ฮาวทูทิ้ง ทิ้งปีเก่าแล้วก้าวสู่ปีใหม่

เป็นภาพยนตร์เข้าฉายช่วงสิ้นปี
ว่าด้วยเรื่องการปล่อยวางประสบการณ์ความทรงจำเดิม
เพื่อเริ่มสู่ชีวิตใหม่
ผ่าน Symbolic ในหนังกับการโละทิ้งสิ่งของที่มี

เรื่องราวเริ่มต้นที่นางเอกของเรื่อง (จีน)
มหาบัณฑิตจบจากสวีเดนย้ายกลับมาประเทศไทย
และต้องการจะ Renovate บ้านเดิม
ที่อาศัยกับครอบครัวมาหลายสิบปี
ให้เป็น Home office สไตล์ Minimalist แบบที่เธอชื่นชอบ
เรื่องราว ประสบการณ์ การเรียนรู้
และการเติบโตทางความคิดของนางเองจึงเริ่มต้นขึ้น


ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นฝึมือกำกับของเต๋อ นวพล
ผู้กำกับคนเดียวกับเรื่อง “ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ”
ที่ได้รับกระแสตอบรับดีก่อนหน้านี้
(อ่านรีวิวภาพยนตร์ฟรีแลนซ์ได้ที่นี่)
สำหรับหนังเรื่องนี้ถึงจะวางตัวเป็นหนังรัก
แต่ไม่ใช่หนังรักสไตล์ตึ่งโป๊ะ ดูแล้วขำ อมยิ้ม หรือฮากระจาย
แบบเรื่องก่อน ๆ หน้านี้ของเต๋อ
ช็อตขำคงได้แบบยิ้มที่มุมปาก
เพราะน้ำหนักไปอยู่ที่อารมณ์ดำดิ่งของหนังเสียมากกว่า

ฮาวทูทิ้งมีบางส่วนที่อ้างถึงการจัดบ้าน
จากหนังสือ New York Times Best seller ของมาริเอะ คนโด
ที่ชื่อว่า “The life-changing magic of tidying up”
หรือชื่อไทยว่า
“ชีวิตดีขึ้นทุกด้านด้วยการจัดบ้านครั้งเดียว”
อ่านรีวิวของหนังสือเล่มนี้ได้ที่นี่

ในภาพยนตร์อ้างถึงวิธีการจัดบ้าน
ที่ก่อนจะทิ้งสิ่งของอะไร
ให้เราถือสิ่งของนั้นในมือแล้วถามตัวเองว่า
ของชิ้นนั้นยัง Spark joy ให้กับเราอยู่หรือเปล่า

นางเอกของเราทิ้งสิ่งของต่าง ๆ ไปอย่างง่ายดาย
โดยไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรทั้งสิ้น
มุมนี้หนังพยายามสื่อให้เห็นถึงคาแร็คเตอร์ของจีน
ว่าเป็นคนที่ไม่ผูกพัน
ไม่เชื่อมโยงความรู้สึกอะไรกับใครง่าย ๆ
ไม่สัมผัสว่าอดีตเคยทำบางเรื่องที่สร้างบาดแผลอะไรกับใครไว้

ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าเพราะเหตุนี้นางเลยพิศมัย Minimalist ด้วยหรือเปล่า
ที่ไม่ชอบความเยอะ รุงรัง ไม่ใช้สีสันฉูดฉาดใด
และในภาพยนตร์เองจีนปรากฏกายในทุกฉาก
ด้วยเสื้อสีขาว โทนเรียบง่าย
ผมเผ้าตัดสั้น ทัดหู หน้าตามีเครื่องสำอางบางเบา
ประกอบกับสีโทนของหนัง
ที่อาจเป็นความตั้งใจของผู้กำกับ
ทำโทนออกมาหม่น ๆ เรียบ ๆ

จะมีก็แต่นางเอกของเราที่รับบทโดย ออกแบบ ชุติมณฑน์
ที่แบกอารมณ์ซ่อนอยู่ลึก ๆ
ผ่านการแสดงบนสีหน้า แววตาตลอดทั้งเรื่อง
แบบ Less is More
หนังเรื่องนี้เลยเข้าทำนอง น้อยแต่หนัก
คือบทสนทนาที่แช่อยู่กับบางช็อตยาว ๆ
ไม่ปรู๊ดปร๊าดตัดฉับไปมา หรือให้ตัวละครต้องกระโดดโลดเต้น วี๊ดว๊ายยามไม่พอใจ

เรื่องราวดำเนินไปถึงจุดเปลี่ยนเมื่อนางเอก
พยายามจะนำสิ่งของที่เคยคิดจะทิ้ง
นำไปคืนให้เจ้าของแต่ละคน
เพราะเธอเริ่มตระหนักว่าของเหล่านั้นอาจไม่มีคุณค่าต่อเธอ
แต่อาจมีคุณค่าทางใจกับใครบางคน
ทำให้เธอมีโอกาสได้ยิน ได้ฟังความรู้สึก
อารมณ์ของเจ้าของสิ่งของแต่ละอย่าง
พร้อมอดีตที่เธอเคยมีส่วนในความทรงจำนั้น ๆ

