พูดให้เด็ดแบบ Ted Talks

Blog นี้จะมาย่อยหนังสือชื่อดัง
สำหรับสาย Talk หรือชอบ Story telling
เนื่องจากช่วงหลังเก๋มาศึกษาเรื่องนี้มากขึ้น
เพราะมีโอกาสไปแบ่งปันในรูปแบบ Keynote หลายครั้ง



หลังจากได้ศึกษาและลองนำเทคนิคจากหนังสือหลาย ๆ เล่มมาทดลอง
พบว่าเล่มนี้แตกต่างจากเล่มอื่น ๆ ค่ะ
คือเล่มอื่น ๆ จะเป็นแนวที่เน้นเรื่องวิธีการพูดเป็นหลัก
ไม่ว่าจะเป็น การเปล่งเสียง ภาษากาย การใช้อารมณ์ร่วม
แต่เล่มนี้โดดเด่นมาก ๆ
เรื่องการสร้างและร้อยเรียง Central Idea ที่ทรงพลัง

อย่างที่เราทราบกันว่า Ted Talks ให้เวลาผู้พูดจำกัด
แค่ 18 นาทีหรือน้อยกว่า
จึงเป็นการพูดที่เข้มข้น มุ่งหวังให้แรงบันดาลใจแก่ผู้ฟัง
เข้าทำนอง ทำน้อยให้ได้มาก
จึงต้องมีเทคนิคและการวางกลยุทธ์การพูด
เพื่อพูดให้เด็ดแบบ Ted Talks



TED Talks: The Official TED Guide to Public Speaking
เขียนโดย Chris Anderson ซึ่งเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง
ความสำเร็จของ Ted Talk มาตั้งแต่ปี 2002
ชม TED Talks ของ Andersen ได้ที่นี่

บทต้น ๆ ที่ตอกย้ำเรื่องนี้
คือการอ้างถึงงานวิจัยชื่อดังที่ถูกอ้างถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ของ Albert Mehrabian (1967)
แต่ Andersen อ้างกลับมุมค่ะ!

คือหลาย ๆ คนมักจะใช้ผลงานวิจัยเพื่อบอกว่าประสิทธิผลของการสื่อสาร
55% มาจากภาษากาย
38% มาจากโทนของน้ำเสียง
และเพียงแค่ 7% มาจากภาษาคือคำพูดที่ใช้



Andersen บอกว่าเป็นที่น่าเสียดายที่ตีความงานวิจัยคลาดเคลื่อน
ไปจากจุดมุ่งหมายเดิมของ Mehrabian
Mehrabian ตั้งใจจะสื่อถึงปัจจัยที่มาจาก “อารมณ์” ในการสื่อสาร
ว่าสามารถทำให้ตีความบิดเบือนถึงแม้จะเป็นคำพูดเดียวกัน
แต่กลายเป็นว่าเราเหมารวมกับทุก ๆ เรื่องในการสื่อสารว่าคำพูดไม่มีผล
จน Mehrabian เองเอือมระอาถึงขนาดมีข้อความตัวหนา
ใน Website ของเขาระบุเกี่ยวกับงานวิจัยนี้ว่าอย่าประยุกต์ใช้ผิด ๆ!

บทที่สนุกและใช้ภาษาแสบ ๆ คัน ๆ อีกบทหนึ่ง
คือเรื่องของกับดักของ 4 สไตล์ในการพูดที่ควรเลี่ยง

1. Sales pitch (พูดเพื่อขายของ)

ผู้พูด: “เรื่องนี้ต้องใช้เวลาเล่า 3 วันนะครับ
ไม่มีทางที่ผมจะพูดได้ภายใน 15 นาที
จุดประสงค์ของผมคือบอกให้คุณทราบว่ามันเวิร์คอย่างไร
แล้วที่เหลือคุณจะได้เกิดแรงบันดาลใจไปหาข้อมูลเพิ่มเติม


มันอาจเป็นเส้นแบ่งบาง ๆ ระหว่างคำว่า แบ่งปันความคิด
และ การขายของ ในมุมมองของแต่ละคน
หากสิ่งที่สำคัญคือ “การให้” ไม่ใช่ “การหาผลประโยชน์”

2. Ramble (พูดเรื่อยเปื่อย)

การพูดหลายเรื่องวกวนไปมา ไม่มีทิศทางชัดเจน
ไม่มีอะไรน่ารังเกียจ ไม่มีอะไรยากเกินเข้าใจ
แต่ก็ไม่มีความคิดที่ทรงพลัง ไม่มีความเกี่ยวเนื่อง
ไม่มี Wow moment และปราศจาก Takeaways



3. Org bore (โม้เรื่ององค์กรตัวเอง)

ประวัติศาสตร์อันยาวนาน คำสาธยายความสำเร็จของสินค้าเรา
เรื่องขององค์กรที่เราทำงานอยู่คงน่าสนใจ
แต่อาจจะน่าเบื่อที่มาเล่าวีรกรรมให้กับคนอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องฟัง

4. Inspirational performance (การแสดงเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ)

Speaker หลายคนฝันถึงเสียงเชียร์เมื่อเขาลงจากเวที
ตามด้วยทวีตเต็มหน้าจอที่สรรเสริญถึงแรงบันดาลใจที่ได้รับ
นั่นอาจเป็นกับดักที่ทำให้ผู้พูดพยายามทุกวิถีทาง
ที่จะบงการความคิดและความรู้สึกของผู้ฟัง

เช่น ผู้พูดบางคนมีท่าทางดี ภาพและวิดีโอประกอบเด็ด
แต่…เขามักหยุดพูดบ่อยครั้ง
เพียงเพื่อรอเสียงปรบมือหรือเสียงหัวเราะจากคนฟัง
จากนั้นเขาจะกล่าวขอบคุณ
และเค้นเพื่อให้ได้เสียงปรบมือหรือเสียงหัวเราะมากขึ้นอีก
ซึ่งบางคนเริ่มไม่ขำด้วยแล้ว
ไป ๆ มา ๆ ก็เลยไม่ได้เข้าประเด็นที่เป็นหัวใจของหัวข้อที่พูด

นี่คือเปลือกที่ไร้ความหมายสำหรับการพูด Ted ที่ Andersen พยายามกำจัดทิ้ง
มีแต่รูปแบบ หากไร้ซึ่งแก่นสาร

พลังแห่งเรื่องเล่า (Narration)

