Design the Life You Love ออกแบบชีวิตที่คุณรัก (Part II)

โพสท์ที่แล้วเราคุยกันเรื่องขั้นตอนการออกแบบผลิตภัณฑ์
ที่สามารถนำมาออกแบบชีวิต
จาก Ayse birsel ซึ่งเป็น Designer และเจ้าของหนังสือ
Design the Life You Love: A step-by-step guide to building a meaningful future

สำหรับใครที่พลาด Design the Life You love (Part I) ในคราวที่แล้ว
สามารถติดตามอ่านก่อนได้เพื่อเข้าใจภาพรวมโดยคลิ๊กที่ลิงค์นี้

ในโพสท์ที่สองนี้ (ซึ่งเป็นตอนจบ)
เก๋จะมาชวนคุณผู้อ่านประยุกต์ใช้ Concept ดังกล่าวกัน
แบบ Step-by-Step ตามชื่อหนังสือกันเลยนะคะ

ก่อนอื่น Ayse Birsel เกริ่นกติกาไว้ก่อนค่ะว่า
1. กระบวนการออกแบบคือ “การคิดด้วยการลงมือทำ”
2. การทำ = การเล่น
3. ไม่มีคำตอบถูกหรือผิดในการเล่น
4. หลายครั้งไอเดียที่ดีที่สุดอาจมาจากคำตอบที่ห่วยที่สุดก็เป็นได้
ดังนั้นขอให้เรา คิดแบบเล่น

ขั้นที่ 1 Deconstruction

ในขั้นตอนนี้ขอให้เราแบ่งมิติต่าง ๆ ในชีวิตของเราออกเป็นส่วนย่อย ๆ
เหมือนทำ Mind map
เช่น งาน ครอบครัว สุขภาพ กีฬา งานอดิเรก สถานที่ที่เคยไป เป็นต้น
ด้านล่างเป็นตัวอย่างของ Deconstruction map จากนักเรียนคนหนึ่งในคลาส

Exercise: ใช้เวลาประมาณ 10 นาที เขียน Building blocks ของคุณได้เลยค่ะ


อีกเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยในการ Deconstruct คือการแบ่งเป็น Quadrants
ได้แก่ อารมณ์ (Emotion), กายภาพ (Physical), สติปัญญา (Intellect), และจิตวิญญาณ (Spirit) ก็ได้ค่ะ

ขั้นที่ 2 POV

ลองหามุมมองใหม่ ๆ โดยสมมติให้ตัวเราเองเป็น Hero ดูไหมคะ
เพราะ Hero แต่ละคนจะสะท้อนความเชื่อ การให้คุณค่า และวิถีชีวิตที่เรามุ่งหวัง

ด้านล่างเป็นตัวอย่างของนักเรียนคนหนึ่งที่เขียนเกี่ยวกับ Hero ของเขา



Exercise
: ใครเป็น Hero ของคุณ และเพราะอะไร

อีกเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้เห็นมุมใหม่ ๆ คือการใช้คำอุปมา (Methphor)
ด้านล่างเป็นตัวอย่าง Metaphor ที่ Ayse Birsel
ใช้เปรียบเทียบว่าชีวิตเธอเป็นเหมือนต้นไม้

ขั้นที่ 3 Reconstruction

ขั้นตอนนี้คือการเลือก
และเราต้องยอมรับว่าในความเป็นจริง
เราไม่สามารถทำทุกอย่างได้ดีแบบไร้ที่ติในทุกด้านพร้อม ๆ กัน
Reconstruction map จึงมีวงกลมให้สามวงซ้อนกัน
ซึ่งเปรียบวงกลมเป็นเหมือนเรื่องที่เราได้เลือก
และเรามองว่าเราสามารถควบคุมหรือจัดการสิ่งเหล่านั้นได้

ด้านล่างเป็นตัวอย่าง Reconstruction map ของนักเรียนในคลาส

ตัวอย่างเช่นในวงกลม 3 วงของเราอาจประกอบไปด้วย
– สตูดิโอ (งาน+ครอบครัว+เพื่อนฝูง)
– การผจญภัย (การท่องเที่ยว+โครงการใหม่ ๆ)
– ความมั่นคง

Exercise: อะไรคือสิ่งที่คุณเลือกให้อยู่ใน Backbone ของการออกแบบของคุณ
ถึงตาคุณแล้วค่ะ

ขั้นที่ 4 Expression

ในขั้นตอนนี้เราสามารถใช้วิธีได้หลายวิธีในการช่วยทำให้เกิดขึ้นจริง
เช่น ใช้ Vision map โดยวาดรูปตัวเราอยู่ตรงกลาง
แล้วใส่รูปหรือรายละเอียดอื่น ๆ รอบ ๆ รูปตัวเรา
ดังตัวอย่างด้านล่างซึ่งเป็น Vision map ของ Ayse Birsel
ที่วาดไว้ตั้งแต่ปี 2014 (ก่อนที่เธอจะออกหนังสือเล่มนี้)

เครื่องมือ Expression อื่น ๆ ที่ Ayse Birsel แนะนำในหนังสือของเธอได้แก่
– จดหมายหาตัวเอง (Vision letter)
– To-do list
– การประกาศ (Manifesto)
– บทกวี (Poem)

Exercise: เลือกหนึ่งวิธีจากข้างต้นในการระบุวิธีการแสดงออกของคุณ

สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุดคือ Living the life
หลังจากได้แบบแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ
การออกไปใช้ชีวิตแบบที่เราออกแบบไว้ 
เทคนิคที่คุณสามารถเริ่มทำได้ เช่น

Modeling หรือการหาต้นแบบของคนที่เขาใช้ชีวิตแบบที่คุณต้องการ แล้วดูว่าคุณสามารถเลียนแบบวิธีการอะไรของคนเหล่านั้นได้บ้าง
Learning หรือการเรียนรู้ทักษะใหม่ที่จะช่วยตอบสนองชีวิตที่คุณออกแบบไว้  อาจจะเป็นการเริ่มลงเรียนทักษะใหม่ ๆ ทาง On-line, หาพี่เลี้ยง (Mentor), อ่านหนังสือ
Sharing แบ่งปัน Design expression ของคุณกับเพื่อนฝูงหรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอความช่วยเหลือ คำแนะนำ หรือข้อมูลป้อนกลับ
Visualizing นักออกแบบเป็นนักจินตนาการชั้นยอด คุณสามารถวาง Vision map ที่คุณสร้างไว้บนโต๊ะทำงานหรือผนังที่มองเห็นได้ง่ายเพื่อช่วยย้ำเตือน
Prototyping ด้วยการไปลองใช้ชีวิตอยู่ในสถานที่หรือสิ่งแวดล้อมที่คุณวาดไว้สัก 2-3 สัปดาห์ก่อนตัดสินใจย้ายไปจริง  หรือลองลงเรียนคลาสภาคค่ำเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ ก่อนที่คุณจะตัดสินใจลาออกจากงานประจำ

สำหรับ Ayse Birsel การออกแบบชีวิตที่รัก
จึงคล้ายกับกระบวนการการออกแบบผลิตภัณฑ์
การสังเกต (Observation) = การแยกชิ้นส่วน (Deconstruction)
ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) = การปรับมุมมอง (POV shift)
การตัดสินใจ (Decision) = ประกอบร่าง (Reconstruction)
การลงมือทำ (Action) = การแสดงออก (Expression)

หากคุณผู้อ่านมีโอกาสใช้เครื่องมือข้างต้น
เพื่อเป็น Designer ชีวิตของตัวเองกันแล้วเป็นอย่างไร
มาแบ่งปันให้ฟังบ้างนะคะ
LIVE the LIFE you LOVE ค่ะ!

