่เต้าหู้แทนไก่
ถ้าเราลองปรุงด้วยการแช่แข็งแทนการใช้ความร้อน
ถ้าเราลองเสริฟซุปที่แช่แข็งในรูปแบบแท่งเหมือนไม้ไอศครีมแทนชาม
ถ้าเราลองชวนให้ผู้ใช้เดินถือไปทานที่ไหนก็ได้แทนการนั่งทานที่โต๊ะ

เราอาจจะได้เห็น Soup Pop (เลียนแบบ Ice Pop หรือไอศครีมแท่ง) ก็เป็นได้

4. ขั้นตอนสุดท้ายเรียกว่า Express your life as a new design

ขั้นตอนนี้คือเรากำลังจะสร้างให้มันเกิดขึ้นจริง
เลือกใช้ส่วนผสมที่ทำให้คุณค่าเปลี่ยนไป
ปรุงมันในแบบที่เราต้องการ
เสริฟซุปในรูปแบบที่ทำให้คนทานตื่นเต้น
มันคือการสร้างประสบการณ์ค่ะ

เราอาจจะตั้งชื่อซุปแบบใหม่ของเราว่า Space Soup
เพราะผู้ทานสามารถถือซุปที่เย็นชื่นใจ ถือไปไหนก็ได้
และหยิบมานั่งทานที่ไหนอย่างไรก็ได้
เจ๋งไหมล่ะคะ!

โดยสรุป ถ้าเปรียบเทียบชีวิตเหมือนกันซุป
เราสามารถตั้งคำถามกับตัวเองด้วยการดีไซน์ใน 4 ขั้นตอน

1. Deconstruct: อะไรคือส่วนประกอบบ้าง
2. POV: ส่วนประกอบไหนที่เราอยากเปลี่ยน แทนที่ด้วยสิ่งใหม่ หรือคงไว้
3. Reconstruct: แล้วถ้าเราเปลี่ยนวิธีที่เราปรุงมันล่ะ
4. Express: แล้วถ้าเราเปลี่ยนวิธีที่เรากินมันล่ะ

ใน Blog ถัดไปจะมาเล่าวิธีการประยุกต์ใช้
กระบวนการทั้งหมดกับการออกแบบชีวิตให้มีความสุขค่ะ
สามารถติดตามขั้นตอนต่อไปได้ที่ลิงค์นี้

**************************************************
Photo Credit:
http://www.prhspeakers.com/speaker/ayse-birsel
aysebirsel.com
cindymangomini.com/tag/national-homemade-soup-day-drawing/
http://www.literacyideas.com/point-of-view
minimalistbaker.com/pina-colada-popsicles/
dansippleblog.blogspot.com/2016/02/popsicle-in-space.html

ชีวิตดีขึ้นทุก ๆ ด้าน ด้วยการจัดบ้านแค่ครั้งเดียว

เชื่อว่าพวกเราหลาย ๆ คนคงมีโอกาสได้อ่าน
หรือได้ยินเกี่ยวกับหนังสือ Bestseller เล่มนี้มาบ้างไม่มากก็น้อย
เขียนโดยมาริเอะ คนโด
โดยภาคภาษาอังกฤษใช้ชื่อหนังสือว่า
The life-changing magic of tidying up

และหนังสือเล่มนี้ก็ได้รับความนิยมมากมาย
จน Netflix นำมาสร้างเป็นเรียลลิตี้ทีวีที่ชื่อว่า
“จัดบ้านเปลี่ยนชีวิตกับมาริเอะ คนโด”

โพสต์นี้จึงไม่ได้มาเล่าเกี่ยวกับหนังสืออย่างเดียว
แต่จะมาแบ่งปันด้วยว่าหลังจากได้ทดลองทำ
“Konmari Method” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ มาริเอะ คนโด แล้ว
มันเกี่ยวกับ Life-changing อย่างไร

วิธีจัดบ้านของมาริเอะมีความเฉพาะตัวด้วยวิถีแห่ง Konmari เช่น

1. จัดตามหมวดหมู่ ไม่ใช่ตามพื้นที่ โดยเริ่มจาก
– เสื้อผ้า
– ตามด้วยหนังสือ
– เอกสาร
– ของจิปาถะทั้งหลาย
– และสุดท้ายคือของที่มีคุณค่าทางใจ