4 ประเด็นที่ Andersen เน้นหนักหนาเมื่อเล่าเรื่อง ได้แก่
1. มีตัวละครที่ผู้ฟังเข้าถึง
2. มีปมในเรื่องให้คลี่คลาย เพื่อสร้างความอยากรู้อยากเห็น
3. มีรายละเอียดที่พอเหมาะ น้อยไปก็ไม่ชัด มากไปก็เวิ่นเว้อ
4. คลี่คลายตอนจบ แนวตลก ซาบซึ้ง หรือกระจ่าง



หนึ่งในสาเหตุที่ใบสมัคร TED ถูกปฏิเสธคือมีบทนำเสนอที่ดูน่าประทับใจ
แต่ไม่สามารถรวมความคิดแกนกลางที่ต้องการสื่อได้

การอธิบายเรื่องยาก ๆ (Explanation)

ลองจินตนาการถึงนักจิตวิทยาแห่งฮาร์วาร์ด
มาที่ TED เพื่อแบ่งปันแนวคิดอันซับซ้อนที่เรียกว่า
“Synthesized Happiness” (ความสุขสังเคราะห์) ในเวลา 21 นาที
โอ้แม่เจ้า!



Andersen สกัดเคล็ดลับการเล่าเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายมาแล้ว
1. เริ่มจากจุดที่เรายืนอยู่ในปัจจุบัน
2. แล้วจุดประกายด้วยคำพูดหรือคำถามที่ชวนสนใจใครรู้ (Curiosity)
3. แนะนำแนวคิดเพิ่มทีละเรื่อง
4. ใช้อุปมาอุปมัยเปรียบเทียบ
5. ใช้ตัวอย่าง

เช่น ผู้พูดอาจจะอธิบาย Experience simulator ในสมองโดยเกริ่นว่า
Ben & Jerry ไม่มีไอศครีมรสตับและหัวหอม
ไม่ใช่เพราะลองทำแล้วแหวะหรอกครับ
แต่เพราะความสามารถของสมองมนุษย์เรา
สามารถจินตนาการความแหวะโดยไม่ต้องลงมือทำด้วยซ้ำ

การโน้มน้าวใจ (Persuasion)

ในเวอร์ชั่นของ Andersen การโน้มน้าวใจหมายถึง
การทำให้ผู้ฟังยอมรับว่าแนวทางที่เขามองโลกนั้นไม่ถูกต้อง
พร้อมทั้งนำเสนอแนวคิดที่ดีกว่าเพื่อแทนที่



เทคนิคที่น่าสนใจในหนังสือ
นั่นคือ Priming (การเหนี่ยวนำ)
เป็นการนำอุปมาอุปมัยหรือเครื่องมือทางภาษา
มาทำให้ข้อสรุปดูมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ
เครื่องมือดังกล่าวได้แก่

1. แทรกอารมณ์ขัน
2. เติมเรื่องเล่า
3. ยกตัวอย่างที่ชัดเจน
4. มีคำรับรองจากบุคคลที่สาม เช่น งานวิจัย
5. ภาพที่ทรงพลัง เช่น ใช้กราฟหรือแผนภูมิ

ทีนี้เมื่อคนฟังพร้อมคล้อยตาม เราก็อัดฉีดเหตุผล (Reason) ได้เลย

การเขียนบท (Scripting)

จะต้องท่องจำไหมกับบทพูด?
มี 2 ทางเลือกค่ะ
1. เขียนสคริปต์อย่างละเอียด (Scripted talks)
2. มีโครงสร้างการพูดที่ชัดเจนแล้วพูดสดไปทีละประเด็น (Unscripted talks)



ถ้าเป็นแบบมีสคริปต์ มีกลยุทธ์การใช้ 3 อย่าง
1.1 ท่องจำจนขึ้นใจ จนฟังดูเหมือนไม่มีบท
1.2 เหลือบดูบทบ้าง
สังเกตว่า Andersen ใช้คำว่า “เหลือบ” ไม่ใช่ “อ่าน” บท
1.3 สรุปให้เหลือหัวข้อย่อย แล้วพูดแต่ละประเด็นแบบสด

ถ้าจะใช้เป็นแบบไม่มีสคริปต์ขอให้เราแยกแยะให้ขาด
ระหว่าง “การไม่มีบท” กับการ “ไม่เตรียมตัว”

การเริ่มต้นและลงท้าย (Open and close)

หนึ่งนาทีแรกสำคัญมากสำหรับการเริ่มต้นการพูด
อย่าปล่อยให้เสียเปล่าด้วย Small talk สัพเพเหระ
เช่น เป็นเกียรติที่ได้มายืน ขอบคุณภรรยาผู้จัดงาน



4 วิธีเริ่มต้นอย่างมีพลัง

1. หยอดเรื่องเร้าอารมณ์ (Drama)
เช่น “น่าเศร้านะครับที่ในอีก 18 นาทีข้างหน้า
จะมีคนอเมริกัน 4 คนเสียชีวิตจากอาหารที่เขากิน

2. จุดประกายความอยากรู้ (Curiosity)
หนทางที่ตรงไปตรงมาที่สุดคือการตั้งคำถาม
แต่ไม่ใช่คำถามธรรมดา ควรเป็นคำถามที่ทำให้ประหลาดใจ

ตัวอย่าง
เราจะสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้มนุษย์ได้อย่างไร
Andersen บอกว่าอย่าถามแบบนี้ มันกว้างเกิน เฝือ และเขาเบื่อแล้ว
อะไรทำให้เด็กหญิงอายุ 14 ที่มีเงินในบัญชีน้อยกว่า $200
สามารถมอบหนทางที่ก้าวกระโดดให้กับคนในหมู่บ้านของเธอได้

อือม์ ฟังอย่างนี้ชักอยากรู้ขึ้นมาแล้วสิ

3. โชว์ภาพ วิดีโอ หรือวัตถุที่เร้าใจ (Compelling)
เช่น “ภาพที่คุณกำลังจะได้เห็นเปลี่ยนชีวิตผม

4. ยั่วเย้า เปลือยแต่ไม่โป๊ (Tease, but don’t give it away)
ระวังอย่าเผยหมดทุกอย่างตั้งแต่ย่อหน้าแรกที่เปิดตัว