ตรงนี้ภาพยนตร์ทำให้เราได้ยินเรื่องราวเดียวกันจากอีกมุมหนึ่ง
เหมือนเราเข้าไปสวมรองเท้าเป็นคนนั้น
(Put yourself into their shoes)
หรือหลายครั้งเราใช้คำว่า Empathy
(เอาใจเขามาใส่ใจเรา)
กระนั้นช่วงแรก ๆ นางเอกก็ยังปฏิเสธกับความรู้สึกนี้
และพยายามบอกตัวเองว่า
อย่าให้ “อีโม” (Emotion) เข้าครอบงำ

ไม่เว้นแม้แต่อดีตที่คุณแม่ของจีนผูกไว้กับเปียโนตัวโปรดของพ่อ
ผู้ซึ่งได้จากครอบครัวนี้และไปมีครอบครัวใหม่นานแล้ว
หากแต่แม่ของเธอยังไม่ยอมให้ทิ้งเปียโน
(ทั้ง ๆ ที่ไม่มีใครเล่น)
และวนเวียนร้องเพลงคาราโอเกะ “กุหลาบแดง”
ซ้ำไปซ้ำมายามอยู่บ้าน
กินและนอนบนโซฟาตัวเดิม ๆ
(ใครนึกไม่ออกว่าเพลงอมตะนี้คืออะไรคลิ๊กลิงค์นี้)

แม่ของจีนเสมือนเป็นตัวแทนของคนที่ยังฝังใจอยู่กับอดีต
และยังไม่สามารถ “Move on”
(เป็นคำพูดที่จีนใช้บ่อย ๆ เพื่อตัดอะไรบางอย่างทิ้งจากชีวิต)

Setting ในฉากทำให้ผู้เขียนนึกถึงบรรยากาศที่บ้านตัวเองจริง ๆ สมัยยังเด็ก มันเหมือนมาก ๆ สำหรับบ้านที่เป็น Home Office แบบสมัยก่อน โต๊ะทำงานเหล็กที่คุ้นตา และโต๊ะเดียวกันที่ครอบครัวใช้เป็นทั้งโต๊ะทำงานและโต๊ะกินข้าว พร้อมปฏิทินตัวเลขใหญ่แบบแขวนข้างผนัง


เรื่องมา Peak ช่วงที่จีนได้รู้จักตัวเอง
ผ่านอดีตที่เธอเคยมีกับแฟนเก่าอย่างพี่เอ็ม
และเขาเป็นอีกหนึ่ง Item ที่ถูกเธอทิ้งแบบหายไปไม่กล่าวลา
ช่วงที่เธอย้ายไปเป็นนักศึกษาในสวีเดน

อารมณ์มาปะทุตอนที่เอ็มมาโพล่งช่วงท้ายของเรื่อง
ว่าตอนที่จีนนำของมาคืนพร้อมกล่าวคำขอโทษเขา
จีนทำทั้งหมดเพื่อใคร?
เพื่อเอ็มจะได้ยกโทษให้?
เพื่อจีนจะได้รู้สึกผิดน้อยลงกับตัวเอง?
มาช๊อตนี้ในฐานะคนดูเลยเหมือนโดนบทและผู้กำกับต่อยจนจุก
เริ่มสะอึกกับความตั้งใจเวลาเราขอโทษใครสักคน
ว่าหลายครั้งเราบอกว่าเรากล่าวขอโทษเพื่อใคร
เรารับผิดชอบจริง ๆ กับความรู้สึก
ความคิดของคนรอบข้าง
กับการกระทำ (ที่อาจจะรู้เท่าไม่ถึงการณ์)
ของเรามากน้อยแค่ไหน

ได้อ่าน Comment ของหลาย ๆ คนที่ดูเรื่องนี้
แล้วรู้สึกเกลียดจีน มองว่าเป็นคนเห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ
ในบทเองก็ให้จีนพูดบ่อยเหลือเกินกับคำว่า
“เราต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง”
อันนี้ถือว่าบทและผู้กำกับทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี
ที่ทำให้เรารู้สึกเยี่ยงนั้นต่อมนุษย์คนหนึ่ง

แต่เชื่อหรือไม่ว่าเราอาจพบเห็นคนลักษณะนี้บ่อย ๆ ในสังคม
(ส่องกระจกไปบางทีก็เจอ)
ที่เคยบอกตัวเองด้วยคำพูดแบบนั้นเวลาตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง
โดยที่ยังไม่ได้พิจารณาถึงผลกระทบรอบด้านที่เกิดขึ้นจากตัวเรา


เก๋เดินออกจากโรงหนังด้วยข้อคิด 2 เรื่อง

1. เวลาตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง
เราได้สร้างผลกระทบกับคนรอบข้างอย่างที่เราอาจไม่เคยตระหนักบ้างไหม
(ในภาพยนตร์ใช้ตัวแทนผ่านการ “ทิ้ง”
ซึ่งจริง ๆ มันเป็นคำกริยาอะไรก็ได้ในชีวิตที่เรามีกับผู้คน)