แทนที่จะเลือกเป็นสถานที่โดยจัดทุกอย่างที่อยู่ในห้องนั้น ๆ
เราจะเลือกของประเภทนั้นที่มีอยู่ในห้องต่าง ๆ มากองรวมกัน
และนั่นสร้างประสบการณ์ท้าทายและตกตะลึง
เวลาเราเห็นของตัวเองมากองรวมกันท่วมสูง

มาริเอะเล่าว่าจำนวนเสื้อผ้าเวลานำมากองไว้รวมกันแล้ว
มักจะสูงประมาณหัวเข่า
โดยเฉลี่ยจำนวนเสื้อผ้ากองนี้จะอยู่ที่ประมาณ 160 ชิ้น
เก๋เองก็มีความรู้สึกหวั่น ๆ เช่นกันตอนเริ่มเห็นของทั้งหมดของตัวเอง

2. เวลาเลือกว่าจะทิ้งหรือเก็บอะไร
ให้หยิบของสิ่งนั้นมาสัมผัส
แล้วถามตัวเองว่าของชิ้นนั้น “Spark joy”
หรือจุดประกายความสุขให้เราหรือไม่

มาริเอะจะเน้นไม่เก็บสิ่งของไว้ “เผื่อใช้” หรือ “เสียดาย”
เพราะความรู้สึกนั้นเป็น “ภาระ” ที่เราแบกมากกว่าจะเป็น “๋Joy”
ซึ่งนี่เป็นเคล็ดลับเรื่องหนึ่งที่ทำให้เรา
เหลือแต่ของที่ให้ความสุขกับเราจริง ๆ
หลังผ่านกระบวนการ Konmari ที่ปลุกเร้าความสุข

เก๋ตั้งข้อสังเกตว่าตอนลองวิธีนี้
มันทำให้เราไม่ได้พิจารณาแต่ประโยชน์ หรือ Functional
หรืออยู่ในหมวดใช้สมอง มองแล้วคิด
แต่เน้นที่ Sentimental และ Feeling ที่เรามีต่อของสิ่งนั้น
เป็นการใช้สัมผัสหรือ Intuition มาผสมด้วย

พอเราใช้สัมผัส มันทำให้เรากลับมาอยู่กับ “ปัจจุบัน”
กับความรู้สึกที่มีต่อของสิ่งนั้น
โดยไม่ต้องติดกับ “อดีต” หรือ “อนาคต”
ด้วยคำพูดว่า “ซื้อมายังไม่ค่อยได้ใส่” หรือ
“มันก็ยังโอเคอยู่ เก็บไว้ก่อน”

หนังสือภาคต่อของ The life-changing magic of tidying up
บอกเคล็ดลับ How-to ปลุกเร้าความสุขขณะจัดบ้าน

3. ทิ้งก่อนเก็บทีหลัง
คือทิ้งให้เกลี้ยงแบบรวดเดียวจบ
แล้วหาที่วางให้ของทุกชิ้นที่เหลือ

มาริเอะเชื่อว่าคนที่เก็บของเก่งคือคนหวงของ
เราเคยมีความเชื่อผิด ๆ ว่าการจัดบ้านคือการเก็บของเข้าที่
แท้ที่จริงการเก็บของเป็นการหลอกตัวเองว่า
ปัญหาได้รับการแก้ไขแล้ว
เพราะไม่ช้าของที่เก็บก็จะเต็มและห้องจะกลับมารกเหมือนเดิม
นี่คือเหตุผลที่การจัดบ้านต้องเริ่มต้นจาก “การทิ้งของ” เสียก่อน

Marie Kondo กำลังอธิบายวิธีจัดเสื้อผ้าในรายการ เรียลลิตี้ทีวีของเธอ

จากประสบการณ์พอได้ลองทำดูแล้ว
เก๋ได้เห็นหลาย ๆ มุมว่า “การจัดบ้าน”
ช่วยจัดระเบียบความคิด หรือ Mindset ของเราไปในตัว

1. ประสบการณ์ตัวเองตอนจัดตู้เสื้อผ้า
แล้วได้ถามตัวเองแต่ละครั้งตอนจับเสื้อแต่ละชิ้นเพื่อหา Joy
ทำให้เราได้สำรวจว่าของชิ้นนั้นมันจำเป็นหรือสำคัญกับเราอย่างไร