วิธีลงท้ายอย่างมีพลัง

ข้อควรระวังในการพูดจบ
“เอาหล่ะเวลาหมดแล้ว ขอสรุปจบเลยละกัน”
(แปลว่ามีอะไรพูดแยะ แต่ไม่ได้พูดเพราะวางแผนไม่ดีงั้นสิ)
“ขอปิดท้ายด้วยวิดีโอนี้” (ปิดด้วยคำพูดของคุณเถอะ ได้โปรด)
“ขอโทษที่อาจไม่มีเวลาพูดประเด็นที่สำคัญ
แต่ที่พูดไปคงพอทำให้เห็นภาพ”
(ไม่ต้องขอโทษ วางแผนการพูดให้รอบคอบสิครับ)
“ขอบคุณวันเวลาดี ที่เราได้ใช้ร่วมกัน บลา ๆ”
(ขอบคุณเฉย ๆ ก็น่าจะพอนะ)



เราสามารถใช้วิธีลงท้ายอย่างมีพลัง เช่น
1. ถอยกล้องออกมามองภาพกว้าง (Camera pull-back)
2. เชิญชวนให้ลงมือทำ (Call to action)
3. ประกาศปณิธานของตนเอง แชร์วิสัยทัศน์หรือค่านิยม
4. ใช้บทกวี

พวกเราล่ะคะ ชอบเคล็ดลับไหนในหนังสือเล่มนี้บ้าง
ที่สำคัญที่ Andersen ย้ำบ่อย ๆ ในหนังสือคือ
เราต้องเชื่อว่า ไอเดียเราควรค่าแก่การแบ่งปัน
Ideas Worth Spreading


++++++++++++++++++++++++++++++++

Photos Credit:

http://media.the-ceo-magazine.com/leslieungar/one-simple-reason-ceo%E2%80%99s-give-boring-speeches
https://heathermonahan.com/speak-from-a-script-borrow-a-story/
https://pixabay.com/illustrations/storytelling-story-telling-tale-4203628/
https://www.khanacademy.org/science/health-and-medicine/mental-health/drug-abuse-and-drug-addictions/v/reward-pathway-in-the-brain
https://dorset-humanists1.blogspot.com/2018/10/influence-persuasion-how-to-get-other.html

4 แนวคิดกับ Start With Why (ตอนที่ 2)

เรากำลังพูดคุยเกี่ยวกับหนังสือ Bestseller ที่ชื่อว่า Start With Why
และบทความนี้เป็นตอนที่ 2 ต่อจาก Blog ที่แล้วที่ปูพื้นที่มาที่ไป รวมถึงแนวคิดหลักจากหนังสือ
คลิ๊กลิงค์นี้เพื่ออ่านบทความย้อนหลังตอนที่ 1
คราวที่แล้วทิ้งท้ายไว้ว่า Blog นี้จะมาคุยต่อในเรื่องของการใช้ในธุรกิจ

เราจะเห็นได้ว่าแนวคิดพื้นฐานจากหนังสือ เช่น Golden Circle, การทำงานของสมองมนุษย์
เกี่ยวข้องกับการยอมรับของสินค้าและบริการต่าง ๆ
ซึ่งนำมาถึงแนวคิดถัดมาคือเรื่องของ Law of Diffusion

3. แนวคิดเรื่อง Technology Adoption ครั้งแรก ๆ เริ่มตั้งแต่ปี 1962 จากต้นตำรับคือ Everette M. Roger ในหนังสือ Diffusion of Innovation (การแพร่กระจายของนวัตกรรม)

diffusion book
Rogers เป็นคนแรกที่เล่าถึงปรากฏการณ์การยอมรับของนวัตกรรมต่าง ๆ ด้วยระยะเวลาที่ต่างกันเป็นรูประฆังคว่ำ

chasm 1
เขาอธิบายกลุ่มลูกค้าที่ตอบรับนวัตกรรม ณ เวลาที่ต่างกันไว้ดังนี้
– Innovator (กลุ่มล้ำสมัย) เป็นคนกลุ่มแรกที่รับเอานวัตกรรมได้เร็วที่สุด คิดเป็น 2.5% ของประชากรทั้งหมด
– Early Adopters (กลุ่มนำสมัย) เป็นกลุ่มที่สอง คิดเป็น 13.5%
– Early Majority (กลุ่มทันสมัย) ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประชากร คิดเป็น 34%  ความสำคัญของกลุ่มนี้คือ ถ้าสินค้าหรือบริการไหนได้คนกลุ่มนี้ไป  จะมีแนวโน้มเป็นผู้นำส่วนแบ่งการตลาด
– Late Majority (กลุ่มตามสมัย) คิดเป็น 34%
– Laggards (กลุ่มล้าสมัย) คิดเป็น 16%

30 ปีถัดมา Geoffrey Moore ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัย Stanford นำแนวคิดมาขยายต่อแต่เน้นในเรื่องของการทำตลาดกับสินค้าไฮเทคในหนังสือชื่อว่า Crossing the Chasm
หรือถ้าใครรักชอบด้านสังคมวิทยา Malcom Gladwell มีแนวคิดประยุกต์จากเรื่องนี้คล้าย ๆ กันในหนังสือ The Tipping Point ไปตามอ่านกันได้ค่ะ


Simon Sinek บรรยายให้เห็นภาพว่ากลุ่มคนที่เป็น Innovator นั้นคิดล้ำและพร้อมจะท้าทายกลุ่มคนที่เหลือด้วยมุมมองความเชื่อที่แตกต่างของเขา
สังเกตไหมคะว่า “ความเชื่อ” หรือ Why โผล่มาแล้ว

คนกลุ่มนี้คือ คนที่พร้อมจะยืนรอต่อแถวนานนับหลายชั่วโมง เพียงเพื่อจะเป็นคนแรก ๆ ที่มี iPhone X ไว้ในครอบครอง  ทั้ง ๆ ที่สินค้านั้นอาจจะยังเป็นรุ่นแรก ๆ และยังมีข้อบกพร่องอยู่บ้าง
แต่มันเทียบไม่ได้กับ “ความฟิน” ที่ได้สัมผัสและรู้จักนวัตกรรมเป็นคนแรก ๆ ค่ะ
เพราะ Limbic brain ของเขาทำงานไปพร้อม ๆ กับความเชื่อนี้

ในขณะที่คนกลุ่มอื่น ๆ ที่ Neocortex ทำงานมากกว่า ก็จะยังไม่เข้าใจหรอกว่าไปต่อแถวรอทำไม
ในเมื่ออีกไม่กี่สัปดาห์ถัดมาก็จะมี iPhone X วางขายทั่วไปในร้านอยู่แล้ว  และอาจจะได้โปรโมชั่นราคาดี ๆ ก็เป็นได้
ใช่ค่ะ สมองของคนต่างกลุ่มมีโฟกัสที่ต่างกัน
และเราแต่ละคนก็สามารถอยู่ในต่างกลุ่มกับสินค้าหรือไอเดียที่ต่างกัน