Photo credit:
wepresent.wetransfer.com/story/ayse-birsel-design-life-love/
http://www.designindaba.com/articles/point-view/design-life-you-love
time.com/4087778/design-our-best-life/

Design the Life You Love ออกแบบชีวิตที่คุณรัก (Part I)

ระยะหลังเราพูดคุยเรื่องการออกแบบ (Design) กันบ่อยครั้ง
โดยเฉพาะการหาความคิดสร้างสรรค์เพื่อตอบโจทย์ชีวิตที่ดีขึ้น
จึงเกิดคำถามว่าถ้าเราใช้กระบวนการออกแบบเหล่านั้น
มาประยุกต์ใช้กับการออกแบบชีวิตได้
น่าจะเป็นประโยชน์ไม่น้อย

Ayse Birsel เป็น Designer ที่ออกแบบผลิตภัณฑ์มาแล้วมากมาย
และเป็นผู้แต่งหนังสือชื่อ
Design the Life You Love: A step-by-step guide to building a meaningful future
โดยเธอประยุกต์กระบวนการออกแบบที่เธอใช้ในงาน
มาใช้กับการออกแบบชีวิตที่รัก

คลิ๊กที่นี่เพื่อชม TedTalk ของเธอเกี่ยวกับ Design the life you love

พอเป็นหนังสือที่เขียนโดย Designer เก๋เลยสังเกตว่า
หนังสือเธอมีตัวอักษรน้อย ใช้รูปที่เธอวาดเป็นตัวสื่อ
หนังสืออ่านง่าย ภาพสวยงาม
รูป เรื่องราวต่าง ๆ ในเล่มกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ผู้อ่านเป็นอย่างยิ่ง

ใน Blog นี้เก๋เลยมาถอดรหัสกระบวนการดีไซน์
ที่ใช้เป็นหัวใจหลักของหนังสือเล่มนี้
พร้อมด้วยตัวอย่างที่ยกให้เห็นแบบเข้าใจง่าย ๆ
และปิดท้ายด้วยวิธีการนำมาประยุกต์ใช้กับการออกแบบชีวิตที่มีความสุข

กระบวนการดีไซน์ของ Ayse Birsel

1. ขั้นตอนแรกเรียกว่าการ Deconstruct your life
ขั้นตอนนี้คือการแยกสิ่งที่เราต้องการดีไซน์ออกเป็นชิ้นย่อย ๆ ก่อน
เพื่อทำความเข้าใจว่าองค์ประกอบนั้นมีอะไรบ้าง
โดยยังไม่ต้องพิจารณาความเชื่อมโยงของแต่ละชิ้น

ยกตัวอย่างเช่น เวลาเราต้องการทำซุปไก่สักถ้วย
ซุปนั้นเวลาถูกแยกส่วนประกอบแล้วมีอะไรบ้าง
ไก่, หัวหอม, แครอต, เกลือ, พริกไทย, น้ำ, หม้อ, ไฟ, ชาม, ช้อน
กระบวนการนี้เรียกว่าเรากำลัง Deconstruct the soup ค่ะ

2. ขั้นตอนที่สองคือการสร้าง POV of your life

Point of View (POV) คือวิธีการที่เรามองสิ่งต่าง ๆ
ดังนั้นถ้าเรามองสิ่งเดิมด้วยมุมใหม่ ๆ
เราจะเกิดความคิดสร้างสรรค์ได้ง่ายขึ้น
“It is how you can decide to SEE the SAME things DIFFERENTLY
that is the heart of CREATIVITY”

Ayse Birsel เล่าให้ฟังง่าย ๆ ว่าเบื้องหลังวิธีการที่ Designer ใช้มอง
เพื่อหามุมใหม่ ๆ ได้แก่
– การกำจัดทิ้งหรือลดรูป (Get rid of)
– การรักษาไว้ (Keep)
– การเปลี่ยนแปลงรูปแบบ (Transform)

มาถึงบรรทัดนี้หลายคนคงเกิดคำถามว่า
นั่นสิมองต่างนี่แหละทำอย่างไร

เราลองมาดูตัวอย่างซุปไก่ที่เกริ่นไว้ข้างต้น
ว่าเราสามารถมองมันอย่างไรให้เป็นซุปแบบใหม่ที่มีความสร้างสรรค์

ถ้าเรา…
…มองซุปนี้เป็นอาหารสำหรับคนทานมังสะวิรัติ
(มองที่ไก่ที่ Deconstruct ไว้)
…มองซุปนี้ว่าสามารถเสริฟแบบเย็นแทนที่จะเสริฟร้อนแบบเดิม ๆ
(มองที่ไฟที่ใช้อุ่น)
…มองซุปนี้ว่าไม่ต้องจำกัดรูปแบบแค่เสริฟอยู่ในชาม
(มองที่ชามซึ่งเป็นภาชานะตอนที่ Deconstruct)
…มองซุปนี้ว่าสามารถเสริฟที่ไหนก็ได้ไม่จำเป็นต้องเป็นบนโต๊ะ
(มองที่โต๊ะที่ใช้เสริฟก่อนหน้านี้)

นี่คือตัวอย่างการมองเพื่อหา POV แบบใหม่ ๆ

3. ขั้นตอนที่สามเรียกว่า Reconstruct your life

ขั้นตอนนี้คือการนำกลับมาประกอบร่าง
ซึ่งตรงกันข้ามกับขั้นตอนแรกคือ Deconstruct
เป็นขั้นตอนของการเลือก (Making choices)

ก่อนมาถึงขั้นตอนนี้ เราได้มองสิ่งเดิมด้วยมุมใหม่
ลองมาดูซิว่าซุปถ้วยเดิม เราสามารถใส่ความคิดสร้างสรรค์
แล้วนำกลับมาประกอบร่างใหม่อย่างไรบ้าง

ถ้าเราลองประกอบร่างใหม่โดยใส่เต้าหู้แทนไก่
ถ้าเราลองปรุงด้วยการแช่แข็งแทนการใช้ความร้อน
ถ้าเราลองเสริฟซุปที่แช่แข็งในรูปแบบแท่งเหมือนไม้ไอศครีมแทนชาม
ถ้าเราลองชวนให้ผู้ใช้เดินถือไปทานที่ไหนก็ได้แทนการนั่งทานที่โต๊ะ

เราอาจจะได้เห็น Soup Pop (เลียนแบบ Ice Pop หรือไอศครีมแท่ง) ก็เป็นได้

4. ขั้นตอนสุดท้ายเรียกว่า Express your life as a new design

ขั้นตอนนี้คือเรากำลังจะสร้างให้มันเกิดขึ้นจริง
เลือกใช้ส่วนผสมที่ทำให้คุณค่าเปลี่ยนไป
ปรุงมันในแบบที่เราต้องการ
เสริฟซุปในรูปแบบที่ทำให้คนทานตื่นเต้น
มันคือการสร้างประสบการณ์ค่ะ

เราอาจจะตั้งชื่อซุปแบบใหม่ของเราว่า Space Soup
เพราะผู้ทานสามารถถือซุปที่เย็นชื่นใจ ถือไปไหนก็ได้
และหยิบมานั่งทานที่ไหนอย่างไรก็ได้
เจ๋งไหมล่ะคะ!

