Coaching by story: นิทานเรื่องลิงสามตัว

3

ล้อมวงเข้ามา กระชับพื้นที่ วันนี้มีเรื่องเล่าแฝงข้อคิดดี ๆ มาแบ่งปันกันค่ะ
นิทานเรื่องลิง 3 ตัว (The 3 monkeys story)
.
.
กาลครั้งหนึ่งมีลิง 3 ตัว เป็นเพื่อนกันตั้งแต่เล็ก
ทั้งสามถูกจับไปเลี้ยงดูในสถานที่ต่างกัน
..
ลิงตัวที่ 1 ถูกจับไปเลี้ยงในสวนสัตว์ (Zoo monkey)
ลิงตัวที่ 2 ถูกจับไปเลี้ยงในละครสัตว์ (Circus monkey)
ลิงตัวที่ 3 ถูกจับไปปล่อยไว้ในป่า (Jungle monkey)
หลายปีต่อมา ทั้งสามกลับมาเจอกัน
จึงได้แลกเปลี่ยนพูดคุยว่าชีวิตตนเองเป็นอย่างไร
..
..
ลิงตัวที่ 1 เล่าให้ฟังว่า
ชีวิตในสวนสัตว์ของตนเองช่างน่าเบื่อ
วัน ๆ ได้แต่เดินไปเดินมาในกรง
ทำดีมากดีน้อย ก็ได้กล้วย 1 ใบเท่าเดิมทุกวัน
..
..
ลิงตัวที่ 2 เล่าให้ฟังว่า
ชีวิตของตนเองนั้นน่าตื่นเต้น
วันไหนที่ตนได้ทำการแสดงในคณะละครสัตว์ก็จะได้กล้วยตอบแทน 4 ใบ
และถ้าวันไหนแสดงได้ดีมากก็จะได้กล้วยเพิ่มเป็น 6 ใบ
.
เพื่อนลิงอีกสองตัวจึงหันมาถามพร้อมกันด้วยความสงสัยว่า
งั้นตอนนี้นายก็ได้กินกล้วยเป็นหวี ๆ แล้วล่ะสิ
ลิงตัวที่ 2 ตอบว่าเปล่าเลย
เพราะหลังจากนั้นเจ้าของละครสัตว์ก็พบลิงตัวอื่นที่แสดงได้ดีกว่าตน
ตอนนี้ตนเลยไม่ได้กล้วยเลยสักใบ!
..
..
ถึงคราวลิงตัวที่ 3 เล่าให้ฟังบ้าง
ลิงตัวที่สามบอกว่าชีวิตของตนเองนั้นผจญภัยสุด ๆ
ไม่เคยเจอกล้วยเลย
เพราะที่ผ่านมาได้กินแต่ถั่วเต็มพื้นไปหมด!
..
..
ถ้าเราย้อนกลับไปดูจะพบว่า
ลิงตัวที่ 1 (Zoo monkey) เปรียบเสมือนคนที่ทำงานแบบในราชการ
ลิงตัวที่ 2 (Circus monkey) เปรียบเสมือนคนที่ทำงานในแบบเอกชน
ลิงตัวที่ 3 (Jungle monkey) เปรียบเสมือนคนที่ทำงานในแบบเจ้าของธุรกิจที่เป็นนายตนเอง จริงอยู่ว่าเขาอาจไม่เคยได้กล้วย แต่เห็นโอกาสคือถั่วนั้นกองเต็มพื้นทุกที่ เพราะลิงที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบนี้ไม่เคยถูกกำหนดว่าอาหารแปลว่าต้องเป็นกล้วยเท่านั้น
..
..
นิทานเรื่องนี้สอนอะไรเรา?
1) ลองสะท้อนดูว่าเราใช้ชีวิตคล้ายกับลิงตัวไหน?
2) สถานที่หรือสิ่งแวดล้อมที่เราอยู่นั้นเหมาะสม เกื้อหนุนกับความเป็นเราอย่างไร?
ประเด็นคือไม่ได้มีลิงตัวไหนเก่งหรือดีกว่าตัวไหน
สำคัญคือเราอยู่ในที่ที่ใช่แล้วหรือยัง?
..
..
Cr. Alvin Lee (เจ้าของความคิด castlescanfly.com)
ขอบคุณเรื่องราวดี ๆ ที่ได้รับการแบ่งปันจากเพื่อนต่างแดนคนนี้