ทีนี้มันเกี่ยวกับการทำธุรกิจเพื่อเป็นผู้นำตลาดในการตอบรับสินค้าและบริการตรงที่
ใคร ๆ ก็อยากครองส่วนแบ่งการตลาดใช่ไหมคะ
แนวคิดนี้สอดคล้องกันทั้งจากหนังสือ Crossing the Chasm และ  The Tipping Point

chasm 2

เจ้าของผลิตภัณฑ์หรือเจ้าของไอเดียอยากได้ Early Majority (กลุ่มทันสมัย) ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ไว้ในครอบครอง
ถามย้อนกลับว่ากลุ่มนี้จะคิดพิจารณาว่าจะยอมรับเมื่อไร
ก็เมื่อเขาได้ “เห็น” แล้วว่าสินค้าหรือไอเดียนั้น ๆ น่าสนใจเพราะมีหลาย ๆ คนลองมาก่อนหน้านี้
แปลว่าเราต้องมี Innovators และ Early Adopters ไว้ในมือ

นึกไปถึงตัวอย่าง iPhone X ด้านบนนะคะ
เจ้าของสินค้าหรือไอเดียจึงต้องมี Why ที่ชัดเจนที่จะดึงดูดและสื่อสารคนกลุ่มนี้ให้มีความเชื่อเดียวกันและพร้อมจะยอมรับและ Take action ใด ๆ ที่เป็นการสนับสนุนแนวคิดที่เขาเชื่อ

Simon ยังยกตัวอย่างสายการบิน Southwest สายการบินนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1970
ซึ่งเป็นยุคที่ธุรกิจการบินครองส่วนแบ่งแค่ 15% ของการเดินทางทั้งหมดในอเมริกา
แปลว่ามันยังเป็นเรื่องใหม่มาก ๆ ที่เดินทางทางอากาศ
Southwest ไม่ได้แข่งกับสายการบินด้วยกัน ใน 15% นั้น
แต่เขาเล็งไปที่ส่วนแบ่งการตลาดของวิธีการเดินทางหลักคือรถยนต์

southwest

Southwest airline จึงมีแนวคิดใหม่ ๆ ว่าทำไมต้องทำให้ทุกอย่างเป็นเรื่องยาก
Why ของสายการบินนี้คือ “เป็นตัวแทนของคนธรรมดา”
(We are the champion of the common man)
ในขณะที่สมัยนั้นผู้โดยสารยังใส่สูทขึ้นเครื่องบิน
How ของ Southwest จึงเกิดขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นราคาตั๋วเครื่องบินที่ถูกลง การไม่มีพิธีรีตอง บรรยากาศสบาย ความเรียบง่าย
และทำให้สายการบินนี้ได้รับความนิยมและทำกำไรอย่างต่อเนื่อง

สิ่งเหล่านี้เป็นหนึ่งตัวอย่างที่ดีว่าทำไมเจ้าของธุรกิจควร Start With Why!

Blog สุดท้ายในซีรีย์นี้จะนำเสนอเรื่องการนำไปประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันในแง่ของการสื่อสาร
ว่าจะพูดภาษา Why กันอย่างไร
โดยเฉพาะในมุมของการเป็นผู้นำที่จะสื่อสารให้คนอินและเอาด้วยกับเรื่องใหม่ ๆ ที่เราต้องการให้เกิดขึ้น

เครดิตภาพ:
http://creatoz.eu/best-prezi-presentation-templates/diffusion-of-innovation-diagram-prezi-presentation-template/
https://www.researchgate.net/figure/5-Diffusion-of-Innovation-The-Chasm-and-The-Tipping-Point-Once-the-The-Tipping_fig5_301789991
http://fox17.com/news/local/southwest-airlines-flight-hits-bird-returns-to-nashville

4 แนวคิดกับ Start With Why (ตอนที่ 1)

เก๋มีโอกาสได้อ่านหนังสือ Start With Why: How Great Leaders Inspire Action อีกครั้ง
ซึ่งเป็นหนังสือติดอันดับขายดีจากทำเนียบ New York Bestseller
และผู้เขียน Simon Sinek ก็มีชื่อเสียงมาจาก Ted Talk ที่ตนเองพูดเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้
สามารถชม Ted Talk ดังกล่าวจากลิงค์นี้ได้ค่ะ

simon

รอบนี้อ่านไปทำโน้ตไปเพราะต้องนำไปขยายความและแบ่งปันต่อให้กับผู้เรียน
(เก๋ทำ Book Club ให้กับลูกค้าเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนแบ่งปัน)
เลยมีประเด็นน่าสนใจจากการเรียบเรียงมาแบ่งปันให้กับคุณผู้อ่านอยู่หลายเรื่องค่ะ

book club 1

1. เรื่องแรกคงหนีไม่พ้น The Golden Circle ที่เป็นแนวคิดหลักของหนังสือ

ผู้เขียนบอกว่าคนเราทั่วไปมักสื่อสารในภาษา What ซึ่งเป็นสิ่งที่เห็นชัดเจนได้ง่าย
แต่ถ้าอยากให้คนรับสารได้รับแรงบันดาลใจ ควรเริ่มจาก Why

golden-circle

– เพราะ Why คือจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนและความเชื่อของผู้พูด (Belief)
– How คือวิธีการที่แน่วแน่ เป็นการลงมือทำ (Action)
– ในขณะที่ What คือผลลัพธ์ของวิธีการที่แน่วแน่นั้น (Result)

ฟังดูน่าขมวดคิ้วใช่ไหมคะ ว่าความเชื่อเนี่ยนะจะทำให้ผู้ฟังรู้สึกเคลิบเคลิ้ม
ผู้เขียนเลยเล่าต่อด้วยการเชื่อมโยงไปกับการตัดสินใจทางชีวภาพ (Biology) ของผู้รับสาร
และเป็นที่มาของแนวคิดที่สองคือการทำงานของสมองมนุษย์

2. สมองมนุษย์มีส่วนที่เรียกว่า Neocortex (ใช้เพื่อการรับรู้ด้านที่เป็นตรรกะ เหตุผล และภาษา)
และ Limbic (ใช้รับรู้เรื่องอารมณ์ ความรู้สึกและการตัดสินใจ)

brain 2

เวลาที่เราสื่อสารด้วยคำอธิบาย หลักฐาน จากส่วนของ What
สิ่งที่เหล่านี้เชื่อมไปกับ Neocortex ซึ่งมักจะลงท้ายด้วยการ Overthinking
ในขณะที่เราสื่อสารด้วยภาษา Why ที่เป็นอารมณ์ความรู้สึก
มันจะไปกระตุกส่วนที่เป็น Limbic Brain ที่กำหนดการตัดสินใจแบบ Intuition (ใช้สัญชาตญาณ)