โดยสรุป ถ้าเปรียบเทียบชีวิตเหมือนกันซุป
เราสามารถตั้งคำถามกับตัวเองด้วยการดีไซน์ใน 4 ขั้นตอน

1. Deconstruct: อะไรคือส่วนประกอบบ้าง
2. POV: ส่วนประกอบไหนที่เราอยากเปลี่ยน แทนที่ด้วยสิ่งใหม่ หรือคงไว้
3. Reconstruct: แล้วถ้าเราเปลี่ยนวิธีที่เราปรุงมันล่ะ
4. Express: แล้วถ้าเราเปลี่ยนวิธีที่เรากินมันล่ะ

ใน Blog ถัดไปจะมาเล่าวิธีการประยุกต์ใช้
กระบวนการทั้งหมดกับการออกแบบชีวิตให้มีความสุขค่ะ
สามารถติดตามขั้นตอนต่อไปได้ที่ลิงค์นี้

**************************************************
Photo Credit:
http://www.prhspeakers.com/speaker/ayse-birsel
aysebirsel.com
cindymangomini.com/tag/national-homemade-soup-day-drawing/
http://www.literacyideas.com/point-of-view
minimalistbaker.com/pina-colada-popsicles/
dansippleblog.blogspot.com/2016/02/popsicle-in-space.html

ชีวิตดีขึ้นทุก ๆ ด้าน ด้วยการจัดบ้านแค่ครั้งเดียว

เชื่อว่าพวกเราหลาย ๆ คนคงมีโอกาสได้อ่าน
หรือได้ยินเกี่ยวกับหนังสือ Bestseller เล่มนี้มาบ้างไม่มากก็น้อย
เขียนโดยมาริเอะ คนโด
โดยภาคภาษาอังกฤษใช้ชื่อหนังสือว่า
The life-changing magic of tidying up

และหนังสือเล่มนี้ก็ได้รับความนิยมมากมาย
จน Netflix นำมาสร้างเป็นเรียลลิตี้ทีวีที่ชื่อว่า
“จัดบ้านเปลี่ยนชีวิตกับมาริเอะ คนโด”

โพสต์นี้จึงไม่ได้มาเล่าเกี่ยวกับหนังสืออย่างเดียว
แต่จะมาแบ่งปันด้วยว่าหลังจากได้ทดลองทำ
“Konmari Method” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ มาริเอะ คนโด แล้ว
มันเกี่ยวกับ Life-changing อย่างไร

วิธีจัดบ้านของมาริเอะมีความเฉพาะตัวด้วยวิถีแห่ง Konmari เช่น

1. จัดตามหมวดหมู่ ไม่ใช่ตามพื้นที่ โดยเริ่มจาก
– เสื้อผ้า
– ตามด้วยหนังสือ
– เอกสาร
– ของจิปาถะทั้งหลาย
– และสุดท้ายคือของที่มีคุณค่าทางใจ

แทนที่จะเลือกเป็นสถานที่โดยจัดทุกอย่างที่อยู่ในห้องนั้น ๆ
เราจะเลือกของประเภทนั้นที่มีอยู่ในห้องต่าง ๆ มากองรวมกัน
และนั่นสร้างประสบการณ์ท้าทายและตกตะลึง
เวลาเราเห็นของตัวเองมากองรวมกันท่วมสูง

มาริเอะเล่าว่าจำนวนเสื้อผ้าเวลานำมากองไว้รวมกันแล้ว
มักจะสูงประมาณหัวเข่า
โดยเฉลี่ยจำนวนเสื้อผ้ากองนี้จะอยู่ที่ประมาณ 160 ชิ้น
เก๋เองก็มีความรู้สึกหวั่น ๆ เช่นกันตอนเริ่มเห็นของทั้งหมดของตัวเอง

2. เวลาเลือกว่าจะทิ้งหรือเก็บอะไร
ให้หยิบของสิ่งนั้นมาสัมผัส
แล้วถามตัวเองว่าของชิ้นนั้น “Spark joy”
หรือจุดประกายความสุขให้เราหรือไม่

มาริเอะจะเน้นไม่เก็บสิ่งของไว้ “เผื่อใช้” หรือ “เสียดาย”
เพราะความรู้สึกนั้นเป็น “ภาระ” ที่เราแบกมากกว่าจะเป็น “๋Joy”
ซึ่งนี่เป็นเคล็ดลับเรื่องหนึ่งที่ทำให้เรา
เหลือแต่ของที่ให้ความสุขกับเราจริง ๆ
หลังผ่านกระบวนการ Konmari ที่ปลุกเร้าความสุข

เก๋ตั้งข้อสังเกตว่าตอนลองวิธีนี้
มันทำให้เราไม่ได้พิจารณาแต่ประโยชน์ หรือ Functional
หรืออยู่ในหมวดใช้สมอง มองแล้วคิด
แต่เน้นที่ Sentimental และ Feeling ที่เรามีต่อของสิ่งนั้น
เป็นการใช้สัมผัสหรือ Intuition มาผสมด้วย

พอเราใช้สัมผัส มันทำให้เรากลับมาอยู่กับ “ปัจจุบัน”
กับความรู้สึกที่มีต่อของสิ่งนั้น
โดยไม่ต้องติดกับ “อดีต” หรือ “อนาคต”
ด้วยคำพูดว่า “ซื้อมายังไม่ค่อยได้ใส่” หรือ
“มันก็ยังโอเคอยู่ เก็บไว้ก่อน”

หนังสือภาคต่อของ The life-changing magic of tidying up
บอกเคล็ดลับ How-to ปลุกเร้าความสุขขณะจัดบ้าน

3. ทิ้งก่อนเก็บทีหลัง
คือทิ้งให้เกลี้ยงแบบรวดเดียวจบ
แล้วหาที่วางให้ของทุกชิ้นที่เหลือ

มาริเอะเชื่อว่าคนที่เก็บของเก่งคือคนหวงของ
เราเคยมีความเชื่อผิด ๆ ว่าการจัดบ้านคือการเก็บของเข้าที่
แท้ที่จริงการเก็บของเป็นการหลอกตัวเองว่า
ปัญหาได้รับการแก้ไขแล้ว
เพราะไม่ช้าของที่เก็บก็จะเต็มและห้องจะกลับมารกเหมือนเดิม
นี่คือเหตุผลที่การจัดบ้านต้องเริ่มต้นจาก “การทิ้งของ” เสียก่อน

Marie Kondo กำลังอธิบายวิธีจัดเสื้อผ้าในรายการ เรียลลิตี้ทีวีของเธอ

จากประสบการณ์พอได้ลองทำดูแล้ว
เก๋ได้เห็นหลาย ๆ มุมว่า “การจัดบ้าน”
ช่วยจัดระเบียบความคิด หรือ Mindset ของเราไปในตัว

1. ประสบการณ์ตัวเองตอนจัดตู้เสื้อผ้า
แล้วได้ถามตัวเองแต่ละครั้งตอนจับเสื้อแต่ละชิ้นเพื่อหา Joy
ทำให้เราได้สำรวจว่าของชิ้นนั้นมันจำเป็นหรือสำคัญกับเราอย่างไร