2. พูดว่า “Move on” แบบนางเอกมันง่าย
แต่เอาเข้าจริงสำหรับบางเรื่องทำได้ไม่ง่ายเหมือนที่พูด
วิธีการคือเราควรมีการแทรกแซงปรับเปลี่ยน (Intervention)
หรือทำบางอย่างที่ออกนอกวิถีเดิม ๆ ที่เคยทำ
เพื่อเอาตัวเองออกไปเรียนรู้ แลกเปลี่ยน รับฟังมุมใหม่ ๆ ที่ไม่เคยสัมผัส

อย่างในเรื่องถ้าจีนไม่เริ่มภาระกิจ
การไล่คืนของที่เธอเคยจะทิ้ง
ให้บรรดาผองเพื่อนหรือคนรักเก่า
(เพราะการทิ้งแบบเดิม โดยไม่พูดจา ไม่กล่าวอำลา
เป็น Pattern หรือวิถีเดิม ๆ ที่เธอเป็นอยู่แล้ว)
เธอคงไม่ได้เรียนรู้ชีวิตในมุมใหม่
ไม่ได้เติบโตทางความคิดในการสัมผัสกับความรู้สึก
ของคนอื่นแบบที่ไม่เคยเข้าใจมาก่อน
และนั่นเป็นความหมายของคำว่า Move on ที่แท้ทรู
คือไม่ได้เปลี่ยนแค่พฤติกรรม
แต่รวมถึงจัดระเบียบมุมมองความคิดใหม่ต่อเรื่องเดิม
จึงจะสามารถทำให้เราก้าวไปข้างหน้าแบบไม่พะวงหลัง


แล้วคุณผู้อ่านล่ะคะ
ปีใหม่นี้ตั้งใจ Move on อะไรที่ออกจากวิถีเดิม ๆ ที่ตัวเองเป็นอยู่
เป้าหมายของปี 2020
จึงไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องยากหรือไกลตัว
ขนาดไปปีนยอดเขาชื่อดังเพื่อพิสูจน์ตัวเอง
แต่อาจจะเป็นเรื่องใกล้ตัว เช่น
หยิบรองเท้าผ้าใบที่วางอยู่ในตู้มานานแสนนาน
ใส่แล้วเริ่มเดินหรือวิ่งแถว ๆ บ้านสัก 2-3 กิโลเมตร

บางคนอาจจะเป็นเรื่องงาน
ด้วยการเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ
เช่น ขับรถ วาดภาพ เขียนโค้ด
หรือบางคนอาจเป็นเรื่องความรักความสัมพันธ์
ด้วยการโทรคุยหรือนัดเจอคนที่เราไม่ได้คุยด้วยมานาน

เชื่อเถอะค่ะว่าคุณได้เรียนรู้อะไรที่ใหม่และแตกต่างแน่นอน
เรามาทิ้งปีเก่า (Let go) แล้วก้าวสู่ปีใหม่ (Move on)
แบบคนที่ดีกว่าเดิมในเวอร์ชั่นเรากันค่ะ
Happy New Year 2020!

Pictures Credit:
https://www.businessinsider.sg/minimalist-lifestyle-can-optimize-creativity-2019-2/
https://www.sanook.com/movie/93697/gallery/753753/
https://www.sanook.com/movie/93697/gallery/753773/
https://www.sanook.com/movie/93697/gallery/753777/
https://www.sanook.com/movie/93697/gallery/753785/
https://www.lovecomposer.com/2019/10/10/how-to-move-on-with-the-fantasy-of-dating-your-dream-guy-or-girl/

4 ข้อคิดของผู้นำ Gen Y จากภาพยนตร์ The Intern

คงเป็นหนังอีกเรื่องที่ไม่ได้เปิดตัวแบบหนังฟอร์มยักษ์
แต่สร้างความประทับใจแบบปากต่อปากกับภาพยนตร์เรื่อง
The Intern (ชื่อไทยว่า “โก๋เก๋ากับบอสเก๋ไก๋”)

The Intern บอกเล่าเรื่องราวของ
เบน วิทเทคเคอร์ (โรเบิร์ต เดอ นีโร)
พ่อม่ายวัย 70 ปีผู้ค้นพบว่าการเกษียณอายุ
แล้วใช้ชีวิตแบบ Slow life
หรือตะลอนเที่ยวรอบโลกตามฝันแบบที่คนหลายคนพูดถึง
หาได้เติมเต็มชีวิตอย่างที่คาดหวัง

และเพื่อตามหาความหมายในชีวิตที่หายไป
เขาจึงมาสมัครรับคัดเลือกเป็นพนักงานฝึกงานอาวุโส
ที่เว็บไซต์ขายสินค้าแฟชั่นแห่งหนึ่ง
ซึ่งก่อตั้งและดำเนินงานโดย จูลส์ ออสติน (แอน แฮทธาเวย์)