เปรียบเทียบง่าย ๆ เราทราบเหตุผลและความสำคัญของการไม่ทานแป้งและขนมหวานเพื่อสุขภาพใช่ไหมคะ
แต่เพราะอะไร (ทั้งที่ไม่ได้หิวจนตาลาย) เราจึงอดใจไม่ไหวกับการขอทานขนมที่โปรดปราน
ความรู้สึก “ชนะ” เหตุผลสิคะ
ดังนั้นการสื่อสารใดที่พุ่งไปยังส่วนของ Limbic Brainได้  มีโอกาสได้รับการตอบสนองสูง

Simon Sinek ยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์เช่น Apple ที่ไม่ว่าจะพิจารณาด้วยเหตุผล หรือคำนวนจากมุมไหน
ทั้งประสิทธิภาพ Specification ฯลฯ เมื่อเทียบกับราคาอันสูงลิบแล้ว
ไม่มี “เหตุผล” ให้ชวนซื้ออย่างยิ่งเมื่อเทียบกับแบรนด์อื่น
แต่อย่าได้พูดอย่างนี้กับสาวก Apple เลยทีเดียว (= รัก ชอบ มี Feeling ที่เหนียวแน่นกับผลิตภัณฑ์)
Limbic Brain เขาจะทำงานทันทีว่า Apple สิดีกว่า
ที่เหลือก็เป็นหน้าที่ของ Neocortex ที่จะสรรสร้างเหตุผลมาหักล้างว่า Apple ยอดเยี่ยมกว่าตรงไหนบ้าง
มนุษย์ตัดสินใจด้วยอารมณ์ และฉลาดพอที่จะนำเหตุผลมาสนับสนุนอารมณ์นั้น!

apple-sloppy

Simon Sinek ยังยกตัวอย่างสินค้าอื่น ๆ เช่น ผงซักฟอก
ที่ถ้าเรามองแบบใช้เหตุผลว่าผู้ซื้อควรจะตัดสินใจซื้อที่ความสะอาดเป็นหลัก
เจ้าของผลิตภัณฑ์จึงระดมใส่ความขาวเป็นจุดขาย
ทีนี้พอไปทำความเข้าใจ (Empathize) ผู้ใช้ (User) จริง ๆ
กลับพบว่าไม่มีใครชูผ้าขึ้นมาส่องหลังจากซักเสร็จ
แต่กลับใช้วิธีดมเพื่อพิสูจน์ว่าผ้าสะอาดไหม
คนซื้อใช้ความรู้สึกสะอาดเป็นที่ตั้งในการตัดสินใจ

หรืออีกกรณีเป็นรถสัญชาติเยอรมันที่พยายามมาตีตลาดรถอเมริกา
มาด้วยความเชื่อว่ารถที่ดีควรมีสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม
แต่พวกเขาก็ประหลาดใจเมื่อพบว่าผู้ขับขี่ตัดสินใจซื้อส่วนหนึ่งเพราะการที่รถมีที่วางแก้วน้ำ
สิ่งเหล่านี้ไม่เคยปรากฏในงานวิจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อรถยนต์มาก่อน
แต่เพราะเขากำลังขายรถให้กับผู้ซื้อชาวอเมริกัน (User) ที่มีนิสัยรักการขับรถเดินทาง

หมายเหตุ – สำหรับใครที่สนใจเรื่องการเข้าอกเข้าใจลูกค้า (Empathize) ใน Design Thinking
ซึ่งเป็นกระบวนการในการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งาน
Design Thinking กำหนดให้ผู้สัมภาษณ์มองหาประสบการณ์ ความรู้สึก ของกลุ่มเป้าหมาย (User)
ด้วยการเล่าเรื่องราว (Stories) ที่เน้นความรู้สึกของผู้ใช้
เพราะนั่นเป็นตัวบอกการตัดสินใจเกี่ยวกับความรักชอบผลิตภัณฑ์จาก Limbic Brain

design thinking

เขียนมาถึงบรรทัดนี้ ทำให้นึกถึงบรรดาน้ำหอมแบรนด์เนมต่าง ๆ ที่อย่างไรก็นึกไม่ออกว่าถ้าต้องใช้เหตุผล ตรรกะมาตัดสินใจ เราจะซื้อไหม
สมองส่วนไหนของเราที่ทำงานหลังจากเห็นรูปด้านล่างนี้คะ 🙂

dior

เดี๋ยว blog ถัดไปเก๋จะมาเล่าถึง Application ของหนังสือเล่มนี้ค่ะ
ว่านำไปใช้ทั้งในเรื่องของธุรกิจและการสื่อสารเพื่อสร้างแรงบันดาลใจอย่างไรได้บ้าง

<อัพเดต> ติดตามอ่านตอนที่ 2 ได้แล้วที่ลิงค์นี้ค่ะ

เครดิตภาพ
https://appletoolbox.com/2017/12/apple-plan-for-2018/
https://dschool.stanford.edu

Inside Out: 3 ข้อคิดที่ได้จากภาพยนตร์บันเทิงแต่แฝงด้วยสาระ

วันแม่ที่ผ่านมาเพิ่งมีหนังเข้าใหม่ในบ้านเราชื่อว่า Inside Out
เป็นแอนนิเมชั่นของ Disney Pixar
เรื่องราวว่าด้วย “เสียงในหัว” (Little voice) ที่เกิดขึ้น
ของไรลี่ย์เด็กผู้หญิงอายุ 11 ปี
ซึ่งเสียงที่ว่านี้เป็นบทสนทนากัน
ระหว่างอารมณ์ทั้ง 5 ในสมองของเธอ ได้แก่