มาริเอะจะเน้นไม่ให้ลดขั้นเสื้อผ้าให้เป็น “ชุดอยู่บ้าน”
ซึ่งเก๋เชื่อว่าผู้อ่านทุกท่านก็มักจะมีชุดนี้ประจำบ้าน
เหตุผลหนึ่งที่มาริเอะไม่อนุญาตก็พอเข้าใจได้ว่า
เรามักจะอยากเก็บชุดที่ไม่ใช่ชุดเก่งไว้เป็นชุดอยู่บ้านเผื่อไว้ได้ใช้
เมื่อนั้นก็จะเป็นช่องว่างให้มีชุดอยู่บ้านมากขึ้น
และไม่ได้ลดจำนวนเสื้อผ้าลงเลย

หลาย ๆ ชิ้นเก๋ก็เคยเก็บไว้เพราะแค่ “เผื่อไว้ได้ใช้”
หรือซื้อมาแล้วยังไม่ได้ใส่ “เสียดาย”
ตามมาด้วยความหวังว่าจะใส่มันสักวัน
ซึ่งสิ่งเหล่านั้นก็ไม่เคยเกิดขึ้นจริง

วิธีของ Konmari เป็นการฝึกปล่อยวางได้ดีทีเดียว

ด้านล่างเป็นจำนวนไม้แขวนเสื้อบางส่วนที่ได้กลับมาจากการ
“ปล่อยวาง” เครื่องนุ่งห่มที่ไม่จำเป็นกับชีวิตหรือไม่ได้ทำให้เรามี Joy จริง ๆ

2. ตอนที่ชวนลูก ๆ จัดห้องของเขา
ก็ได้เรียนรู้ว่าถ้าเป็นเมื่อก่อน
เราจะเข้าไปจัดของให้เขาเลยในฐานะแม่ที่ดี (ที่เราทึกทักเอาเอง)
หรืออีกนัยหนึ่งคือเราเข้าไป “จัดการ” ชีวิตของเขา

แต่พอลองมาใช้วิธี Konmari
ที่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ Sense หรือความรู้สึกกับของแต่ละชิ้น
ของแบบนี้ต้องให้เจ้าตัวเป็นคนบอกเอง ทำแทนกันไม่ได้
เราก็ได้ฟังเหตุผลหรือความรู้สึกว่า
เพราะอะไรลูกเลือกที่จะเก็บหรือจะทิ้งของบางชิ้น

เป็นการฝึกเคารพความคิด ความรู้สึกคนที่เรารัก

และได้ยินเหตุผลหลาย ๆ อย่างที่เราก็คาดไม่ถึง
จากมุมมองของเด็กน้อยที่มีต่อของแต่ละชิ้น

3. ระหว่างทางในการหยิบจับสำรวจของทุกชิ้น
คุณอาจจะได้พบความประหลาดใจปนขำ
เมื่อพบของบางชิ้นของคุณที่ทำให้อุทานว่า
มันมาจากไหน หรือ มันยังอยู่ตรงนี้อีกหรือ!

ของเก๋จะเป็นชุดที่ซื้อมาแล้วมันโดนแอบอยู่ในซอกหลืบของตู้
เพราะความไม่เป็นระเบียบหรือทับซ้อนของเสื้อผ้าที่วางเบียดเสียดเยียดยัด
แล้วเคยทำให้เก๋หงุดหงิดว่าของรักหายไปไหน
ก็เลยไปแก้ปัญหาด้วยการซื้อไม้แขวนเสื้อมาเพิ่ม !

ส่วนของลูกจะเป็นชุดสมัยเด็ก ๆ ของเขา
ที่คงจะเคยผ่านมือมนุษย์แม่ขณะจัดของให้ลูก
แล้วนึกในใจว่า “โตขึ้นเดี๋ยวได้ใช้”
จนตอนนี้ลูกโตเกินของใช้ชิ้นนั้นแล้วก็เพิ่งมาเห็น
หรือเป็นของเล่นที่เขาโตเกินวัยจนของเล่นนั้นไม่ได้รับการสนใจ
และไม่ได้เป็นประโยชน์กับเขาอีกต่อไป

ทำให้เห็นว่าเราพกอดีตเก็บไว้เยอะทีเดียวที่เราไม่รู้ตัว

และถ้าไม่รู้จักวางหรือปล่อยของเดิมที่มีอยู่
ตู้เสื้อผ้าหรือบ้านใหญ่ยักษ์ขนาดไหน
ก็คงไม่พอกับความอยากหรือความต้องการของเราที่ไม่ได้ขัดเกลา

หมวกของลูกชายที่พอมาสำรวจดู ก็พบ Pattern ว่าเรามักจะมีของเหมือนเดิมที่เคยมี หรือเป็นสีเดิม ๆ ที่เราชอบ ซ้ำ ๆ หลายชิ้นโดยที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จริง ๆ จัง ๆ

4. สุดท้ายสิ่งที่เราได้คือ
ความสุขที่มาจากการปล่อยวางสิ่งที่ไม่ได้เป็นสาระสำคัญในชีวิต

มันคือการ Spark Joy ของเรานี่เอง

ดังนั้นใครที่อยากลองฝึกสังเกตมุมมอง ความรู้สึกของตัวเอง
หรืออย่างน้อยเป็นช่วงเวลาที่เราได้สำรวจความคิด
และแถมยังได้ใส่เสื้อผ้า แวดล้อมด้วยของใช้
ในบ้านที่จุดประกายความสุขให้เราจริง ๆ
ขอชวนมาจัดบ้านโดยอาจจะเริ่มจากเสื้อผ้า
ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวด้วยวิธี Konmari ดู

สุขสันต์วันปล่อยวางค่ะ

มุมไบในความทรงจำกับประสบการณ์ Beyond

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2019 เก๋ได้รับเชิญให้ไปรับรางวัล “101 Global Coaching Leader”
จากสถาบัน World HRD Congress
สถานที่จัดงานคือเมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย

award 1

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าอินเดียไม่ใช่ประเทศในฝันของฉัน
และไม่ได้อยู่ใน Wish list
ตอนแรกคิดอยู่เหมือนกันว่าจะไปดีไหมในประเทศที่ไม่เคยไป และต้องไปคนเดียว
จนแฟนแซวว่าฉันชอบชวนลูกค้าออกนอก Comfort zone
ถึงตาตัวเองบ้างก็ควรออกมา Explore เรื่องที่ไม่เคยทำ หรือกล้า ๆ กลัว ๆ เสียบ้าง