มาริเอะจะเน้นไม่ให้ลดขั้นเสื้อผ้าให้เป็น “ชุดอยู่บ้าน”
ซึ่งเก๋เชื่อว่าผู้อ่านทุกท่านก็มักจะมีชุดนี้ประจำบ้าน
เหตุผลหนึ่งที่มาริเอะไม่อนุญาตก็พอเข้าใจได้ว่า
เรามักจะอยากเก็บชุดที่ไม่ใช่ชุดเก่งไว้เป็นชุดอยู่บ้านเผื่อไว้ได้ใช้
เมื่อนั้นก็จะเป็นช่องว่างให้มีชุดอยู่บ้านมากขึ้น
และไม่ได้ลดจำนวนเสื้อผ้าลงเลย

หลาย ๆ ชิ้นเก๋ก็เคยเก็บไว้เพราะแค่ “เผื่อไว้ได้ใช้”
หรือซื้อมาแล้วยังไม่ได้ใส่ “เสียดาย”
ตามมาด้วยความหวังว่าจะใส่มันสักวัน
ซึ่งสิ่งเหล่านั้นก็ไม่เคยเกิดขึ้นจริง

วิธีของ Konmari เป็นการฝึกปล่อยวางได้ดีทีเดียว

ด้านล่างเป็นจำนวนไม้แขวนเสื้อบางส่วนที่ได้กลับมาจากการ
“ปล่อยวาง” เครื่องนุ่งห่มที่ไม่จำเป็นกับชีวิตหรือไม่ได้ทำให้เรามี Joy จริง ๆ

2. ตอนที่ชวนลูก ๆ จัดห้องของเขา
ก็ได้เรียนรู้ว่าถ้าเป็นเมื่อก่อน
เราจะเข้าไปจัดของให้เขาเลยในฐานะแม่ที่ดี (ที่เราทึกทักเอาเอง)
หรืออีกนัยหนึ่งคือเราเข้าไป “จัดการ” ชีวิตของเขา

แต่พอลองมาใช้วิธี Konmari
ที่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ Sense หรือความรู้สึกกับของแต่ละชิ้น
ของแบบนี้ต้องให้เจ้าตัวเป็นคนบอกเอง ทำแทนกันไม่ได้
เราก็ได้ฟังเหตุผลหรือความรู้สึกว่า
เพราะอะไรลูกเลือกที่จะเก็บหรือจะทิ้งของบางชิ้น

เป็นการฝึกเคารพความคิด ความรู้สึกคนที่เรารัก

และได้ยินเหตุผลหลาย ๆ อย่างที่เราก็คาดไม่ถึง
จากมุมมองของเด็กน้อยที่มีต่อของแต่ละชิ้น

3. ระหว่างทางในการหยิบจับสำรวจของทุกชิ้น
คุณอาจจะได้พบความประหลาดใจปนขำ
เมื่อพบของบางชิ้นของคุณที่ทำให้อุทานว่า
มันมาจากไหน หรือ มันยังอยู่ตรงนี้อีกหรือ!

ของเก๋จะเป็นชุดที่ซื้อมาแล้วมันโดนแอบอยู่ในซอกหลืบของตู้
เพราะความไม่เป็นระเบียบหรือทับซ้อนของเสื้อผ้าที่วางเบียดเสียดเยียดยัด
แล้วเคยทำให้เก๋หงุดหงิดว่าของรักหายไปไหน
ก็เลยไปแก้ปัญหาด้วยการซื้อไม้แขวนเสื้อมาเพิ่ม !

ส่วนของลูกจะเป็นชุดสมัยเด็ก ๆ ของเขา
ที่คงจะเคยผ่านมือมนุษย์แม่ขณะจัดของให้ลูก
แล้วนึกในใจว่า “โตขึ้นเดี๋ยวได้ใช้”
จนตอนนี้ลูกโตเกินของใช้ชิ้นนั้นแล้วก็เพิ่งมาเห็น
หรือเป็นของเล่นที่เขาโตเกินวัยจนของเล่นนั้นไม่ได้รับการสนใจ
และไม่ได้เป็นประโยชน์กับเขาอีกต่อไป

ทำให้เห็นว่าเราพกอดีตเก็บไว้เยอะทีเดียวที่เราไม่รู้ตัว

และถ้าไม่รู้จักวางหรือปล่อยของเดิมที่มีอยู่
ตู้เสื้อผ้าหรือบ้านใหญ่ยักษ์ขนาดไหน
ก็คงไม่พอกับความอยากหรือความต้องการของเราที่ไม่ได้ขัดเกลา