1. Joy (ลั้นลา) สาวน้อยสีเหลืองสดใส
อุทิศตนเองกับเป้าหมายที่ทำให้ไรลีย์มีความสุขอยู่เสมอ

joy

2. Sadness (เศร้าซึม) สาวสีฟ้าร่างท้วม
ชอบคอตก มักพูดยานคาง
อยากทำให้ไรลีย์มีความสุขเช่นกัน
แต่มันเป็นงานที่ยากมหาโหดสำหรับเธอเกิ๊น

sadness

3. Anger (ฉุนเฉียว) คาแรคเตอร์สีแดงร้อนแรง
ใช้ชีวิตบนการสร้างความยุติธรรมให้กับไรลีย์ไม่ยอมให้ใครมารังแกเธอ
ซึ่งมักจะลงเอยด้วยการตอบสนองที่รุนแรง

anger

4. Disgust (หยะแหยง) สาวสังคมสีเขียว ดูมั่นใจ
เธอมีหน้าที่ป้องกันอันตรายต่าง ๆ ที่จะมาทำร้ายไรลีย์

disgust

5. Fear (กลั๊วกลัว) คาแรคเตอร์สีม่วง ดูช่างพินิจพิเคราะห์
ช่วยปกป้องไรลีย์จากอันตรายเช่นกัน แต่เป็นแบบลังเล ๆ  กังวล ๆ

fear

ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ประโยชน์จากหลายมุมค่ะ
เช่น ของ NBC พูดถึงในด้านของ Neuroscience หรือประสาทวิทยา

ข้อคิดที่ได้คือ
แต่ละอารมณ์ของคนเรามีประโยชน์ มีเหตุผลที่อยู่ในตัวมนุษย์
และเราควรเรียนรู้ที่จะยอมรับมัน
หลาย ๆ ครั้งอารมณ์เหล่านี้ขับเคลื่อนการกระทำของเรา
“มันอยู่ในตัวเรา  แต่เรามักมองไม่เห็น”

อารมณ์ทั้ง 5 นี้ถูกเลือกมาจากทฤษฏีของ Paul Ekman
ที่ว่าด้วยอารณ์และการแสดงออกทางสีหน้าที่หลากหลาย
แต่แอบบอกว่ามีอีกบางอารมณ์จากทฤษฎีที่ไม่ได้ถูกรวมอยู่ในหนังเรื่องนี้
เช่น Surprise (ประหลาดใจ) เป็นต้น

paul ekman

บางสื่อ เช่น Huffington Post พูดถึงหนังเรื่องนี้
ในด้าน Emotional Intelligence หรือความฉลาดด้านอารมณ์
ซึ่งถือว่าเป็นทักษะการใช้ชีวิต (Life skill) ที่สำคัญ

ข้อคิดที่ได้
ทำให้คุณพ่อคุณแม่มีบทสนทนากับเด็ก ๆ
เพื่อให้มีสติและหมั่นสังเกตคนรอบข้าง
ทำให้ครอบครัวมีภาษาร่วมกัน (Common language) ในการจับอารมณ์
เช่น เราอาจถามเด็ก ๆ ว่า
ตอนนี้หนูหรือคน ๆ นั้นที่หนูเห็นเขาเป็นตัวสีอะไรน้า?
อะโห! สอนให้เด็กมี EQ ผ่านการ์ตูน……เป็นวิธีฉลาดล้ำค่ะ
(หมายเหตุ กับผู้ใหญ่ก็ใช้ได้นะคะ เพื่อเตือนสติตน)

ส่วนของ Time เน้นให้ดูเรื่อง Grit
ซึ่งเป็นจิตวิทยาเชิงบวกรูปแบบหนึ่ง
เน้นเรื่องของ Passion + Perseverance
เพื่อให้เราถึงเป้าหมายในระยะยาว
(คนที่พูดเรื่องนี้ได้ดีคนหนึ่งคือ Angela Lee Duckworth)

ข้อคิดที่ได้
Grit ในแต่ละคนสามารถถูกพัฒนาขึ้นได้
ผ่านประสบการณ์ของ Failure หรือความล้มเหลว
แล้วสามารถลุกขึ้นมาได้ใหม่อีกครั้ง

ในหนังจะมีฉากหนึ่งตอนที่ Joy (ลั้นลา)
ตระหนักถึงคุณค่าหรือประโยชน์ของเพื่อน Sadness (เศร้าซึม)
หลังจากที่รู้สึกว่าพฤติกรรมของเพื่อนคนนี้ป่วนมาตลอด
(ขออภัยไม่กล้าเล่าละเอียดเดี๋ยว Spoil เกิ๊น)
“ทุกอารมณ์ มีคุณค่า มีหน้าที่ของมัน”

grit

ส่วนตัวเก๋ชอบภาพยนตร์เรื่องนี้จากมุมของโค้ชที่ช่วยพัฒนาศักยภาพคน
สิ่งสำคัญเบื้องต้นที่เป็นงานหินชิ้นหนึ่งของการเป็นโค้ช
คือทำอย่างไรให้ Coachee หรือผู้ที่ถูกโค้ช
“เห็น” ตนเอง  เกิดการตระหนักรู้ (Awareness)
เพราะเราจะไม่สามารถก้าวออกจาก Comfort zone
หรือ Step-up ขึ้นได้
ถ้าเรายังไม่เห็นว่าเรากำลังอยู่ที่ใด
หรือรู้สึกอย่างไรต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิต

กระบวนการนี้ใช้ Inside Out (เหมือนชื่อหนังน่ะค่ะ)
โค้ชไม่สามารถไปบอกไปสอน (=Outside In)
เพื่อให้ Coachee ตระหนักรู้หรอกค่ะว่าเราเป็นอย่างไร
ใครจะรู้จักตัวเราดีที่สุดได้เท่าตัวเราเองล่ะคะ
แต่โค้ชจะไกด์โดยใช้กระบวนการถามคำถาม
เพื่อพาคุณไปหาคำตอบด้วยกัน
กระบวนการนี้เป็น Inside out ค่ะ

inside out_2

โดยสรุป
ทุกอารมณ์ “มี” ประโยชน์มีหน้าที่ของมัน
ประเด็นคือเราควรรู้จัก “ใช้” อารมณ์เหล่านั้นให้เป็นประโยชน์
บางคน มีแต่ “ไม่ได้ใช้” (หรือ)
บางคน มีแต่ “ใช้ไม่เป็น”

หน้าที่เราคือ Embrace (ยอมรับ ตระหนัก)
มิใช่ Suppress (เก็บกด ละเลย) อารมณ์
ยิ่งรู้เร็ว  รู้ทันอารมณ์  ยิ่งบริหารจัดการตนเองได้ดี
เพราะการจะบริหารอารณ์ได้  ต้องเห็นเท่าทันมันก่อน
โดยเฉพาะในยามนี้ที่เราควรมีสติ
ซึ่งจะพาให้เราผ่านเรื่องราวทุกอย่างไปได้

“STRONGER together”