มิตรภาพของคนสองวัยในฐานะพนักงานฝึกหัด
ของผู้อาวุโสผู้ผ่านร้อนหนาวมา 70 ปี
กับซีอีโอสาวของธุรกิจ Start-up อนาคตรุ่ง
ด้วยประสบการณ์ในการเป็นผู้นำเพียง 18 เดือนจึงเริ่มขึ้น

intro

เก๋ขอแบ่งปันข้อคิดจากมุมของโค้ชและที่ปรึกษา
ที่ได้ทำงานกับผู้นำในองค์กรน้อยใหญ่
ว่าอะไรที่เป็นสิ่งน่าสนใจ
สำหรับการนำทีมและองค์กรในยุคอนาคต

1. องค์กรยุคใหม่ต้องการความแตกต่างเพื่อการสร้างสรรค์ (Diversity)
สังเกตไหมว่าคนแต่ละวัย มีความสามารถในมุมที่แตกต่างกัน
เบนนั้นเต็มไปด้วยประสบการณ์ที่สามารถให้คำแนะนำ
ใจเย็น และมีวิธีรับมือกับสถานการณ์ที่ท้าทายอย่างลุ่มลึก

ส่วนพนักงานยุคใหม่วัยโจ๋ในองค์กรของจูลส์
ก็เต็มไปด้วยพลังของความสร้างสรรค์
พร้อมปรับเปลี่ยน เรียนรู้ ทดลองสิ่งต่าง ๆ
ภาพที่น่าประทับใจจากหนัง
คือการเห็นคนสองวัยใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างเติมเต็ม

diff gen

ความจริงคือเรามักเห็นการแบ่งแยกของวัยในการทำงาน
เวลาเก๋ทำงานกับลูกค้าที่เป็นผู้อาวุโสก็มักได้ยินคำบ่นว่า
เด็กสมัยใหม่เปลี่ยนใจง่าย เหลาะแหละ ไม่หนักแน่นมั่นคง
(ก็เพราะเขาพร้อมปรับเปลี่ยนเรียนรู้มิใช่หรือคะ)

พอไปเวิร์คกับวัยใส ก็ได้ยินคำโอดครวญว่า
ผู้ใหญ่ยึดติด เป็นทางการ ชอบบอกหรือออกคำสั่ง
(ก็เพราะเขาหนักแน่นสามารถรับมือกับวิกฤติต่าง ๆ ได้ดีใช่ไหม)

หน้าที่ผู้นำคือสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องของคนในองค์กร
ให้ยอมรับ เปิดใจกว้าง
และรู้จักใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของกันและกัน
เข้าทำนอง แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง

difference strength

2. แสดงออกถึงความชื่นชมในความสำเร็จ (Celebration)

ข้อนี้เน้นค่ะว่า “แสดงออก”
เพราะอะไรรู้ไหมคะ?
จากประสบการณ์ที่ทำงานกับลูกค้า
เก๋พบว่าหลายครั้งคนในองค์กรชื่นชมกันแต่ไม่ได้แสดงออก
เพราะคิดว่า “เป็นหน้าที่”
ที่เขาหรือเธอต้องทำเรื่องนั้นให้ดีอยู่แล้ว
แล้วเราก็บ่นว่าทำงานแล้วขาดแรงกระตุ้นจูงใจ
ที่ทำงานแห้งแล้งเต็มไปด้วยหุ่นยนต์เดินไปมา

ความสำเร็จใหญ่เกิดได้จากก้าวเล็ก ๆ หลาย ๆ ก้าวมารวมกัน
เหมือนอย่างในภาพยนตร์ที่จะมีการสั่นกระดิ่ง
เพื่อร้องป่าวถึงความสำเร็จก้าวเล็ก ๆ ขององค์กร
เพื่อร่วม “แสดง” ความยินดี
ที่ยอด Follower บน Instagram ได้แตะถึง 2,500

celebration

เราไม่สามารถบังคับให้ใครมีแรงจูงใจได้
แต่สิ่งที่ผู้นำทำได้คือสร้างสภาพแวดล้อม
ที่เอื้อให้เกิดแรงจูงใจจากตัวเขา

motivation from within

3. Work-Life ให้บาลานซ์ (Balance)

หลายคนบอกว่างานกับชีวิตส่วนตัวต้องให้สมดุล
แต่ทำไปทำมาพบว่าเราแทบแยกแยะกันได้ยาก
ผู้นำในหลายองค์กรเลยนำ Life มาไว้ในที่ทำงาน
ด้วยการสร้างสรรค์สถานที่ทำงานให้มีสภาพผ่อนคลาย
ด้วยการจัดวางออฟฟิศที่ดูสบายตา
ไม่แข็งเป็นสี่เหลี่ยม หรือนิ่ง ๆ ดูเย็นชา

furniture 2

หรือถ้าสถานที่ทำงานปรับปรุงได้ยาก
ก็สามารถเติมกิจกรรมเพื่อการผ่อนคลายให้กับทีมงาน