**********************************

คลิ๊กที่นี่เพื่อติดตามสาระความรู้ล่าสุดที่แฟนเพจ “The Art of Growing”

The Art of Growing

Coaching Myth#2: การโค้ชคือการแนะนำหรือให้คำปรึกษา (จริงหรือ?)

coaching

ขออนุญาตไม่ Quote ความหมายของ Coaching นะคะ  บางทีรู้สึกว่าดูยืดยาวเวลาอ่าน  แต่ไม่ค่อย Get จริง ๆ ว่าคืออะไร  เพราะอ่านไปอ่านมาดูก็คล้าย ๆ วิธีการอื่น ๆ  เอาเป็นว่าขอเล่าให้เห็นด้วยภาพดีกว่า

.
โดยปกติวิธีพัฒนาคนจะมีหลายหลายรูปแบบ เช่น Coaching, Consulting, Counseling, Training  ทีนี้เราจะรู้ได้อย่างไรว่าแบบไหนควรใช้เมื่อไร

ให้เราแยกแยะจุดประสงค์ก่อนเลยค่ะ  โดยดูจากสองแกน

1. Time frame: การสนทนานั้นเน้นหนักไปในเรื่องของอดีตหรืออนาคต (Past VS. Future)

2. Approach: การสนทนานั้นเน้นหนักไปที่การบอกหรือการถามผู้ที่ถูกพัฒนา (Tell VS. Ask)

ลองดูภาพนี้ค่ะ

coaching

Keywords สั้น ๆ เข้าใจง่าย ๆ ของคำเหล่านี้คือ

1. Consulting = Past + Tell

2. Counseling = Past + Ask

3. Training = Future + Tell

4. Coaching = Future + Ask

.

เราจะใช้ Consulting ในฐานะที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในหัวข้อนั้น ๆ  โดยการให้คำแนะนำไปเลยค่ะว่าผู้ที่เราช่วยพัฒนาเขาควรทำอย่างไรกับเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต

เช่น  ที่ผ่านมาทีมงานลาออกกันมาก  เรา Consult ด้วยการบอก How-to วิธีการแก้ไขเรื่องที่เกิดขึ้น  ดังนั้นในกรณีนี้ Consultant ควรเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องการรักษาพนักงาน

.

เราจะใช้ Counseling ในฐานะที่เราเป็นผู้เชี่ยวชาญในกระบวนการที่ช่วยให้ผู้เข้ารับการพัฒนามีความเข้าใจที่ถูกต้องกับเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตด้วยการถามแล้วให้เขาสะท้อนหรือวิเคราะห์ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร

เช่น  ที่ผ่านมาเขาเคยมีประเด็นกับลูกน้องคนหนึ่งจนทำให้ลูกน้องคนนั้นต้องลาออกไป  ทำให้เขาไม่สบายใจอย่างมาก  ดังนั้น Counselor ควรเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องกระบวนการถามเพื่อให้คนสะท้อนมุมมองหรือสิ่งที่เกิดขึ้น (เป็นการ Recovery)

.

เราจะใช้ Training ในฐานะที่เราเป็นผู้เชี่ยวชาญในหัวข้อนั้น ๆ  โดยการสอนหรือฝึกฝน เพื่อเตรียมความพร้อมในการพัฒนาคนกับเรื่องที่จะเกิดขึ้นกับเขาในอนาคต

เช่น  ฝึกสอนให้พนักงานที่เพิ่งได้รับการโปรโมตเป็นหัวหน้าได้รู้หน้าที่หรือบทบาทที่ถูกคาดหวังเมื่อรับตำแหน่งใหม่  ดังนั้น Trainer ควรมีความเชี่ยวชาญในหัวเรื่องเรื่องที่จะบอกหรือฝึกสอน  เช่นในกรณีนี้ควรมีความเชี่ยวชาญเรื่อง Managerial skills

.

เราจะใช้ Coaching ในฐานะที่เราเป็นผู้เชี่ยวชาญในกระบวนการที่ช่วยให้ผู้เข้ารับการพัฒนามีเป้าหมาย แรงจูงใจ และการกระทำที่ชัดเจนเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่คาดหวังในอนาคต

เช่น  ผู้เข้ารับการพัฒนาต้องการวาง Career ของตนเองในสามปีข้างหน้า  ดังนั้น Coach ควรมีความเชี่ยวชาญในกระบวนการถามให้ผู้เข้ารับการพัฒนาเห็นภาพตนเองที่อยากเป็นในอนาคต (เป็นการ Discovery)

……….