ถ้าพูดถึงอินเดียฉันก็จะนึกถึงทริปแสวงบุญต่าง ๆ
แต่คราวนี้เป็นงาน Conference
และผู้จัดก็เลือกจัดงานที่โรงแรมห้าดาวที่มีชื่อว่า Taj Lands End
ฉันเลยเลือกพักที่โรงแรมที่จัดงานเสียเลย
ลึก ๆ คือกลัวค่ะ  ไม่อยากออกไปไหนให้เสี่ยง
Survival Brain มันทำงานชัดเจนมาก

taj 1
วิวด้านนอกของโรงแรม

เห็นวิธีคิดของตัวเองชัดมากขึ้น
ตอนตัดสินใจเลือก Package ห้อง
เพราะเลือก Upgrade ห้องแบบมีรวมบริการใช้ Club Lounge
ได้ห้องกว้างขึ้น อยู่ชั้นเกือบบนสุด (กลายเป็นชนชั้นบนไป)
ได้เห็นวิว Arabian Sea แบบ Top View อันสวยงาม
มีบริการ High Tea และของว่างช่วงบ่าย
หรือจะมาดื่ม Cocktail พร้อมอาหารเบา ๆ ได้ช่วงหัวค่ำ
พร้อมรถรับส่งจากสนามบินถึงโรงแรม
ส่วนอาหาร 3 มื้อนั้นไม่ต้องห่วงอยู่แล้ว เช้ากินในโรงแรม
กลางวันและค่ำมีรวมอยู่ใน Conference package
นั่นอีกแหละค่ะ  ลึก ๆ วิธีคิดตัดสินใจคือมันบอกตัวเองว่าจะไม่ออกไปไหน
จะกินนอน ประชุมมันอยู่ในโรงแรมทั้ง 4-5 วันนั่นแหละ!

room 7
วิวจากห้องพักของฉัน โรงแรมอยู่ติด Arabian Sea

แต่การที่ได้มาพักโรงแรมที่ให้ประสบการณ์ที่ดี
ก็ทำให้ความทรงจำกับมุมไบเป็นความประทับใจ
ขอรวมเรียกประสบการณ์การพักที่นี่ว่า Beyond ละกันค่ะ
ที่ใช้คำว่า Beyond เพราะมันบรรยายความรู้สึกฉันตอนพักโรงแรม
1) ขออะไรไม่เคยได้ตามที่ขอ  มักได้รับบริการ “เหนือ” กว่าที่ Request ไว้ตลอด
2) มี Surprise กับบริการและผู้ให้บริการที่นี่เป็นระยะ ๆ และจากหลาย ๆ Touchpoint (หลายแผนก)

บินคราวนี้เลือกบินกับสายการบิน Jet Airways ของอินเดียค่ะ
ตั้งใจเลือก Flight ที่ไม่ไปถึงสนามบินมุมไบหลังพระอาทิตย์ตกดิน
เราจึงบ๊ายบายเอื้องหลวงและ Thai Smile ไปโดยปริยาย
และเหตุผลของเราคงดูขำ ๆ
แต่ Survival brain เราทำงานตั้งแต่ตอนจองที่พักและสายการบินแล้ว

1) เช็คอิน
เอาว่าตั้งแต่ลงจากรถเข้าโรงแรมเพื่อเช็คอิน
ก็จะมีเจ้าหน้าที่ต้อนรับพาฉันไปรอที่โซฟาในโถง
เพื่อเขาจะไปจัดการเช็คอินที่เคานเตอร์ให้  ฉันไม่ต้องไปเอง
ระหว่างรอก็จะมีเจ้าหน้าที่ต้อนรับผู้หญิงแต่งตัวสวยงามในชุดประจำชาติ
นำสร้อยไม้มาคล้องคอฉัน (โทนมันเหมือนพวงมาลัยกล้วยไม้คล้องคอต้อนรับแขกต่างชาติน่ะค่ะ)
พร้อมกับขออนุญาตฉันก่อนท่องบทสวดอะไรสักอย่างกับถาดดอกไม้ของเธอ
ฉันฟังไม่ออก แต่เก็ทว่าเหมือนอวยพรต้อนรับ
ด้วยความที่ Flight ฉันมาถึงแต่เช้า (9.35 am) ฉันเลยมาก่อนเวลาเช็คอินปกติไปมาก (2 pm)
แต่เขาก็หาห้องให้ฉันเข้าไปพักก่อนจนได้  พร้อมกล่าวขอโทษฉันเป็นการใหญ่ที่ต้องให้รอสักพัก
ใจฉันคิดว่าไม่ต้องขอโทษขอโพยอะไรมากก็ได้  ฉันเองต่างหากที่มาก่อนเวลาไปมาก
แต่ก็ขอบคุณที่เขาจัดหาให้ได้

reception 1
ระหว่างนั่งรอให้พนักงานต้อนรับไปเช็คอินห้อง

reception 2
พนักงานต้อนรับแต่งตัวสวยงาม มาพร้อมกับถาดดอกไม้และสร้อยคอ

2) บริกรยกกระเป๋า
หลังจากนั้นฉันก็ขึ้นไปรอกระเป๋าเดินทางบนห้อง
พอบริกรเอากระเป๋าวางของในห้องเขาคงสังเกตเห็นฉันง่วนจิ้มโทรศัพท์
คือฉันพยายาม Set-up Wifi อยู่
เขาเดาใจฉันถูกค่ะ  รีบถามว่าเธอต้องการ Wifi ใช่ไหม
พร้อมรีบไปหยิบการ์ดห้องที่ระบุรหัสมาให้
เป็นความช่างสังเกตที่เกินหน้าคนยกกระเป๋าค่ะ
แถมถามฉันต่อว่าเธอเพิ่งมา ต้องการไปไหนหรือทำอะไรหรือเปล่า
ฉันก็เอ่ยชื่อสถานที่ที่ท่องมาล่วงจาก Web แนะนำการท่องเที่ยว
คนยกกระเป๋าถามต่อค่ะว่าฉันมีเวลาเท่าไร
แล้วช่วยประเมินให้เสร็จสรรพว่าที่ไหนควรไปในเวลาครึ่งวันที่ฉันมี
(ฉันมี Networking night วันนั้นกับผู้ร่วมงานคนอื่นก่อนเริ่มการสัมมนาในวันรุ่งขึ้น)
พร้อมบอกเราว่าถ้าเธอต้องการ เขาสามารถจัดหารถรับส่งตามสถานที่ที่ฉันอยากไปได้นะ
นี่ฮีก็กลายร่างเป็นไกด์แนะนำการท่องเที่ยวให้ฉันในวันแรกที่ฉันยังเบลอ ๆ

3) เจ้าหน้าที่ Front Desk
ตอนนี้ท้องร้องค่ะ เพราะอาหารบน Jet Airways ฉันไม่ถนัดจริง ๆ
แอบสารภาพด้วยว่านี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เดินทางต่างประเทศแล้วขนมาม่าและคัพโจ๊กใส่ในกระเป๋ามาด้วย
แฟนที่บ้านเห็นแล้วขำในพฤติกรรมแปลกใหม่ของฉัน
เพราะปกติฉันก็เดินทางไปหลายประเทศและเป็นคนทานอาหารไม่ยากค่ะ
แต่ฉันกังวลตั้งแต่ก่อนมาว่าจะกินได้ไหม
ทั้ง ๆ ที่เพื่อนคนไทยก็บอกว่าอาหารเช้าที่ Taj Lands End นั้นรสเลิศ