เช่น ในสำนักงานของจูลส์
เราจะพบเห็นพนักงานนางหนึ่งใส่ชุดสีขาวชื่อฟิโอน่า
มีหน้าที่เป็นนักบำบัดสุขภาพประจำบริษัท
หรือ In-house massage therapist
เพื่อนวดผ่อนคลายความเหนื่อยล้าของพนักงาน
ในการทำงานระหว่างวัน

massage 2


massage

เก๋ตั้งข้อสังเกตว่าโทนของบรรยากาศในภาพยนตร์
รวมถึงองค์กรของจูลส์ที่เราเห็นมีความเป็น Feminine
มีวัฒนธรรมการ Nurturing สูง
ซึ่งเป็นไปได้เนื่องจากอยู่ในอุตสาหกรรมแฟชั่น (ถึงแม้จะเป็น Tech start-up)
และ CEO ของบริษัทในเรื่องก็เป็นผู้หญิง
รวมถึงเขียนบทและกำกับโดย Nancy Meyers
ซึ่งเป็นผู้กำกับหญิงผู้เคยได้เข้าชิงรางวัลออสการ์


director 2

เลยอดไม่ได้ที่จะเชื่อมไปที่ข้อสุดท้ายว่า

4. โลกยุคใหม่เป็นเวทีที่เปิดกว้างของการเป็นผู้นำในสาขาต่าง ๆ
ของทั้งหญิง ชาย หรือคนที่ข้ามเพศ (Equality)

ดูจากในภาพยนตร์ที่จูลส์เป็น Breadwinner ของครอบครัว
ซึ่งเธอทำตรงนี้ไม่ได้เลย
ถ้าไม่ได้รับความเข้าใจและแรงสนับสนุนของสามีคู่ชีวิต
ที่เสียสละและคิดล้ำมาก ๆ
เปิดกว้างกับ Lifestyle ของครอบครัวยุคใหม่ไร้ข้อจำกัด
ที่ภรรยาสามารถทำงานนอกบ้านหารายได้หลัก
โดยที่สามีรับหน้าที่ในการดูแลลูก
ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้เขาเคยทำงานมีตำแหน่งใหญ่โตในองค์กร

husband

โดยสรุป
ผู้นำยุคใหม่ควร
– ใส่ใจในการความเป็นอยู่ของคนในทีม
– เน้นการสร้างสรรค์บนความแตกต่าง
– บริหารด้วยความชื่นชมผู้คนในศักยภาพ
– และฉลาดในการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ก่อให้เกิดแรงจูงใจ

เครดิตภาพ:
Photo courtesy of Warner Bros. Pictures
http://www.pinterest.com/pin/326933254171190316/
http://www.dailydreamdecor.com/2015_09_01_archive.html#.VkF3mbcrLIU
http://www.shootonline.com/news/interviewing-intern-writerdirector-nancy-meyers

**********************************
คลิ๊กที่นี่เพื่อติดตามสาระความรู้ล่าสุดที่แฟนเพจ “The Art of Growing”
The Art of Growing

8 วิธีการหา “สมดุลชีวิต” จากกรณีศึกษาภาพยนตร์ ฟรีแลนซ์

สัปดาห์ที่แล้วเก๋ได้ไปดูภาพยนตร์
“ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ”
สิ่งที่ได้จากภาพยนตร์ไม่ใช่มุขที่ขำจนฮากระจาย
แต่ได้มุมมองในการสะท้อน
“ความสมดุลในชีวิต” ของพระเอกในเรื่อง

movie poster_wip_in-th

โพสท์นี้เลยขอมาแบ่งปันมุมคิดที่ไม่ใช่การวิจารณ์หนัง
แต่ขอเชื่อมชีวิตของยุ่น พระเอกในเรื่อง
กับการเป็นโค้ชที่มีโอกาสได้ช่วยลูกค้าในเรื่องการพัฒนาคุณภาพชีวิต

คนจะพัฒนาคุณภาพชีวิตตนเองได้
ต้องเข้าใจก่อนค่ะว่าเราอยู่ที่ไหน ยังต้องเติมเต็มอะไร

freelance-cover

ยุ่นเป็นกราฟิคดีไซน์เนอร์ที่ทำงานเป็นฟรีแลนซ์
สิ่งที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักคือความอึดในการทำงาน
ด้วยมุมมองในชีวิตที่ว่าเมื่อเป็นฟรีแลนซ์
ไม่ควรปฏิเสธงานบ่อย ๆ เดี๋ยวงานไม่เข้า
และควรรักษามาตรฐานของงานไว้ในระดับสูงสุด
เพื่อให้มีคนจ้างเราต่อไป และรับงานที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อการเรียกร้องทั้งปริมาณและคุณภาพมาเจอกัน
บนร่างกายของมนุษย์ธรรมดาที่มีชีวิตวันละ 24 ชั่วโมงเหมือนคนทั่วไป
ใช่ค่ะ…ยุ่นได้เป็นกราฟฟิคดีไซน์เนอร์มือต้น ๆ ที่คนกล่าวขวัญ
เป็นรุ่นพี่ในวงการที่น้องใหม่มองเป็นไอดอล
แต่ชีวิตของยุ่นในอีกภาพที่คนไม่ได้รับรู้
คือ ความสมดุลในชีวิตที่หายไป