โดยสรุปคือเราควรเลือกรูปแบบให้เหมาะกับความต้องการ (Needs) ของคนที่เราจะช่วยพัฒนาสนับสนุน  โดยวิเคราะห์จาก

1. ประเด็น (Issues) ว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาแล้วหรือเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

2. ความต้องการ (Needs) ของคนนั้นว่าเขาต้องการ Advice เป็นคำแนะนำไปเลย  หรือต้องการ Guidance  เป็นการชวนคิด

3. เราในฐานะผู้ที่สนับสนุนควรมีความเชี่ยวชาญในเชิง Topic หรือ Process

รู้อย่างนี้แล้วเลือกรูปแบบให้เหมาะกับคนที่เราช่วยพัฒนาจะช่วยให้เขาไปได้รวดเร็ว  เหมือนหมอให้ยาตรงกับอาการนะคะ

**********************************

คลิ๊กที่นี่เพื่อติดตามสาระความรู้ล่าสุดที่แฟนเพจ “The Art of Growing”

The Art of Growing

11 แนวทางยกระดับการโค้ชให้เป็นมืออาชีพ

coaching_1

หลาย ๆ ท่านคงคุ้นเคยกับการโค้ชมาบ้าง  มากน้อยต่างกันไปตามประสบการณ์ที่ได้เรียนหรือได้ใช้  แต่เราทุกคนคงคุ้นเคยกับคำว่า มือสมัครเล่น VS มืออาชีพ

ที่นี้พอพูดถึงการโค้ช  เราอาจเกิดคำถามว่า “เส้นแบ่ง” ของคนที่สามารถโค้ชแบบมืออาชีพหรือมือสมัครเล่น  เขาดูกันที่ไหน

ผู้เขียนในฐานะที่เป็นโค้ชมืออาชีพที่สอบผ่านกระบวนการ Certification จาก International Coach Federation (ในที่นี้จะใช้ชื่อย่อว่า ICF — http://www.coachfederation.org)  ซึ่งถือว่าเป็นองค์กรกลางสนับสนุนการโค้ชทั่วโลกที่ใหญ่ที่สุดองค์กรหนึ่ง (ก่อตั้งเมื่อปี 1995 ปัจจุบันมีสมาชิกที่เป็น Certified Coach กว่าหมื่นคนใน 103 ประเทศทั่วโลก  มี 41 คนที่มาจากประเทศไทย — ข้อมูล ณ เดือน มี.ค. 2558)  ขอแบ่งปันเพื่อเป็นข้อมูลให้คนที่สนใจยกระดับการโค้ชของตนเองแบบมีแนวทาง  จะได้ไม่ต้องรู้สึกว่าตนเองโค้ชแบบมวยวัดหรือเปล่า  หรือถ้าอยากข้ามไปชกแบบมวยสากลต้องทำอย่างไร

ICF แบ่งโครงสร้างการโค้ชแบบมืออาชีพเป็น 4 ด้าน 11 สมรรถนะด้วยกันคือ

ด้านที่ 1 การวางพื้นฐานการโค้ช (Setting the Foundation)

1. เข้าใจจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพการโค้ช (Meeting Ethical Guidelines and Professional standards) – สามารถแยกแยะได้ระหว่างการโค้ช (Coaching) การให้คำปรึกษา (Consulting) การทำจิตบำบัด (Psychotherapy) หรือการให้บริการด้านอื่น ๆ

2. ทำข้อตกลงเกี่ยวกับการโค้ช (Establishing the Coaching Agreement) – สามารถแยกแยะ แนะนำ กระบวนการการโค้ชให้กับลูกค้าได้อย่างถูกต้อง  ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบวิธีการ ความถี่ในการโค้ช  ความสัมพันธ์ระหว่างโค้ชและผู้ถูกโค้ช (Coaching relationship)

ด้านที่ 2 การสร้างความสัมพันธ์ (Co-Creating the Relationship)

