Growth mindset: จิตวิทยาแห่งความสำเร็จ

อะไรคือข้อแตกต่างที่สำคัญของคนที่ประสบความสำเร็จกับคนที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ?
ทำไมคนเก่งหลาย ๆ คนจึงยังไม่ประสบความสำเร็จ
แล้วถ้าเรายังไม่เก่ง ทำอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จ
บทความนี้มีคำตอบ!

จากประสบการณ์ในการช่วยพัฒนาผู้นำกว่า 10 ปี
ในบทบาทของการเป็น Trainer ที่แบ่งปันความรู้
และช่วยสร้างทักษะในการลงมือปฏิบัติกับการ Coach
สิ่งหนึ่งที่สังเกตเห็นได้ว่าเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลมาก ๆ ของความสำเร็จ
ที่มากหรือน้อย ที่เร็วหรือช้า ของคนแต่ละคน
คือ Mindset!

ใช่ค่ะ วันนี้เราจะคุยกันถึง Mindset ตัวที่สำคัญที่สุดตัวหนึ่ง
ในการสร้างความเติบโต หรือที่เราเรียกกันว่า Growth mindset

fixed mindset

1. Growth Mindset คืออะไร

หนังสือต้นตำรับสำหรับ Growth mindset เริ่มมาจาก Carol S. Dweck
ซึ่งเป็นอาจารย์ที่สอนด้านจิตวิทยาที่ Stanford University
เขียนรวบรวมไว้จากงานวิจัยของเธอในปี 2006 หรือเมื่อ 13 ปีที่แล้ว
ข้อสรุปจากงานวิจัยหลาย ๆ ชิ้นของ Carol Dweck พบว่า
วิธิมองโลก หรือ Mindset มี 2 แบบที่แตกต่างกันคือ

มิติของ Mindset Fixed mindset Growth mindset
ความพยายาม ถ้าต้องพยายามแปลว่าเรายังไม่เก่งจริง ความพยายามเป็นส่วนสำคัญที่บอกว่าเรากำลังเรียนรู้
ความท้าทาย มันทำให้เราแพ้ได้ง่าย ๆ ดังนั้นควรทำในสิ่งที่เราทำได้จะดีกว่า ทำให้เรามีความมานะ พากเพียร
ความผิดพลาด หลีกเลี่ยงกับความผิดพลาด เพราะทำให้เราดูไม่ดี ไม่มั่นใจในตนเอง ความผิดพลาดเป็นครูของการเรียนรู้ทั้งปวง
ข้อมูลป้อนกลับ

(ด้านปรับปรุง)

เขาว่าเราตรง ๆ โดยที่ไม่เข้าใจเรา
(ปกป้องตนเอง ต่อต้าน)
ดีนะที่มีคนมาบอก เราจะได้รู้ว่าครั้งหน้าต้องทำอย่างไรให้ดีขึ้น
ความสำเร็จของผู้อื่น ความสำเร็จของผู้อื่นคุกคามฉัน เราควรเรียนรู้จากความสำเร็จของผู้อื่น

เมื่อเห็นความคิดข้างต้นแล้ว เราคงพอเดาได้ไม่ยากว่าใครที่มีความสุขอยู่ใน Comfort zone เดิม ๆ!

sattaya

ตัวอย่างของการนำมาใช้ในองค์กรที่เราเห็นได้คือ CEO ของ Microsoft
เมื่อเขามารับตำแหน่งเพื่อพลิกโฉมให้กับ Microsoft
Satya Nadella นำเรื่องนี้มาเป็นแนวทางในการพัฒนา Mindset
เพื่อขับเคลื่อนองค์กรในช่วงที่ต้องก้าวข้ามความเปลี่ยนแปลง
เรื่องนี้พลิกโฉมให้ Microsoft เปลี่ยนจากวัฒนธรรม
Know-it-all เป็น Learn-it-all!