scene 1

ด้วยความไม่ใส่ใจสุขภาพ บ้างาน ไม่หลับไม่นอน
กินแต่ของไม่มีประโยชน์ สุดท้ายก็ป่วย
คนยุ่ง ๆ อย่างเขาจำต้องตัดสินใจไปพบแพทย์
และนั่นเป็นต้นเหตุที่ทำให้ยุ่นได้เจอกับ “อิม”
นักศึกษาแพทย์ผู้มีจิตใจมุ่งมั่นในการรักษาคนไข้

Scene

อิมเป็นเหตุผลหลักที่สามารถผลักดันให้ยุ่น
ยอมเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ชีวิต
เข้านอนตั้งแต่ 3 ทุ่ม
ออกกำลังกายวันละ 30 นาที
หยุดดำรงชีพด้วยอาหารไมโครเวฟจากร้านสะดวกซื้อ
หยุดรับงานอย่างบ้าคลั่งแล้วออกไปดูทะเล
ถึงแม้ว่าในฉากเห็นยุ่นแล้วจะสัมผัสได้เลยว่า
เขาดูเก้ ๆ กัง ๆ ว่าต้องวางตัวแบบไหนเมื่อไปพักผ่อน

จากประสบการณ์การเป็นโค้ชของเก๋
ลูกค้าหลาย ๆ คนเริ่มบทสนทนาตอนต้น ๆ ของการโค้ชว่า
ต้องการให้ช่วยพัฒนาให้ชีวิตมีความสุขขึ้น
ค่ะ…ลูกค้าเก๋มักเริ่มต้นด้วยเป้าหมายของคำว่า “ความสุข”
ซึ่งถ้าเปรียบเป็นการช่วยรักษาคนไข้ของหมออิม
เราก็ต้องช่วยลูกค้าวินิจฉัยก่อนค่ะ
ว่าความสุขของลูกค้าคืออะไรกันแน่ในชีวิต

วิธีหนึ่งที่ใช้ง่าย ๆ แต่ได้ประสิทธิภาพคือ
เก๋จะแนะนำให้ลูกค้าประเมินความสมดุลในด้านต่าง ๆ ก่อน
โดยใช้ Wheel of Life
ซึ่งคิดค้นโดย Paul J. Meyer

life-wheel_personalexcellence_co_2

เครื่องมือนี้ช่วยให้เราเห็น Top view ของตัวเราเอง
ซึ่งโดยปกติแล้วเรามักมองไม่เห็น
เพราะคนเรามักจมอยู่กับกิจวัตรประจำวัน
เข้าข่ายเห็นต้นไม้แต่ไม่เห็นป่าล่ะค่ะ
(เห็นภาพย่อยแต่ไม่เห็นภาพใหญ่)

forest_victorianscandal_wordpress_com

วิธีประยุกต์ใช้ Wheel of life คือให้เราวาดวงกลม
แล้วแบ่งเป็น Pie chart พร้อมทั้งใส่ Scale ในช่องทั้งหลาย (ตามรูป)

WheelofLife scale

ขั้นตอนที่ 1
ใส่มิติต่าง ๆ ในชีวิตเราที่มีความสำคัญลงไปในแต่ละเส้น
ตัวอย่างเรื่องใหญ่ ๆ ที่เป็นมาตรฐาน เช่น
1. การงานอาชีพหรือการเรียน (Business/Career/Studies)
2. การเงิน (Finance)
3. สุขภาพ (Health) – ทานอาหาร, ออกกำลังกาย, นอนหลับ
4. ครอบครัว (Family)
5. ความสัมพันธ์ (Relationship/Romance)
6. ความสงบทางจิตใจ (Spirituality)
7. การพักผ่อน (Recreation)
8. การช่วยเหลือสังคม (Contribution)
9. มิตรภาพเพื่อนฝูง (Social/Friend)
10. การพัฒนาตนเอง (Personal growth)

ด้านบนเก๋ให้เผื่อไว้สัก 10 ตัวอย่าง
เพราะเวลาเลือกมา 8 ด้าน
จะดูที่ความสำคัญที่สอดคล้องกับชีวิตของแต่ละคนซึ่งไม่เหมือนกัน
เช่น บางคนยังเด็ก
อาจจะยังไม่มีเรื่องแฟนหรือคู่ครอง
ช่อง Romance ก็ไม่ต้องใส่ค่ะ

ขั้นตอนที่ 2
ให้คะแนนประเมินตนเองว่าเราพอใจ
หรือที่ผ่านมาได้ให้ความสำคัญในแต่ละด้านมากน้อยแค่ไหน
โดยให้คะแนนจาก 1-10 (1 น้อยสุด, 10 มากสุด)
หลังจากให้คะแนนเสร็จหมดทุกด้านแล้ว
ให้ลากเส้นต่อจุดที่เราให้คะแนนในแต่ละด้านตามตัวอย่าง