3. สร้างความไว้วางใจและใกล้ชิดกับลูกค้า (Establishing Trust and Intimacy with the Client) – สามารถสร้างสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยและสนับสนุนการเรียนรู้กับตัวผู้ถูกโค้ช  แสดงออกถึงความจริงใจ  ให้เกียรติ  รักษาคำพูด  เคารพมุมมอง  เข้าใจจริตของผู้ถูกโค้ช  รวมถึงขออนุญาตผู้ถูกโค้ชเมื่อจำเป็นต้องแตะเรื่องที่อ่อนไหว (Sensitive area) ในกรณีที่เรื่องนั้นเป็นกุญแจสำคัญในการโค้ชเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จ

4. อยู่กับปัจจุบันขณะระหว่างทำการโค้ช (Coaching Presence) – สามารถปรับสไตล์ วิธีการโค้ชเพื่อให้เหมาะสมกับผู้ถูกโค้ช (Dancing in the moment)  เปิดรับพื้นที่ของความไม่รู้และกล้าเสี่ยง (Goes with the gut)  ใช้อารมณ์ขันในบางครั้งเพื่อให้บรรยาการการโค้ชผ่อนคลายและมีพลัง  แสดงออกถึงความมั่นใจในการรับมือในกรณีมีอารมณ์รุนแรงโดยไม่ใช้วิธีเอาชนะหรือถูกกลืนไปกับอารมณ์เหล่านั้นจากตัวผู้ถูกโค้ช

ด้านที่ 3 การสื่อสารอย่างมีประสิทธิผล (Communicating Effectively)

5. ฟังแบบมีประสิทธิผล (Active Listening) – สามารถเข้าใจความหมาย ความปรารถนาและสนับสนุนการแสดงออกถึงตัวตนของผู้ถูกโค้ช  ใช้กำหนดการ เป้าหมาย ความเชื่อที่มาจากผู้ถูกโค้ชโดยไม่ชี้นำจากสิ่งที่โค้ชตัดสินหรืออยากให้เป็น  แยกแยะคำ  การใช้น้ำเสียง  ภาษากาย  นัยยะในสิ่งที่พูดหรือแม้แต่สิ่งที่ไม่ได้พูด  ทบทวนความเข้าใจและสะท้อนกลับมุมที่ได้ยินจากผู้ถูกโค้ชเพื่อความชัดเจน

6. ถามคำถามที่ทรงพลัง (Powerful Questioning) – สามารถถามคำถามเพื่อให้เปิดเผยข้อมูลที่เป็นกุญแจสำคัญในการโค้ช ถามคำถามที่แสดงถึงความเข้าใจมุมมองของผู้ถูกโค้ช ถามเพื่อกระตุ้นในเกิดการค้นพบ หยั่งรู้ พันธะสัญญาหรือการลงมือทำ ใช้คำถามปลายเปิดเพื่อให้เกิดความชัดเจน ความเป็นไปได้หรือการเรียนรู้ใหม่ ถามเพื่อพาผู้ถูกโค้ชไปยังสิ่งที่มุ่งหวังไม่่ใช่เพื่อตัดสินหรือจมอยู่กับอดีต

7. สื่อสารตรงไปตรงมา (Direct Communication) – สามารถสื่อสารอย่างมีประสิทธิผลและใช้ภาษาที่ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกกับผู้ถูกโค้ช (แต่ไม่ใช่อวย) ชัดเจน ตรงประเด็นในการให้ข้อมูลป้อนกลับ ระบุจุดประสงค์ในการโค้ช  รวมถึงเป้าหมายของเทคนิคหรือกิจกรรมที่ใช้ในการโค้ช ใช้ภาษาที่เหมาะสมโดยไม่แบ่งเพศ เชื้อชาติ หรือศัพท์เทคนิคเฉพาะกลุ่ม สามารถใช้คำอุปมาหรือเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นภาพ

ด้านที่ 4 การอำนวยให้เกิดการเรียนรู้และได้ผลลัพธ์ (Facilitating Learning and Results)

8. สร้างความตระหนักรู้ (Creating Awareness) – สามารถผสานข้อมูล ประเมิน และแปรความหมายจากหลายแหล่งได้อย่างแม่นยำเพื่อช่วยให้ผู้ถูกโค้ชเกิดความตระหนักรู้และบรรลุเป้าหมายที่ได้วางไว้  ช่วยให้เห็นถึงประเด็นที่เป็นความกังวลที่ซ่อนอยู่ของผู้ถูกโค้ช  แยกแยะความเป็นจริงและการตีความ  ช่วยให้ผู้ถูกโค้ชได้ค้นพบความคิด ความเชื่อ มุมมอง อารมณ์ ความรู้สึกใหม่ที่สนับสนุนความสามารถในการลงมือทำเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย  ระบุถึงจุดแข็ง จุดที่เรียนรู้เพื่อเติบโตที่เป็นประโยชน์  ให้แรงบันดาลใจในการสร้างพันธะสัญญา