อ่านบทความที่เขียนถึงเรื่อง Microsoft ได้ที่นี่

2. GRIT ภาคขยายต่อของการเติบโตอย่างยั่งยืน

angela

Angela Duckworth นำงานของ Carol Dweck มาขยายผลในการศึกษา
โดยนำมาปรับใช้กับบทบาทการเป็นครูสอนคณิตศาสตร์ให้กับเด็กเกรด 7 ในนิวยอร์ค
เธอเรียนรู้ว่าไอคิวไม่ใช่สิ่งเดียวที่แยกเด็กเรียนดีที่สุดกับเด็กที่เรียนแย่ที่สุด
เพราะเด็กที่ผลการเรียนดีที่สุดบางคนไม่ได้มีคะแนนไอคิวสูงลิบ
แล้วเด็กที่ฉลาดที่สุดบางคนก็ไม่ได้มีผลการเรียนดีนัก

ดูคลิปที่เธอพูดใน Ted Talk ได้ที่นี่

สิ่งที่เธอค้นพบว่าเป็นปัจจัยหลักคือคำว่า Grit
ซึ่งเปรียบเสมือนการช่วยให้คนหนึ่งคนสร้างความสำเร็จแบบเป็นนักวิ่งมาราธอน
ไม่ใช่นักวิ่งระยะสั้น
เพราะความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้มาแค่ชั่วข้ามคืน

และแน่นอนค่ะเรื่องนี้มันทำให้คนหนึ่งคนลุกขึ้นมา
สร้าง Self-motivation ให้กับตนเองด้วยการปรับใช้ Growth mindset
เพื่อรักษาความเพียรพยายามทำในสิ่งที่ท้าทายกว่าความสามารถในปัจจุบัน
และรับมือกับความล้มเหลวในช่วงแรก ๆ ของการทดลอง
เพราะ Growth mindset เป็นความเชื่อที่ว่า
ความสามารถในการเรียนรู้เป็นสิ่งที่ไม่ตายตัว
สามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยความพยายามของเรา
และความล้มเหลวไม่ได้อยู่ยั้งยืนยง

grit

ทีนี้เราลองมาดูนะคะว่าวิธีการมองอย่างไรที่ทำให้เราสามารถเปลี่ยนมุมมองกับสิ่งที่เรายังทำไม่ได้หรือทำได้ไม่ดี

3. วิธีการเริ่มต้นเปลี่ยน Mindset จาก Fixed เป็น Growth

เครื่องมือที่ช่วยหยุดเสียงในหัวเมื่อเราสามารถ “จับสังเกต” Fixed mindset ของเรา
เวลาที่เราไม่เก่งเรื่องอะไร คือให้เราเติมคำว่า “ยัง” (yet) ลงไป เช่น

จากเดิม เปลี่ยนเป็น
ฉันไม่เก่งคอมพิวเตอร์  (I’m not good at computer) ฉัน ยัง ไม่เก่งคอมพิวเตอร์ (I’m not good at computer YET)
ฉันไม่รู้ (I don’t know) ฉัน ยัง ไม่รู้ (I don’t know YET)

ไม่เก่งตอนนี้ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่เก่งตลอดไป
คิดได้ดังนี้แล้ว ก็ไปลงมือเรียนรู้ฝึกฝนกันเลย!

yet 2

เครดิตภาพ:
https://www.forbes.com/sites/tomvanderark/2018/04/18/hit-refresh-how-a-growth-mindset-culture-tripled-microsofts-value/#5a9a320852ad
https://www.teacherspayteachers.com/Product/Growth-Mindset-Bulletin-Board-Display-The-Power-of-Yet-3325818

*********************************

คลิ้กที่นี่เพื่อติดตามสาระความรู้ล่าสุดที่แฟนเพจ “The Art of Growing”

The Art of Growing

 

 

 

Coaching by Story: ถึงมือหมอ

ขอประเดิมโพทส์แรกของปี 2016
ด้วย Story จากหนังสือ Bestseller เล่มหนึ่ง
(ยอดขายกว่า 1,200,000 เล่มทั่วโลก)
ที่ชื่อว่า “Leadership and Self-deception:
Getting out of the box.”

deception cover

ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง
กลางกรุงเวียนนาในช่วงศตวรรษที่ 19
มีสูตินรีแพทย์ท่านหนึ่งชื่อ
Ignaz Semmelweis (อิกแนตซ์ เซมเมลไวส์)
นายแพทย์ท่านนี้พยายามหาสาเหตุของอัตราการเสียชีวิต
ในแผนกทำคลอดที่ตนทำงานอยู่

กล่าวคือผู้หญิงหนึ่งคนจากทุก ๆ สิบคน
จะเสียชีวิตจากการคลอดลูกที่นี่
นั่นทำให้ผู้หญิงบางคน
ยอมคลอดลูกข้างถนนแล้วค่อยมาที่โรงพยาบาล!