ทีนี้ฉันก็มองหากาต้มน้ำร้อนสิคะเพราะจะนำมาม่ามาโซ้ยก่อนค่อยนั่งคิดอ่านวางแผนช่วงบ่ายที่เหลือ
หาไม่เจอค่ะคุณ  และมั่นใจมากกว่าห้องระดับนี้ไม่มีกาต้มน้ำเป็นไปไม่ได้
ว่าแล้วก็ลงไปถามเจ้าหน้าสักคนที่เคานเตอร์
คำตอบที่ได้รับคือเขาถามฉันกลับว่าอยู่ห้องเบอร์อะไร
แล้วเขาก็หลับตาจินตนาการ Layout และเฟอร์นิเจอร์ในห้อง
พร้อมบอกตำแหน่งกาต้มน้ำว่าวางไว้อยู่ในเก๊ะตรงนี้ ถัดมาจากโคมไฟของเธอตำแหน่งนี้
ประหนึ่งเหมือนบอกลายแทงกันทีเดียว
และฮีแม่นมากค่ะ  มันอยู่ตรงนั้นเลยตอนฉันกลับมาดู
สิ่งที่ Amaze คือฮีท่องและจดจำ Layout ของห้องในแต่ละชั้นที่ต่างกันได้กระนั้นเชียวหรือ
มันทำให้แขกที่พักอย่างฉันรู้สึกปลอดภัยและสบายใจว่าเราอยู่ในการดูแลของคนที่รู้จริงในงานที่ทำ


4) บริกรในห้องเลานจ์
มีบางวันฉันสัมมนามาทั้งวันก็รู้สึกเพลีย ๆ เพราะหัวข้อเยอะมากในแต่ละห้องย่อย (ตั้งแต่ 9 am-7 pm)
ไม่นับรวม Dinner ทุกคืนที่เป็น Networking night ตั้งแต่ 8-10 pm
ช่วงค่ำ ๆ ที่เขาให้เบรคฉันเลยมานั่งดื่มที่ The Taj Club
ห้องเงียบเป็น Private Lounge ดีค่ะ
มองไปเห็นวิว Arabian Sea ยามพระอาทิตย์ตกดิน
คือเวลาเหน่ื่อย ๆ มานั่งปุ๊บฉันก็แจ้งบริกรแบบสิ้นคิดเลยว่าขอสไปรท์สักแก้ว
บริกรในห้องเลยถามฉันต่อว่าแน่ใจเหรอ Madam เธออยากรับ Cocktail สักแก้วไหม
ไอ้เราก็เออก็ดีนะ  แล้วก็สั่ง Pina Colada
ตอนเขามาเสิรฟ์คุณบริกรก็ถามฉันต่ออีกว่า เธออยากได้ถั่วหรือ Snack มาทานแกล้มบ้างไหม
เราก็ว่าไม่เลวนะ  ขอสักที่ก็ดี
สุดท้ายก็เลยได้จิบ Cocktail แกล้ม Cashew nut เม็ดโต ชมพระอาทิตย์ตกดิน
ก็เลยรู้สึกขอบคุณคนให้บริการที่เขาคิดเผื่อ
เพราะแค่เขาเสริฟ์สไปรท์ทื่อ ๆ ตามที่ฉันสั่งแต่แรกก็ Meet customer’s expectation แล้ว
แต่อย่างที่บอกล่ะค่ะว่าประสบการณ์ที่นี่มัน Beyond
และเขาไม่ได้ Up-sell หรอกค่ะ  เพราะฉันไม่ได้ต้องจ่ายอะไรเพิ่ม
ทุกอย่างมันถูกรวมอยู่ใน Package ที่ฉันซื้ออยู่แล้ว


5) พ่อบ้านประจำชั้น
เพิ่งได้ Feel กับคำว่า “ใส่ใจในรายละเอียด” ก็ตอนมาเห็นว่า
พวกนามบัตรบนโต๊ะทำงาน และเครื่องสำอาง Toiletry ในห้องน้ำที่ฉันวาง ๆ ไว้สะเปะสะปะ
มันถูกจัดเรียงบนผ้าลูกไม้อย่างเป็นระเบียบที่พ่อบ้านประจำชั้นนำมาประดับเพิ่มให้
คือสารภาพว่ารู้สึกเขินนิดหน่อยที่ข้าวของตัวเองวางไม่เป็นระเบียบ
และมันถูกนำมาวางจัดเรียงโดยคนอื่นอย่างตั้งใจ


ทุกวันค่ำ ๆ คุณพ่อบ้านประจำชั้นก็จะนำกลีบกุหลาบมาร้อยเรียงเป็นรูปดอกไม้
วางไว้ตามหัวมุมใกล้ ๆ กับสวิสต์ไฟตามมุมต่าง ๆ
เป็นความใส่ใจของพ่อบ้านประจำชั้นที่ฉันไม่เคยเห็นหน้า

room 9

มีคืนสุดท้ายก่อนกลับเขามาเคาะประตูห้องถามว่าเธอกลับพรุ่งนี้ใช่ไหม
เราก็ตอบไปพร้อมกับงง ๆ ในใจว่าถามเพื่อไร
เขาหายไปสักพักและกลับมาพร้อมถุงผ้าที่ใส่ Toiletry อุปกรณ์ทำเล็บ
ซึ่งปกติไม่ได้มีอยู่ในอุปกรณ์ Standard ที่โรงแรมเตรียมไว้ให้

room 11

6) ห้องอาหารเช้า
พอวันท้าย ๆ ฉันเริ่มเพลีย ๆ เพราะ Agenda ยาวและมี Networking ถึงดึกทุกคืน
บางเช้าในห้องบุฟเฟต์ฉันเลยตั้งใจไปนั่งมุมไกล ๆ ที่ไม่ค่อยมีคนเดินผ่าน
ยอมเดินตักอาหารไกลหน่อย  แต่ก็ได้นั่งกินอะไรเงียบ ๆ ชมทะเลของฉันไป
แต่ก็ไม่วายหลุดรอดสายตาของบริกรผู้เอาใจใส่
เช้านั้นฉันนั่งโดยที่อย่างน้อยมีคนเดิมมาดูฉัน 3-4 รอบเพียงเพื่อที่จะถามฉันว่า
ทุกอย่างโอเคไหม  มีอะไรขาดเหลือให้ฉันช่วยคุณได้บ้าง
โถ….ฉันหนีมาไกลยังอุตส่าห์ไม่หลุดรอดสายตาพวกคุณเนอะ
อีกเรื่องที่ชอบในห้องอาหารเช้าคือการได้ดื่มชานมท้องถิ่นอุ่น ๆ ผสมเครื่องเทศที่ชื่อว่า Chai
วิธีเสริฟ์เขาก็ไม่ธรรมดา  แทนที่จะให้แขกหยิบแก้วไปรินจากกา
เขาเสริฟ์แบบในรูปค่ะ  ได้บรรยากาศไปอีกแบบ


7) เรื่องอื่น ๆ
มานั่งประมวลดู ฉันได้รับ Surprise gifts มาหลายครั้ง
ถึงจะเป็น Gift ที่ถูกตระเตรียมไว้แล้วก็เถอะ
แต่มันก็ถูกออกแบบมาให้แขกรู้สึก Surprise ในแต่ละช่วง
ไม่ว่าจะเป็นสร้อยคอตอนเช็คอิน
ถุงผ้าพร้อมชุดล้างเล็บจากคุณพ่อบ้านประจำชั้น
หรือแม้แต่ตอนเช็คเอาท์
พนักงานแคชเชียร์บอกว่ารอแพร็บนะ  ฉันมี Gift มอบให้
ว่าแล้วเขาลุกไปหยิบถุงผ้าเล็ก ๆ ข้างในเป็นสร้อยข้อมือ
เห็นแว๊บแรกคิดในในว่าเออนะ เดี๋ยวจะใส่ให้เข้าชุดกับสร้อยคอที่ได้มาวันแรก