หมวกของลูกชายที่พอมาสำรวจดู ก็พบ Pattern ว่าเรามักจะมีของเหมือนเดิมที่เคยมี หรือเป็นสีเดิม ๆ ที่เราชอบ ซ้ำ ๆ หลายชิ้นโดยที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จริง ๆ จัง ๆ

4. สุดท้ายสิ่งที่เราได้คือ
ความสุขที่มาจากการปล่อยวางสิ่งที่ไม่ได้เป็นสาระสำคัญในชีวิต

มันคือการ Spark Joy ของเรานี่เอง

ดังนั้นใครที่อยากลองฝึกสังเกตมุมมอง ความรู้สึกของตัวเอง
หรืออย่างน้อยเป็นช่วงเวลาที่เราได้สำรวจความคิด
และแถมยังได้ใส่เสื้อผ้า แวดล้อมด้วยของใช้
ในบ้านที่จุดประกายความสุขให้เราจริง ๆ
ขอชวนมาจัดบ้านโดยอาจจะเริ่มจากเสื้อผ้า
ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวด้วยวิธี Konmari ดู

สุขสันต์วันปล่อยวางค่ะ

Growth mindset: จิตวิทยาแห่งความสำเร็จ

อะไรคือข้อแตกต่างที่สำคัญของคนที่ประสบความสำเร็จกับคนที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ?
ทำไมคนเก่งหลาย ๆ คนจึงยังไม่ประสบความสำเร็จ
แล้วถ้าเรายังไม่เก่ง ทำอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จ
บทความนี้มีคำตอบ!

จากประสบการณ์ในการช่วยพัฒนาผู้นำกว่า 10 ปี
ในบทบาทของการเป็น Trainer ที่แบ่งปันความรู้
และช่วยสร้างทักษะในการลงมือปฏิบัติกับการ Coach
สิ่งหนึ่งที่สังเกตเห็นได้ว่าเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลมาก ๆ ของความสำเร็จ
ที่มากหรือน้อย ที่เร็วหรือช้า ของคนแต่ละคน
คือ Mindset!

ใช่ค่ะ วันนี้เราจะคุยกันถึง Mindset ตัวที่สำคัญที่สุดตัวหนึ่ง
ในการสร้างความเติบโต หรือที่เราเรียกกันว่า Growth mindset

fixed mindset

1. Growth Mindset คืออะไร

หนังสือต้นตำรับสำหรับ Growth mindset เริ่มมาจาก Carol S. Dweck
ซึ่งเป็นอาจารย์ที่สอนด้านจิตวิทยาที่ Stanford University
เขียนรวบรวมไว้จากงานวิจัยของเธอในปี 2006 หรือเมื่อ 13 ปีที่แล้ว
ข้อสรุปจากงานวิจัยหลาย ๆ ชิ้นของ Carol Dweck พบว่า
วิธิมองโลก หรือ Mindset มี 2 แบบที่แตกต่างกันคือ

มิติของ Mindset Fixed mindset Growth mindset
ความพยายาม ถ้าต้องพยายามแปลว่าเรายังไม่เก่งจริง ความพยายามเป็นส่วนสำคัญที่บอกว่าเรากำลังเรียนรู้
ความท้าทาย มันทำให้เราแพ้ได้ง่าย ๆ ดังนั้นควรทำในสิ่งที่เราทำได้จะดีกว่า ทำให้เรามีความมานะ พากเพียร
ความผิดพลาด หลีกเลี่ยงกับความผิดพลาด เพราะทำให้เราดูไม่ดี ไม่มั่นใจในตนเอง ความผิดพลาดเป็นครูของการเรียนรู้ทั้งปวง
ข้อมูลป้อนกลับ

(ด้านปรับปรุง)

เขาว่าเราตรง ๆ โดยที่ไม่เข้าใจเรา
(ปกป้องตนเอง ต่อต้าน)
ดีนะที่มีคนมาบอก เราจะได้รู้ว่าครั้งหน้าต้องทำอย่างไรให้ดีขึ้น
ความสำเร็จของผู้อื่น ความสำเร็จของผู้อื่นคุกคามฉัน เราควรเรียนรู้จากความสำเร็จของผู้อื่น

เมื่อเห็นความคิดข้างต้นแล้ว เราคงพอเดาได้ไม่ยากว่าใครที่มีความสุขอยู่ใน Comfort zone เดิม ๆ!