นายแพทย์ท่านนี้พยายามทุกวิถีทาง
ควบคุมตั้งแต่ท่าทำคลอดบุตร
ระบบระบายอากาศ อาหารการกิน
รวมไปถึงการซักรีดเสื้อผ้าคนไข้
แต่ก็ไม่พบสาเหตุที่สามารถอธิบายได้

vienna 1

มีอยู่ช่วงหนึ่งที่นายแพทย์ท่านนี้
ต้องไปเยี่ยมเยียนโรงพยาบาลอื่นเป็นเวลาสี่เดือน
เมื่อกลับมาเขาพบว่าอัตราการเสียชีวิต
ลดลงอย่างฮวบฮาบช่วงที่เขาไม่อยู่

เขาพยายามหาสาเหตุของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น
และเริ่มสังเกตว่าสิ่งที่แตกต่างช่วงที่เขาไม่อยู่คือ
หมอคนที่มาทำงานแทนเขาช่วงสี่เดือนนั้น
ไม่ใช้เวลาในการวิจัยศพมากเหมือนเขา
(โรงพยาบาลที่เขาอยู่เป็นโรงพยาบาลที่เน้นการวิจัย
หมอที่นี่จะใช้เวลากับการรักษาผู้ป่วยและวิจัยศพด้วย)

เขาพึ่งตระหนักรู้ว่าเชื้อโรคจากมือหมอที่ทำการวิจัยศพ
ได้ติดมาและแพร่ไปสู่คนไข้ที่สุขภาพดี
เขาจึงกำหนดนโยบายให้หมอต้องล้างมือ
ด้วยสารละลายคลอรีนผสมปูนขาวก่อนตรวจคนไข้

และนั่นทำให้อัตราการเสียชีวิตลดฮวบลง
เหลือเพียง 1 ต่อ 100
สรุปว่าหมอทำคลอดนั่นเอง
ที่เป็นนักบุญและเพชรฆาตในคนเดียวกัน!

เก๋นำเรื่องนี้มาแบ่งปัน
เพราะได้แรงบันดาลใจจากเรื่องราวของ
The Stolen Cookies @ Airport อันโด่งดัง
ที่คุณผู้อ่านหลาย ๆ คนคงเคยผ่านตามาบ้างแล้ว
(อ่านเรื่องเต็มได้ที่นี่)

บทสะท้อนกลับ (Reflection):
เรื่องราวของนายแพทย์นี้บอกอะไรกับเรา?

ในหนังสือเล่มนี้พูดไว้น่าสนใจว่า
Self-deception (การหลอกลวงตนเอง)
หรือคุณผู้อ่านจะเรียก “มโน” หรือ “จิ้น” ก็ได้
แล้วแต่วัยของคุณจะเรียกร้อง 🙂

คือการที่คน ๆ หนึ่งไม่ได้มองเห็นว่า
เขานั้นเป็นส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดปัญหา
เพราะคนเรามักชี้นิ้วไปที่คนอื่น (ภาวะ Self-deception)

เช่น ลูกน้องไม่เข้าใจโครงงานที่อธิบาย
ทั้ง ๆ ที่เราก็พูดไปหลายรอบ
นั่นก็เพราะลูกน้องคิดช้า ไม่ฉลาด ไม่เอาใจใส่
แต่ไม่เคยถามตนเองว่าอธิบายยากไปไหม
พูดเร็วไปไหม ใช้ศัพท์เทคนิคเกินไปไหม

ถ้ามีการสอบแล้วผลคะแนนออกมาน้อย
นั่นก็เพราะครูสอนไม่ดี  ไปขอแล้วเพื่อนไม่ติวให้
ตื่นสายไปสอบไม่ทัน  ข้อสอบยาก
บลา บลา บลา…….
คิดดูสิ ข้อสอบอยู่ของมันเฉย ๆ
ยังเป็นต้นเหตุแห่งปัญหาของเราได้!