เครดิตภาพ:
Disney Pixar
http://www.carolinemiller.com

**********************************
คลิ๊กที่นี่เพื่อติดตามสาระความรู้ล่าสุดที่แฟนเพจ “The Art of Growing”
The Art of Growing

คำถามสำคัญกว่าคำตอบ พร้อมตัวอย่างสุดยอดคำถามสำหรับการเริ่มต้น

Questioning

ในฐานะที่เก๋เป็นโค้ชและมีโอกาสได้ร่วมงาน
กับผู้บริหารในหลากหลายองค์กร
เห็นด้วยอย่างยิ่งว่า คำถามที่ดี
จะเปลี่ยนคุณภาพชีวิตของคนที่ถูกถามไปอย่างสิ้นเชิง
หากเขาค้นหาคำตอบที่ใช่สำหรับตนเอง
.
สมัยเป็นเด็ก เราถูกสอนให้ตอบคำถามให้ถูกที่สุด
แต่ไม่เคยถูกฝึกให้ตั้งคำถาม
ผลที่ตามมาคือ
เราอยู่ในโหมดของการ “คิดตาม”  ไม่ใช่การ “คิดนำ
2

สรุปคือ หากจะคิดอย่างผู้นำ
ต้องรู้จักตั้งคำถามที่ใช่!
.
เก๋ขอยกตัวอย่าง คำถามที่สร้างแรงบันดาลใจ
เปลี่ยนชะตาชีวิตคนทั้งประเทศ
ของ จอห์น เอฟ เคนเนดี
.
อย่าถามว่าประเทศจะทำอะไรให้ท่านได้บ้าง  
แต่ถามว่าท่านจะทำอะไรให้ประเทศได้บ้าง

1.

พลิกมุมที่เราคิดต่อชีวิตไปเลยใช่ไหมคะ
จากที่เคยรอว่าเมื่อไรจะมีสิ่งดี ๆ
ที่ประเทศจะส่งมอบกับเราในฐานะประชาชน

ประโยคนี้เป็น Game changer
เปลี่ยนเราจากผู้รับเป็นผู้ให้
และถ้าคนทั้งประเทศ คิดสร้างสรรค์กันเช่นนี้
ประเทศจะพัฒนาไปได้ไกลขนาดไหน
.
นี่คืออานุภาพที่ทรงพลังของ
คำถามที่สำคัญกว่าคำตอบ!

========================
เก๋ขอแบ่งปันแนวทางเริ่มต้นง่าย ๆ
เพื่อให้เราได้ฝึกตั้งคำถามที่ใช่สำหรับตนเองและคนรอบข้าง

3

1. Open: เปิดความคิดด้วยการใช้คำถามปลายเปิด

คำถามปลายเปิด
เช่น ใคร อะไร ที่ไหน อย่างไร เพราะอะไร
จะทำให้คนคิดถึงทางเลือกมากกว่าการใช้คำถามปลายปิด
ที่ให้คนเลือกตอบแค่ว่า
ใช่/ไม่ใช่  รับ/ไม่รับ  ซ้าย/ขวา  สุธี/สุกฤษ
เพราะคำถามปลายเปิดจะพาคนไปที่การคิดแบบ
ขยายทางเลือก  ขยายความเป็นไปได้  และขยายความสำเร็จ!
.
4

2. Invite: เริ่มจากคำถามที่ง่าย เชิญชวน

หัวใจของคำถามกลุ่มนี้อยู่ที่การเลือกใช้คำ
ลองเปรียบเทียบดูนะคะว่า
เราอยากจะตอบคำถามอะไรมากกว่าระหว่าง
a. อะไรเป็นวิธีการที่ดีที่สุดของการแก้ปัญหานี้?
b. อะไรเป็นวิธีการเริ่มต้นที่เราสามารถแก้ปัญหานี้?
คุณผู้อ่านคงรู้สึกว่าการตอบข้อ
a. เป็นภาระที่หนักอื้ง เสี่ยงมากกับการตอบไม่ถูก
และดูไม่ฉลาดหากพลาดขึ้นมา

ดังนั้นการใช้คำถามแบบข้อ b.
จึงเป็นเทคนิดของการตั้งคำถามที่ใช้คำว่า
“เป็นไปได้”
“เริ่มต้น”
“Might be”
“Possible”
เพื่อเชิญชวนให้คนที่ถูกถาม อยากคิดไปกับเรา

5
.
3. Explore: ขยายทางเลือกของคำตอบ
ข้อนี้เน้นให้เราถามหาคำตอบอื่น ๆ เพิ่มเติม
เพราะธรรมชาติคน  เวลาเราถามคำถาม
มักได้คำตอบเบื้องต้น 1-2 คำตอบ
ซึ่งก็จะคล้าย ๆ กันกับเวลาระดมความคิด (Brainstorming)

ในเบื้องต้นเราต้องการปริมาณมากกว่าคุณภาพ
ให้เราขยันถามว่า
“แล้วอะไรอีก?”
“มีอะไรอื่นอีกบ้าง?”
“What else?”
“Some other ways?”
.
6

4. Ultimate: ยกระดับความคิดและคุณภาพของคำตอบ
คำถามลักษณะนี้ทำให้คนถูกถามได้คิดวิเคราะห์ และตกผลึกทางความคิด
ด้วยการถามคำถามที่ให้เขาได้พิจารณา
และเรียบเรียงความคิดหรือคำตอบ ที่ได้แชร์ออกมาก่อนหน้านี้
กลุ่มคำถามประเภทนี้ได้แก่

“Better”
“Best”
“Most”
“Strongest”
“อะไรให้ผลรวดเร็วกว่า?”
“อะไรเป็นทางเลือกดีที่สุด?”
.
questioning 7

5. Action: ถามเพื่อสร้างความมั่นใจในการลงมือทำ

ถามไปถามมา ถ้าไม่จบด้วยคำถามกลุ่มนี้
คงเป็นไอเดียที่ไม่มีวันสำเร็จ
เพราะขาดความมุ่งมั่นตั้งใจในการลงมือทำ

อย่าลืมนะคะ
ว่าเราไม่สามารถบังคับจับมือให้ใครทำอะไรได้
สิ่งที่เราทำได้คือ สร้างสิ่งแวดล้อม
สร้างความมั่นใจให้เขาผู้นั้นอยากลงมือทำ
กลุ่มคำถามประเภทนี้ได้แก่
“มั่นใจในการลงมือทำข้อไหนมากที่สุด?”
“ตั้งใจจะเริ่มต้นทำข้อใดก่อน?”
“เห็นตนเองเริ่มทำเรื่องนี้ในสถานการณ์ไหน กับใคร เมื่อไร?”
.
หากลองนำคำถามเหล่านี้ไปปรับใช้
คุณจะพบว่า
หลังจากที่คุณเปลี่ยนวิธีถาม
คุณจะได้เห็นศักยภาพที่ยอดเยี่ยมจากคนตรงหน้า
เพราะเมื่อคุณใช้คำถามเพื่อเปลี่ยนมุมคิด
แล้วชีวิตเขาจะเปลี่ยนไปค่ะ

ว่าแต่….คุณจะลองเริ่มใช้คำถามเหล่านี้เมื่อไรดีคะ?