sattaya

ตัวอย่างของการนำมาใช้ในองค์กรที่เราเห็นได้คือ CEO ของ Microsoft
เมื่อเขามารับตำแหน่งเพื่อพลิกโฉมให้กับ Microsoft
Satya Nadella นำเรื่องนี้มาเป็นแนวทางในการพัฒนา Mindset
เพื่อขับเคลื่อนองค์กรในช่วงที่ต้องก้าวข้ามความเปลี่ยนแปลง
เรื่องนี้พลิกโฉมให้ Microsoft เปลี่ยนจากวัฒนธรรม
Know-it-all เป็น Learn-it-all!

อ่านบทความที่เขียนถึงเรื่อง Microsoft ได้ที่นี่

2. GRIT ภาคขยายต่อของการเติบโตอย่างยั่งยืน

angela

Angela Duckworth นำงานของ Carol Dweck มาขยายผลในการศึกษา
โดยนำมาปรับใช้กับบทบาทการเป็นครูสอนคณิตศาสตร์ให้กับเด็กเกรด 7 ในนิวยอร์ค
เธอเรียนรู้ว่าไอคิวไม่ใช่สิ่งเดียวที่แยกเด็กเรียนดีที่สุดกับเด็กที่เรียนแย่ที่สุด
เพราะเด็กที่ผลการเรียนดีที่สุดบางคนไม่ได้มีคะแนนไอคิวสูงลิบ
แล้วเด็กที่ฉลาดที่สุดบางคนก็ไม่ได้มีผลการเรียนดีนัก

ดูคลิปที่เธอพูดใน Ted Talk ได้ที่นี่

สิ่งที่เธอค้นพบว่าเป็นปัจจัยหลักคือคำว่า Grit
ซึ่งเปรียบเสมือนการช่วยให้คนหนึ่งคนสร้างความสำเร็จแบบเป็นนักวิ่งมาราธอน
ไม่ใช่นักวิ่งระยะสั้น
เพราะความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้มาแค่ชั่วข้ามคืน

และแน่นอนค่ะเรื่องนี้มันทำให้คนหนึ่งคนลุกขึ้นมา
สร้าง Self-motivation ให้กับตนเองด้วยการปรับใช้ Growth mindset
เพื่อรักษาความเพียรพยายามทำในสิ่งที่ท้าทายกว่าความสามารถในปัจจุบัน
และรับมือกับความล้มเหลวในช่วงแรก ๆ ของการทดลอง
เพราะ Growth mindset เป็นความเชื่อที่ว่า
ความสามารถในการเรียนรู้เป็นสิ่งที่ไม่ตายตัว
สามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยความพยายามของเรา
และความล้มเหลวไม่ได้อยู่ยั้งยืนยง

grit

ทีนี้เราลองมาดูนะคะว่าวิธีการมองอย่างไรที่ทำให้เราสามารถเปลี่ยนมุมมองกับสิ่งที่เรายังทำไม่ได้หรือทำได้ไม่ดี

3. วิธีการเริ่มต้นเปลี่ยน Mindset จาก Fixed เป็น Growth

เครื่องมือที่ช่วยหยุดเสียงในหัวเมื่อเราสามารถ “จับสังเกต” Fixed mindset ของเรา
เวลาที่เราไม่เก่งเรื่องอะไร คือให้เราเติมคำว่า “ยัง” (yet) ลงไป เช่น

จากเดิม เปลี่ยนเป็น
ฉันไม่เก่งคอมพิวเตอร์  (I’m not good at computer) ฉัน ยัง ไม่เก่งคอมพิวเตอร์ (I’m not good at computer YET)
ฉันไม่รู้ (I don’t know) ฉัน ยัง ไม่รู้ (I don’t know YET)

ไม่เก่งตอนนี้ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่เก่งตลอดไป
คิดได้ดังนี้แล้ว ก็ไปลงมือเรียนรู้ฝึกฝนกันเลย!

yet 2

เครดิตภาพ:
https://www.forbes.com/sites/tomvanderark/2018/04/18/hit-refresh-how-a-growth-mindset-culture-tripled-microsofts-value/#5a9a320852ad
https://www.teacherspayteachers.com/Product/Growth-Mindset-Bulletin-Board-Display-The-Power-of-Yet-3325818