WheelofLife_www_mindtools_com

ขั้นตอนที่ 3
ตอนนี้ได้เวลาถามคำถามที่ถูกต้องกับตนเอง เช่น
1. วงล้อชีวิตของเรามีรูปร่างอย่างไร? สมดุลแต่ละด้านไหม?
หรือบูด ๆ เบี้ยว ๆ ด้านใดไปหรือเปล่า?
สิ่งสำคัญคือให้เราทำความเข้าใจกับแต่ละด้านของตนเอง

2. มีด้านไหนที่เราอยากปรับหรือพัฒนาเป็นพิเศษบ้าง?
โดยเราอาจเลือกจากข้อที่มีคะแนนต่ำ ๆ ก็ได้ค่ะ

ขั้นตอนที่ 4
เลือกด้านที่เราอยากพัฒนา
แล้วระบุว่าเราจะทำอะไรให้คะแนนด้านนั้น ๆ ที่เราได้เลือกไว้สูงขึ้นได้บ้าง?
โดยอาจเลือกมากกว่าหนึ่งด้านก็ได้ค่ะ
แต่ไม่แนะนำให้เลือกเยอะเกิน 2-3 ด้าน
เพราะจะขาด Focus ในการลงมือทำ

โดยสรุป
ชีวิตเหมือนล้อรถนะคะ
อยากให้วิ่งไกล ๆ ไม่ใช่ไปแค่ปากซอย
ต้องให้วงล้อชีวิตมีความสมดุลไม่บูด ๆ เบี้ยว ๆ
ส่วนจะล้อวงเล็ก หรือล้อวงใหญ่
“เอาที่สบายใจ” ค่ะ

เครดิตภาพ:
http://personalexcellence.co/blog/life-wheel/
https://www.mindtools.com/pages/article/newHTE_93.htm

**********************************
คลิ๊กที่นี่เพื่อติดตามสาระความรู้ล่าสุดที่แฟนเพจ “The Art of Growing”
The Art of Growing

Inside Out: 3 ข้อคิดที่ได้จากภาพยนตร์บันเทิงแต่แฝงด้วยสาระ

วันแม่ที่ผ่านมาเพิ่งมีหนังเข้าใหม่ในบ้านเราชื่อว่า Inside Out
เป็นแอนนิเมชั่นของ Disney Pixar
เรื่องราวว่าด้วย “เสียงในหัว” (Little voice) ที่เกิดขึ้น
ของไรลี่ย์เด็กผู้หญิงอายุ 11 ปี
ซึ่งเสียงที่ว่านี้เป็นบทสนทนากัน
ระหว่างอารมณ์ทั้ง 5 ในสมองของเธอ ได้แก่

1. Joy (ลั้นลา) สาวน้อยสีเหลืองสดใส
อุทิศตนเองกับเป้าหมายที่ทำให้ไรลีย์มีความสุขอยู่เสมอ

joy

2. Sadness (เศร้าซึม) สาวสีฟ้าร่างท้วม
ชอบคอตก มักพูดยานคาง
อยากทำให้ไรลีย์มีความสุขเช่นกัน
แต่มันเป็นงานที่ยากมหาโหดสำหรับเธอเกิ๊น

sadness

3. Anger (ฉุนเฉียว) คาแรคเตอร์สีแดงร้อนแรง
ใช้ชีวิตบนการสร้างความยุติธรรมให้กับไรลีย์ไม่ยอมให้ใครมารังแกเธอ
ซึ่งมักจะลงเอยด้วยการตอบสนองที่รุนแรง

anger

4. Disgust (หยะแหยง) สาวสังคมสีเขียว ดูมั่นใจ
เธอมีหน้าที่ป้องกันอันตรายต่าง ๆ ที่จะมาทำร้ายไรลีย์

disgust

5. Fear (กลั๊วกลัว) คาแรคเตอร์สีม่วง ดูช่างพินิจพิเคราะห์
ช่วยปกป้องไรลีย์จากอันตรายเช่นกัน แต่เป็นแบบลังเล ๆ  กังวล ๆ

fear

ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ประโยชน์จากหลายมุมค่ะ
เช่น ของ NBC พูดถึงในด้านของ Neuroscience หรือประสาทวิทยา

ข้อคิดที่ได้คือ
แต่ละอารมณ์ของคนเรามีประโยชน์ มีเหตุผลที่อยู่ในตัวมนุษย์
และเราควรเรียนรู้ที่จะยอมรับมัน
หลาย ๆ ครั้งอารมณ์เหล่านี้ขับเคลื่อนการกระทำของเรา
“มันอยู่ในตัวเรา  แต่เรามักมองไม่เห็น”