**********************************
คลิ๊กที่นี่เพื่อติดตามสาระความรู้ล่าสุดที่แฟนเพจ “The Art of Growing”
The Art of Growing

10 แบรนด์ดังกับความหมายที่ซ่อนอยู่ในโลโก้

fb post about 10 logos

ถ้าพูดถึงแบรนด์ระดับโลกส่วนสำคัญลำดับแรก ๆ ในการสื่อสารกับลูกค้าหรือผู้บริโภคคือสัญลักษณ์หรือโลโก้  สิ่งที่น่าสนใจคือนัยยะที่ซ่อนอยู่ในแบรด์เหล่านั้นว่ามีความหมายเชื่อมโยงกับยี่ห้อเหล่านั้นอย่างไร  ลองมาดูกันค่ะ

1. FedEx
fedex

บริษัทที่ให้บริการขนส่งเน้นความรวดเร็ว  ภายใต้โลโก้เราจึงเห็นลูกศรสีขาวชี้ไปทางขวาที่อยู่ระหว่างตัวอักษร E และ X

2. Amazon

logo_amazon

แรกเริ่มอเมซอนขายแค่หนังสือ  แต่ขณะนี้เราสามารถหาซื้อของได้ตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ  ภายในโลโก้เราจึงเห็นลูกศรสีเหลืองด้านล่างลากจาก a ถึง z

3. Apple

logo_apple

เคยสงสัยไหม  ทำไมรูปแอ๊ปเปิ้ลต้องมีรอยกัด?  ที่มีรอยกัดเพราะนี่คือลูกแอ๊ปเปิ้ลจากคัมภีร์ไบเบิลที่ว่าตามเรื่องราวในคัมภีร์ว่าถูกกัดโดยอดัม  และสโลแกนของ Apple ในสมัยก่อนใช้ว่า “Byte into an Apple” (Byte = Bite)

4. Cisco

logo_cisco

ซิสโก้ให้บริการด้าน Network ลายเส้นเหนือคำว่าซิสโก้แสดงสัญลักษณ์ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า  บริษัทนี้ก่อตั้งที่เมืองซานฟรานซิสโกประเทศสหรัฐอเมริกาและสำนักงานใหญ่ก็ตั้งอยู่ที่นั่น  ใครที่เคยไปเที่ยวซานฟราน ฯ คงได้มีโอกาสไปเยือนสะพาน Golden Gate สัญลักษณ์ของเมืองนี้  ว่าแต่คุณผู้อ่านจินตนาการเห็นสะพานดังกล่าวในโลโก้ไหมคะ

5. Sony Vaio

logo_sony vaio

สัญลักษณ์ V และ A สองตัวแรกในโลโก้แสดงถึงภาพสัญญาณอนาล็อค  ส่วนตัวอักษร I และ O แสดงถึงเลข 1 และ 0 ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของดิจิตอล  แต่เป็นที่น่าเสียดายที่โซนี่เองได้ประกาศยุติธุรกิจคอมพิวเตอร์ตัวนี้ไปเมื่อ 6 เม.ย. ปี 2014

6. Toblerone

logo_toblerone

ช็อคโกแลตเลื่องชื่อจากกรุงเบิร์นประเทศสวิสเซอร์แลนด์  เมืองนี้ได้สมญานามว่า The City of Bears  คุณผู้อ่านสังเกตเห็นรูปหมีซ่อนอยู่ในภูเขาไหมคะ

7. Baskin Robbins

logo_baskin robbins

หวาน ๆ กันต่อจากช๊อคโกแลตมาถึงไอศครีม  แฟนพันธ์ุแท้จะรู้ว่าไอศครีมยี่ห้อนี้มี 31 รสชาติให้เลือก  คุณผู้อ่านเห็นเขาระบุจำนวนดังกล่าวเป็นตัวอักษรสีชมพูที่อยู่บน B และ R ไหมคะ

8. Tour De France

logo_tour de france

ทานของหวานเยอะแล้วชวนกันมาปั่นจักรยานกับงาน Tour De France ซึ่งจัดที่ประเทศฝรั่งเศส  คุณผู้อ่านเห็นรูปจักรยานบนตัวอักษร TouR ไหมคะ  แถมล้อหลังยังเป็นสัญลักษณ์รูปพระอาทิตย์สดใสช่วงฤดูร้อนซึ่งเป็นช่วงที่จัดงานนี้ของทุกปี

9. Carrefour

logo_carrefour

Carrefour เป็นภาษาฝรั่งเศสแปลว่า Crossroad หรือทางแยก  ดังนั้นเราจึงเห็นลูกศรสองข้างทั้งซ้ายและขวาอยู่บนโลโก้ที่ใช้สีธงชาติฝรั่งเศส  ใบ้ให้อีกนิดว่าถ้าเราสังเกตดี ๆ จะเห็นตัวอักษร C บนพื้นขาวด้วยค่ะ

10. Audi

logo_audi

ไปฝรั่งเศสแล้วแวะมาเยอรมันบ้าง หลายคนสงสัยกันพอสมควรว่าห่วงทั้งสี่ของแบรนด์รถยนต์ยี่ห้อดังนี้เป็นตัวแทนของอะไร  เราอาจคุ้นเคยกับห้าห่วงโอลิมปิคว่าแต่ละห่วงเป็นสัญลักษณ์ของแต่ละทวีป  สี่ห่วงของ Audi ก็เป็นตัวแทนสี่บริษัทซึ่งได้รวมกันใน Auto-Union Consortium ในปี 1932 ได้แก่ DKW, Horch, Wanderer, และ Audi

เรียบเรียงจาก:

http://www.dailyinfoCreditgraphic.com, wonderfulengineering.com

**********************************************************

คลิ๊กที่นี่เพื่อติดตามสาระความรู้ที่แฟนเพจ “The Art of Growing”

The Art of Growing