*********************************

คลิ้กที่นี่เพื่อติดตามสาระความรู้ล่าสุดที่แฟนเพจ “The Art of Growing”

The Art of Growing

 

 

 

4 แนวคิดกับ Start With Why (ตอนที่ 2)

เรากำลังพูดคุยเกี่ยวกับหนังสือ Bestseller ที่ชื่อว่า Start With Why
และบทความนี้เป็นตอนที่ 2 ต่อจาก Blog ที่แล้วที่ปูพื้นที่มาที่ไป รวมถึงแนวคิดหลักจากหนังสือ
คลิ๊กลิงค์นี้เพื่ออ่านบทความย้อนหลังตอนที่ 1
คราวที่แล้วทิ้งท้ายไว้ว่า Blog นี้จะมาคุยต่อในเรื่องของการใช้ในธุรกิจ

เราจะเห็นได้ว่าแนวคิดพื้นฐานจากหนังสือ เช่น Golden Circle, การทำงานของสมองมนุษย์
เกี่ยวข้องกับการยอมรับของสินค้าและบริการต่าง ๆ
ซึ่งนำมาถึงแนวคิดถัดมาคือเรื่องของ Law of Diffusion

3. แนวคิดเรื่อง Technology Adoption ครั้งแรก ๆ เริ่มตั้งแต่ปี 1962 จากต้นตำรับคือ Everette M. Roger ในหนังสือ Diffusion of Innovation (การแพร่กระจายของนวัตกรรม)

diffusion book
Rogers เป็นคนแรกที่เล่าถึงปรากฏการณ์การยอมรับของนวัตกรรมต่าง ๆ ด้วยระยะเวลาที่ต่างกันเป็นรูประฆังคว่ำ

chasm 1
เขาอธิบายกลุ่มลูกค้าที่ตอบรับนวัตกรรม ณ เวลาที่ต่างกันไว้ดังนี้
– Innovator (กลุ่มล้ำสมัย) เป็นคนกลุ่มแรกที่รับเอานวัตกรรมได้เร็วที่สุด คิดเป็น 2.5% ของประชากรทั้งหมด
– Early Adopters (กลุ่มนำสมัย) เป็นกลุ่มที่สอง คิดเป็น 13.5%
– Early Majority (กลุ่มทันสมัย) ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประชากร คิดเป็น 34%  ความสำคัญของกลุ่มนี้คือ ถ้าสินค้าหรือบริการไหนได้คนกลุ่มนี้ไป  จะมีแนวโน้มเป็นผู้นำส่วนแบ่งการตลาด
– Late Majority (กลุ่มตามสมัย) คิดเป็น 34%
– Laggards (กลุ่มล้าสมัย) คิดเป็น 16%

30 ปีถัดมา Geoffrey Moore ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัย Stanford นำแนวคิดมาขยายต่อแต่เน้นในเรื่องของการทำตลาดกับสินค้าไฮเทคในหนังสือชื่อว่า Crossing the Chasm
หรือถ้าใครรักชอบด้านสังคมวิทยา Malcom Gladwell มีแนวคิดประยุกต์จากเรื่องนี้คล้าย ๆ กันในหนังสือ The Tipping Point ไปตามอ่านกันได้ค่ะ


Simon Sinek บรรยายให้เห็นภาพว่ากลุ่มคนที่เป็น Innovator นั้นคิดล้ำและพร้อมจะท้าทายกลุ่มคนที่เหลือด้วยมุมมองความเชื่อที่แตกต่างของเขา
สังเกตไหมคะว่า “ความเชื่อ” หรือ Why โผล่มาแล้ว

คนกลุ่มนี้คือ คนที่พร้อมจะยืนรอต่อแถวนานนับหลายชั่วโมง เพียงเพื่อจะเป็นคนแรก ๆ ที่มี iPhone X ไว้ในครอบครอง  ทั้ง ๆ ที่สินค้านั้นอาจจะยังเป็นรุ่นแรก ๆ และยังมีข้อบกพร่องอยู่บ้าง
แต่มันเทียบไม่ได้กับ “ความฟิน” ที่ได้สัมผัสและรู้จักนวัตกรรมเป็นคนแรก ๆ ค่ะ
เพราะ Limbic brain ของเขาทำงานไปพร้อม ๆ กับความเชื่อนี้