อารมณ์ทั้ง 5 นี้ถูกเลือกมาจากทฤษฏีของ Paul Ekman
ที่ว่าด้วยอารณ์และการแสดงออกทางสีหน้าที่หลากหลาย
แต่แอบบอกว่ามีอีกบางอารมณ์จากทฤษฎีที่ไม่ได้ถูกรวมอยู่ในหนังเรื่องนี้
เช่น Surprise (ประหลาดใจ) เป็นต้น

paul ekman

บางสื่อ เช่น Huffington Post พูดถึงหนังเรื่องนี้
ในด้าน Emotional Intelligence หรือความฉลาดด้านอารมณ์
ซึ่งถือว่าเป็นทักษะการใช้ชีวิต (Life skill) ที่สำคัญ

ข้อคิดที่ได้
ทำให้คุณพ่อคุณแม่มีบทสนทนากับเด็ก ๆ
เพื่อให้มีสติและหมั่นสังเกตคนรอบข้าง
ทำให้ครอบครัวมีภาษาร่วมกัน (Common language) ในการจับอารมณ์
เช่น เราอาจถามเด็ก ๆ ว่า
ตอนนี้หนูหรือคน ๆ นั้นที่หนูเห็นเขาเป็นตัวสีอะไรน้า?
อะโห! สอนให้เด็กมี EQ ผ่านการ์ตูน……เป็นวิธีฉลาดล้ำค่ะ
(หมายเหตุ กับผู้ใหญ่ก็ใช้ได้นะคะ เพื่อเตือนสติตน)

ส่วนของ Time เน้นให้ดูเรื่อง Grit
ซึ่งเป็นจิตวิทยาเชิงบวกรูปแบบหนึ่ง
เน้นเรื่องของ Passion + Perseverance
เพื่อให้เราถึงเป้าหมายในระยะยาว
(คนที่พูดเรื่องนี้ได้ดีคนหนึ่งคือ Angela Lee Duckworth)

ข้อคิดที่ได้
Grit ในแต่ละคนสามารถถูกพัฒนาขึ้นได้
ผ่านประสบการณ์ของ Failure หรือความล้มเหลว
แล้วสามารถลุกขึ้นมาได้ใหม่อีกครั้ง

ในหนังจะมีฉากหนึ่งตอนที่ Joy (ลั้นลา)
ตระหนักถึงคุณค่าหรือประโยชน์ของเพื่อน Sadness (เศร้าซึม)
หลังจากที่รู้สึกว่าพฤติกรรมของเพื่อนคนนี้ป่วนมาตลอด
(ขออภัยไม่กล้าเล่าละเอียดเดี๋ยว Spoil เกิ๊น)
“ทุกอารมณ์ มีคุณค่า มีหน้าที่ของมัน”

grit

ส่วนตัวเก๋ชอบภาพยนตร์เรื่องนี้จากมุมของโค้ชที่ช่วยพัฒนาศักยภาพคน
สิ่งสำคัญเบื้องต้นที่เป็นงานหินชิ้นหนึ่งของการเป็นโค้ช
คือทำอย่างไรให้ Coachee หรือผู้ที่ถูกโค้ช
“เห็น” ตนเอง  เกิดการตระหนักรู้ (Awareness)
เพราะเราจะไม่สามารถก้าวออกจาก Comfort zone
หรือ Step-up ขึ้นได้
ถ้าเรายังไม่เห็นว่าเรากำลังอยู่ที่ใด
หรือรู้สึกอย่างไรต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิต

กระบวนการนี้ใช้ Inside Out (เหมือนชื่อหนังน่ะค่ะ)
โค้ชไม่สามารถไปบอกไปสอน (=Outside In)
เพื่อให้ Coachee ตระหนักรู้หรอกค่ะว่าเราเป็นอย่างไร
ใครจะรู้จักตัวเราดีที่สุดได้เท่าตัวเราเองล่ะคะ
แต่โค้ชจะไกด์โดยใช้กระบวนการถามคำถาม
เพื่อพาคุณไปหาคำตอบด้วยกัน
กระบวนการนี้เป็น Inside out ค่ะ

inside out_2

โดยสรุป
ทุกอารมณ์ “มี” ประโยชน์มีหน้าที่ของมัน
ประเด็นคือเราควรรู้จัก “ใช้” อารมณ์เหล่านั้นให้เป็นประโยชน์
บางคน มีแต่ “ไม่ได้ใช้” (หรือ)
บางคน มีแต่ “ใช้ไม่เป็น”

หน้าที่เราคือ Embrace (ยอมรับ ตระหนัก)
มิใช่ Suppress (เก็บกด ละเลย) อารมณ์
ยิ่งรู้เร็ว  รู้ทันอารมณ์  ยิ่งบริหารจัดการตนเองได้ดี
เพราะการจะบริหารอารณ์ได้  ต้องเห็นเท่าทันมันก่อน
โดยเฉพาะในยามนี้ที่เราควรมีสติ
ซึ่งจะพาให้เราผ่านเรื่องราวทุกอย่างไปได้

“STRONGER together”

เครดิตภาพ:
Disney Pixar
http://www.carolinemiller.com

**********************************
คลิ๊กที่นี่เพื่อติดตามสาระความรู้ล่าสุดที่แฟนเพจ “The Art of Growing”
The Art of Growing