9. ออกแบบการลงมือทำ (Designing Actions) – สามารถสร้างโอกาสในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องในขณะที่โค้ชหรือในสถานการณ์ในชีวิตจริงเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้  ช่วยเหลือให้ผู้ถูกโค้ชสามารถระบุการลงมือทำที่ชัดเจน ช่วยให้ผู้ถูกโค้ชสำรวจทางเลือก ไอเดีย ทางออกใหม่ ๆ  เฉลิมฉลองความสำเร็จและศักยภาพในการเติบโต  รวมถึงท้าทายสมติฐานหรือมุมมองเดิมเพื่อนำไปสู้ทางเลือกหรือความเป็นไปได้ใหม่ในการลงมือทำ

10. วางแผนและตั้งเป้าหมาย (Planning and Goal Setting) – สามารถพัฒนาและรักษาแผนการโค้ชได้อย่างมีประสิทธิภาพ  สร้างแผนงานที่ระบุผลลัพธ์ที่เฉพาะเจาะจง วัดได้ และมีเวลาระบุ  ช่วยสนับสนุนให้ผู้ถูกโค้ชสามารถระบุหรือเข้าถึงแหล่งการเรียนรู้ต่าง ๆ

11. การบริหารความก้าวหน้าและความรับผิดชอบ (Managing Progress and Accountability) – สามารถดึงความสนใจของผู้ถูกโค้ชให้โฟกัสในสิ่งที่สำคัญรวมถึงทำให้ผู้ถูกโค้ชรับผิดชอบในการลงมือทำด้วยตนเอง  ติดตามความคืบหน้าของแผนการลงมือทำของผู้ถูกโค้ช  รับรู้ เข้าใจถึงสิ่งที่ผู้ถูกโค้ชลงมือทำหรือไม่ได้ลงมือทำ  ช่วยให้ผู้ถูกโค้ชมีวินัยในตนเองเพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมาย

ของเหล่านี้เป็นทักษะ  ซึ่งหมายความว่าไม่มีโค้ชคนไหนเป็นตั้งแต่เริ่ม  และเป็นสิ่งที่ฝึกฝนกันได้  ใน Blog ถัด ๆ ไปจะนำเรื่อง How-to หรือเครื่องมือที่ใช้ในแต่ละหัวข้อมาฝากกันค่ะ

**********************************************************

คลิ๊กที่นี่เพื่อติดตามสาระความรู้ที่แฟนเพจ “The Art of Growing”

The Art of Growing

Coaching Myth #1: โค้ชไม่ใช่ครูหรือผู้แนะแนว

โค้ชไม่ใช่ครูหรือผู้แนะแนว
โค้ชไม่ใช่ครูหรือผู้แนะแนว

ถ้าคุณกำลังสอนคนอยู่ คุณกำลังเป็นครู ไม่ใช่โค้ช
เพราะโค้ชไม่ได้มาสอนใคร
แต่โค้ชทำให้ผู้ถูกโค้ชเกิดความตระหนัก เข้าใจ
แล้วออกไปลงมือทำอะไรบางอย่างเพื่อได้ผลลัพธ์

สิ่งที่ได้จากการโค้ชจึงไม่ใช่ความรู้ (Knowledge)
แต่เป็นปัญญาในการหาทางออก (Wisdom)
โค้ชมืออาชีพเชื่อว่าคนทุกคนมีศักยภาพในตนเอง
และเป็นหน้าที่ของโค้ชที่จะช่วยดึงมันออกมา

วิธีสังเกตง่าย ๆ
ถ้าคุณกำลังเป็นฝ่ายบอก สอน หรือแนะนำผู้ถูกโค้ชอยู่
คุณกำลังทำหน้าที่ครู ไม่ใช่โค้ช
เพราะโค้ชจะฟังและถามคำถามให้คนถูกโค้ชได้คิดหาทางออกด้วยตนเอง