อีกเรื่องที่ทำให้ฉันสบายใจคือลุ๊คที่เนี๊ยบดูสะอาดของบริกร
คนอินเดียเวลาไม่ยิ้มหน้าตาอาจจะดูดุสำหรับเรา
หนวดเคราเอย ผมดกดำเข้มตลอดเวลา
ฉันรู้สึกกังวลเล็กน้อยยามไปเดิมใน City หรือ Mall ในวันแรกที่มาถึง
วันแรกฉันไม่ได้ไป Tourist attraction
แต่เลือกไปสถานที่ที่ไม่ไกลมากจากโรงแรมเพราะมีงานตอนเย็นนั้น
ฉันเลยเป็นต่างชาติอยู่คนเดียวค่ะ  เป็นจุดเด่นมาก  รู้สึกแปลกแยกอย่างเห็นได้ชัด
คนอินเดียเขาอาจไม่ได้ดุอะไร  แต่เขาก็ไม่ใช่สยามเมืองยิ้มอย่างเรา
คนให้บริการข้างนอกจะลุคแบบหนวดเคราเฟิ้มสักนิด
ในขณะที่เมื่ออยู่ในโรงแรม พนักงานทุกคนจะโกนหนวดเรียบร้อย
หวีผมใส่เจลเรียบแปล้ ดูแล้วสบายใจยิ่งนัก

ในรูปด้านล่างฉันไปทำผมที่ร้านในเมืองค่ะ
คนที่เมืองไทยเห็นรูปพากันบอกว่าช่างกล้านะเธอ
บอกว่าเหมือนฉันอยู่กับผู้ก่อการร้าย
แต่พนักงานเขาสุภาพค่ะ เพราะฉันเลือกร้านไม่โลโซนัก
กลัวตายเหมือนกัน  แต่คุยกันเมื่อยมือนิดหน่อย
อธิบายเรื่องทรงผมกัน และคนอินเดียพูดภาษาอังกฤษฟังไม่ง่ายเท่าไร


วันท้าย ๆ ฉันเริ่มคุ้นเคยมากขึ้น  ก็เลยตัดสินใจออกเที่ยวตามลำพัง
เพราะมีเวลาก่อนไฟล์ทดึกขากลับ
หาข้อมูลเอาตาม Web และขอบคุณ App อย่าง Uber และ Google Map
ที่ทำให้ฉันไม่ต้องกังวลหรือโดนชาร์จ Overprice
หรือออกนอกเส้นทางเพราะฉันคอยเช็ค App ตลอดตอนอยู่บนรถ
(อันนี้ Survival brain ก็ยังทำงานอยู่)

ฉันเลือกไปเกาะที่ต้องลงเรือบ้าง  ก็ต้องคอยถาม ๆ เขาเอาตลอดทาง
เพราะป้ายมันก็ไม่ได้มีภาษาอังกฤษทุกอัน
และการจัดเรียงก็ไม่ได้เป็นระบบระเบียบเหมือนประเทศทางตะวันตกนัก
แต่สุดท้ายก็ผ่านไปด้วยดี


สารภาพว่าฉันก็กลัวเหมือนกันตอนเดินทางคนเดียว
โดยเฉพาะเวลาที่คนขับอยู่ดี ๆ ก็จอดรถข้างทาง
พร้อมหันมาบอกว่า “Madam, give me 2 mins”
ฉันใจเสียเลยค่ะว่าหยุดเพื่อไร
เขาบอกว่าเขาขอเข้าห้องน้ำ ว่าแล้วก็ลงจากรถไป
ฉันนี้หันหลังแทบจะ 360 องศากวาดสายตาตามเขาไปว่าเข้าห้องน้ำจริง ๆ ตรงไหน
หรือไปตามใครมาเพิ่มหรือเปล่า

แต่จะบอกว่าไม่ใช่ฉันคนเดียวที่กังวลนะคะ
มีอยู่วันหนึ่งขณะเรากำลังนั่งสัมมนา เป็นเวลาสัก 17.30 น.ได้แล้ว
เพื่อนผู้เข้าสัมมนาสุภาพสตรีต่างชาติท่านหนึ่งที่ฉันเพิ่งรู้จัก
บอกว่าเธอต้องกลับโรงแรมแล้ว (เธอพักที่อื่น)
Session ที่เหลือถ้าน่าสนใจฝากแชร์วันรุ่งขึ้นให้หน่อย
สอบถามได้ความว่าเธอกังวลไม่อยากนั่ง Taxi ตอนมืดคนเดียว

ส่วนสุภาพสตรีอีกคนชาวต่างชาติบอกว่าพอทราบว่าจะต้องมาสัมมนาที่นี่คนเดียว
เลยชวนสามีมาด้วยกันแล้วขากลับจะแวะไปเที่ยวทัชมาฮาลอีกเมืองด้วย
ฉันก็ อืมม์นะ คนอื่นก็เป็นเหมือนเรา
ยามเป็นผู้หญิงเดินทางคนเดียวไปในที่ที่ไม่คุ้นเคย
(คือลำพังฉันเองก็ไม่ใช่สายแบกเป้เที่ยวลำพัง)

trip 4

ที่เล่ามาทั้งหมดเป็นมุมไบในความทรงจำที่น่าประทับใจ
ซึ่งต่างจากมุมไบในความมโนแรกของฉันยามอยู่เมืองไทย

ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ค่ะ

รีวิว “นิทรรศน์รัตนโกสินทร์” นิทรรศการที่มีรูปแบบนำเสนอที่ไม่ธรรมดาและน่าตื่นเต้น

วันนี้ขอเปลี่ยนบรรยากาศจากการพูดคุยถึง Self-Development มาเป็นการชวนเที่ยวสบาย ๆ ในกรุงเทพ ฯ ของเราบ้าง  ซึ่งถือเป็นการเรียนรู้อีกแบบหนึ่งที่ไม่ได้อยู่ในห้องเรียนสี่เหลี่ยม  เพราะในระยะหลัง ๆ เราเริ่มได้ยินคอนเส็ปท์การเรียนรู้ 70-20-10 กันมาพอสมควร (รายละเอียดของการเรียนรู้แบบ 70-20-10 จะแยกอยู่อีกโพสท์ค่ะ)

สถานที่ที่วันนี้จะชวนไปชมเรียกว่าเป็นห้องนิทรรศการเกี่ยวกับกรุงรัตนโกสินทร์ที่ร่วมสมัย เรียกว่า นิทรรศน์รัตนโกสินทร์  ตั้งอยู่บนถนนราชดำเนินกลางใกล้กับอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