ในขณะที่คนกลุ่มอื่น ๆ ที่ Neocortex ทำงานมากกว่า ก็จะยังไม่เข้าใจหรอกว่าไปต่อแถวรอทำไม
ในเมื่ออีกไม่กี่สัปดาห์ถัดมาก็จะมี iPhone X วางขายทั่วไปในร้านอยู่แล้ว  และอาจจะได้โปรโมชั่นราคาดี ๆ ก็เป็นได้
ใช่ค่ะ สมองของคนต่างกลุ่มมีโฟกัสที่ต่างกัน
และเราแต่ละคนก็สามารถอยู่ในต่างกลุ่มกับสินค้าหรือไอเดียที่ต่างกัน

ทีนี้มันเกี่ยวกับการทำธุรกิจเพื่อเป็นผู้นำตลาดในการตอบรับสินค้าและบริการตรงที่
ใคร ๆ ก็อยากครองส่วนแบ่งการตลาดใช่ไหมคะ
แนวคิดนี้สอดคล้องกันทั้งจากหนังสือ Crossing the Chasm และ  The Tipping Point

chasm 2

เจ้าของผลิตภัณฑ์หรือเจ้าของไอเดียอยากได้ Early Majority (กลุ่มทันสมัย) ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ไว้ในครอบครอง
ถามย้อนกลับว่ากลุ่มนี้จะคิดพิจารณาว่าจะยอมรับเมื่อไร
ก็เมื่อเขาได้ “เห็น” แล้วว่าสินค้าหรือไอเดียนั้น ๆ น่าสนใจเพราะมีหลาย ๆ คนลองมาก่อนหน้านี้
แปลว่าเราต้องมี Innovators และ Early Adopters ไว้ในมือ

นึกไปถึงตัวอย่าง iPhone X ด้านบนนะคะ
เจ้าของสินค้าหรือไอเดียจึงต้องมี Why ที่ชัดเจนที่จะดึงดูดและสื่อสารคนกลุ่มนี้ให้มีความเชื่อเดียวกันและพร้อมจะยอมรับและ Take action ใด ๆ ที่เป็นการสนับสนุนแนวคิดที่เขาเชื่อ

Simon ยังยกตัวอย่างสายการบิน Southwest สายการบินนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1970
ซึ่งเป็นยุคที่ธุรกิจการบินครองส่วนแบ่งแค่ 15% ของการเดินทางทั้งหมดในอเมริกา
แปลว่ามันยังเป็นเรื่องใหม่มาก ๆ ที่เดินทางทางอากาศ
Southwest ไม่ได้แข่งกับสายการบินด้วยกัน ใน 15% นั้น
แต่เขาเล็งไปที่ส่วนแบ่งการตลาดของวิธีการเดินทางหลักคือรถยนต์

southwest

Southwest airline จึงมีแนวคิดใหม่ ๆ ว่าทำไมต้องทำให้ทุกอย่างเป็นเรื่องยาก
Why ของสายการบินนี้คือ “เป็นตัวแทนของคนธรรมดา”
(We are the champion of the common man)
ในขณะที่สมัยนั้นผู้โดยสารยังใส่สูทขึ้นเครื่องบิน
How ของ Southwest จึงเกิดขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นราคาตั๋วเครื่องบินที่ถูกลง การไม่มีพิธีรีตอง บรรยากาศสบาย ความเรียบง่าย
และทำให้สายการบินนี้ได้รับความนิยมและทำกำไรอย่างต่อเนื่อง

สิ่งเหล่านี้เป็นหนึ่งตัวอย่างที่ดีว่าทำไมเจ้าของธุรกิจควร Start With Why!

Blog สุดท้ายในซีรีย์นี้จะนำเสนอเรื่องการนำไปประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันในแง่ของการสื่อสาร
ว่าจะพูดภาษา Why กันอย่างไร
โดยเฉพาะในมุมของการเป็นผู้นำที่จะสื่อสารให้คนอินและเอาด้วยกับเรื่องใหม่ ๆ ที่เราต้องการให้เกิดขึ้น

เครดิตภาพ:
http://creatoz.eu/best-prezi-presentation-templates/diffusion-of-innovation-diagram-prezi-presentation-template/
https://www.researchgate.net/figure/5-Diffusion-of-Innovation-The-Chasm-and-The-Tipping-Point-Once-the-The-Tipping_fig5_301789991
http://fox17.com/news/local/southwest-airlines-flight-hits-bird-returns-to-nashville