ตั้งอยู่ติดกับวัดราชนัดดา
ตั้งอยู่ติดกับวัดราชนัดดา

ภาพวิวเมื่อถ่ายจากชั้นบนของตึก
ภาพวิวเมื่อถ่ายจากชั้นบนของตึก

บัตรเข้าชมราคา 100 บาทสำหรับผู้ใหญ่  เด็กสูงไม่ถึง 110 ซม. ไม่เสียค่าใช้จ่าย ถ้าเป็นนักเรียนมีบัตรนักเรียนมาเข้าชมฟรี  แนะนำว่าถ้ามาวันเสาร์-อาทิตย์  ควรมาแต่เช้า (เปิดตั้งแต่ 10.00-19.00 น. หยุดทุกวันจันทร์)  เพราะคิวว่างให้จองเวลารอบใด ๆ ก็ได้ค่ะ  เคยโทรไปถามแล้ว  เขาไม่รับจองบัตรล่วงหน้าทางโทรศัพท์นะคะ  ต้องมาซื้อหน้าเคาน์เตอร์  ส่วนเรื่องที่จอดรถสำหรับคนที่นำรถมา  เขามีที่จอดตรงซอยด้านข้างตึกแต่จอดได้ไม่เยอะประมาณ 10 กว่าคัน  ถ้าที่จอดเต็มก็ให้ไปจอดที่วัดราชนัดดาซึ่งจะเสียค่าจอดชั่วโมงละ 30 บาท

ภายในตึกจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับกรุงรัตนโกสินทร์โดยแบ่งเป็น 2 เส้นทาง

เส้นทางแรก

เน้นเรื่องประวัติศาสตร์ เหตุการณ์ที่สำคัญ ศิลปวัฒนธรรม  ใช้เวลาชมทั้งหมด 2 ชั่วโมง  เวลาเข้าไปชมเราจะลงทะเบียนเข้าชมเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ตามเวลาที่เลือก (มีรอบให้เลือกทุก 20 นาที)  และจะมีเจ้าหน้าอธิบายรายละเอียดประจำห้องนิทรรศการทุกห้อง

IMG_0036 IMG_0034

ส่วนห้องที่แสดงศิลปวัฒนธรรม สิ่งที่น่าสนใจคือการฉายภาพการแสดงแบบ 360 องศา ให้ผู้ชมเข้าไปนั่งในห้องฉายที่เป็นวงกลม จอภาพจะขึ้นที่ฉากรอบ ๆ ห้อง แสง สี เสียง แบบนั่งพื้นสบาย ๆ (ถ้าเป็นผู้สูงอายุจะมีเก้าอี้ตรงกลางไว้ให้นั่ง)

IMG_0049 IMG_0050

บางห้องนิทรรศการก็ให้ผู้ชมมีส่วนร่วม เช่น ชักหุ่นกระบอก

IMG_0056 IMG_0046

หรือเราร่วมภ่ายภาพเราแล้วนำมาขึ้นในวิดีทัศน์  ก็สนุกสนานไปอีกแบบ

IMG_0057 IMG_0074

ส่วนด้านบนของตึกจะมีร้านกาแฟเล็ก ๆ ของ True Coffee ไว้ให้บริการเพื่อซื้อกาแฟ ของว่าง  แล้วนั่งจิบกาแฟเพื่อชมวิวโดยรอบ

นางแบบจำเป็น  ถ่ายจากจุดชมวิว   เหมือนอยู่ Angel City หรือแปลว่า กรุงเทพ
นางแบบจำเป็น ถ่ายจากจุดชมวิว
เหมือนอยู่ Angel City หรือแปลว่า กรุงเทพ

หลังจากจบสองชั่วโมงแรก  เรามีเวลาเหลือไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงเพื่อทานข้าว  แล้วเข้าชมเส้นทางที่สอง  ซึ่งอันนี้แล้วแต่เวลาที่เราจองนะคะ  ด้วยตั๋วที่เราซื้อจะเลือกชมเส้นทางไหนก่อน  หรือจะชมรอบไหนก็ได้ตามอัธยาศัย

ถามเจ้าหน้าที่เรื่องทานอาหารเห็นว่าสามารถทานอาหารที่ร้าน True Coffee แต่เป็นอาหารเวฟ  ถ้าเป็นด้านข้างตึกจะเป็นร้านอาหารตามสั่ง  ส่วนถ้าเดินเลยไปอีกเล็กน้อยตรงถนนดินสอจะมีร้านอาหารให้เลือกมากมาย  ผู้เขียนและครอบครัวมีเวลาทานไม่มาก ประกอบกับมีเด็กเล็กอีก 2 คน  เราเลยตัดสินใจทานร้านอาหารตามสั่งข้างตึก

ร้านอาหารตามสั่งข้างตึก
ร้านอาหารตามสั่งข้างตึก

รสชาติใช้ได้  อาหารตามสั่งเช่น ข้าวราดกระเพรา  เริ่มต้นที่จานละ 35 บาท  ของเราสี่คนเด็กสองผู้ใหญ่สอง  ทั้งมื้อหมดไป 190 บาท  ใช้เวลารวม ๆ ประมาณ 40 นาที กินเสร็จวิ่งเข้าไปชมเส้นทางที่สองตามรอบที่จองไว้

เส้นทางที่สอง

เส้นทางนี้จะเป็นเรื่องไลฟสไตล์ความเป็นอยู่ของผู้คนบนเกาะรัตนโกสินทร์  และพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ทั้ง 9 รัชกาล

IMG_0099 IMG_0122

มีร้านรวงที่จำลองห้างร้านสมัยก่อนให้ได้สัมผัสกันจริง ๆ

IMG_0123 IMG_0136

บางช่วงก็เป็นการนั่งเรือ รถรางจำลอง  เปลี่ยนฉาก แสง เสียงรอบ ๆ  ทำให้เราเหมือนได้ไปอยู่ในยุคนั้นจริง ๆ

IMG_0101 IMG_0103

ครึ่งหลังเป็นสื่อแสดงถึงพระราชกรณียกิจในรัชกาลต่าง ๆ

IMG_0128 IMG_0130

ความรู้เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย เช่น เพลงชาติไทยที่แต่งเป็นครั้งแรกก็ไม่ใช่เพลงที่เราร้องอยู่ในปัจจุบัน

IMG_0119 IMG_0120

สรุปว่าวันนี้เราใช้เวลาอยู่ที่นิทรรศการแห่งนี้ 5-6 ชั่วโมง  เนื่องจากเข้าชมทั้งสองเส้นทาง  แต่เชื่อหรือไม่ว่าเวลาผ่านไปแบบไม่รู้ตัว  แถมสิ่งที่ชื่นชมมาก ๆ คือเจ้าหน้าที่ที่นี่ ทุกคนมีหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส  แต่งตัวเรียบร้อย  พูดจาสุภาพ  พูดคุยทักทายกับเด็ก ๆ  สัมผัสได้ถึง Service mind  อันนี้ชื่นชมมาก ๆ  และฝากไปยังเจ้าของสถานที่ให้ชื่นใจและเป็นกำลังใจด้วยค่ะ

หวังว่ารีวิววันนี้จะทำให้พวกเราหันกลับมามองประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์และได้สัมผัสถึงนวัตกรรมของคนไทยที่ตั้งใจนำเสนอความภาคภูมิใจในความเป็นไทยในรูปแบบร่วมสมัยและน่าติดตาม

เราให้คะแนน 9 เต็มสิบค่ะ  (เปรียบเทียบจากประสบการณ์ตนเองที่ได้เคยไปนิทรรศการหรือพิพิธภัณฑ์ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่สิงคโปร์ เช่น Image of Singapore ที่เกาะ Sentosa)  ของเรายอดเยี่ยมทีเดียวค่ะ

เชื้อเชิญ ชักชวน ให้ไปชมกันเยอะ ๆ นะคะ