และถ้าเมื่อใดก็ตามที่เรายังไม่เห็นว่า
เราเป็นส่วนหนึ่งที่เป็นต้นเหตุของปัญหา
เราจะไม่สามารถแก้ไขอะไรได้
เพราะเราเห็นตนเองเป็น “เหยื่อ”
ของเรื่องร้ายที่เกิดขึ้น

leonado

ปีใหม่นี้จึงขอให้เป็นปีที่เราได้
Awake and Aware กันนะคะ!

ชยสาโร

**********************************
คลิ๊กที่นี่เพื่อติดตามสาระความรู้ล่าสุดที่แฟนเพจ “The Art of Growing”
The Art of Growing

Inside Out: 3 ข้อคิดที่ได้จากภาพยนตร์บันเทิงแต่แฝงด้วยสาระ

วันแม่ที่ผ่านมาเพิ่งมีหนังเข้าใหม่ในบ้านเราชื่อว่า Inside Out
เป็นแอนนิเมชั่นของ Disney Pixar
เรื่องราวว่าด้วย “เสียงในหัว” (Little voice) ที่เกิดขึ้น
ของไรลี่ย์เด็กผู้หญิงอายุ 11 ปี
ซึ่งเสียงที่ว่านี้เป็นบทสนทนากัน
ระหว่างอารมณ์ทั้ง 5 ในสมองของเธอ ได้แก่

1. Joy (ลั้นลา) สาวน้อยสีเหลืองสดใส
อุทิศตนเองกับเป้าหมายที่ทำให้ไรลีย์มีความสุขอยู่เสมอ

joy

2. Sadness (เศร้าซึม) สาวสีฟ้าร่างท้วม
ชอบคอตก มักพูดยานคาง
อยากทำให้ไรลีย์มีความสุขเช่นกัน
แต่มันเป็นงานที่ยากมหาโหดสำหรับเธอเกิ๊น

sadness

3. Anger (ฉุนเฉียว) คาแรคเตอร์สีแดงร้อนแรง
ใช้ชีวิตบนการสร้างความยุติธรรมให้กับไรลีย์ไม่ยอมให้ใครมารังแกเธอ
ซึ่งมักจะลงเอยด้วยการตอบสนองที่รุนแรง

anger

4. Disgust (หยะแหยง) สาวสังคมสีเขียว ดูมั่นใจ
เธอมีหน้าที่ป้องกันอันตรายต่าง ๆ ที่จะมาทำร้ายไรลีย์

disgust

5. Fear (กลั๊วกลัว) คาแรคเตอร์สีม่วง ดูช่างพินิจพิเคราะห์
ช่วยปกป้องไรลีย์จากอันตรายเช่นกัน แต่เป็นแบบลังเล ๆ  กังวล ๆ

fear

ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ประโยชน์จากหลายมุมค่ะ
เช่น ของ NBC พูดถึงในด้านของ Neuroscience หรือประสาทวิทยา

ข้อคิดที่ได้คือ
แต่ละอารมณ์ของคนเรามีประโยชน์ มีเหตุผลที่อยู่ในตัวมนุษย์
และเราควรเรียนรู้ที่จะยอมรับมัน
หลาย ๆ ครั้งอารมณ์เหล่านี้ขับเคลื่อนการกระทำของเรา
“มันอยู่ในตัวเรา  แต่เรามักมองไม่เห็น”

อารมณ์ทั้ง 5 นี้ถูกเลือกมาจากทฤษฏีของ Paul Ekman
ที่ว่าด้วยอารณ์และการแสดงออกทางสีหน้าที่หลากหลาย
แต่แอบบอกว่ามีอีกบางอารมณ์จากทฤษฎีที่ไม่ได้ถูกรวมอยู่ในหนังเรื่องนี้
เช่น Surprise (ประหลาดใจ) เป็นต้น

paul ekman

บางสื่อ เช่น Huffington Post พูดถึงหนังเรื่องนี้
ในด้าน Emotional Intelligence หรือความฉลาดด้านอารมณ์
ซึ่งถือว่าเป็นทักษะการใช้ชีวิต (Life skill) ที่สำคัญ

ข้อคิดที่ได้
ทำให้คุณพ่อคุณแม่มีบทสนทนากับเด็ก ๆ
เพื่อให้มีสติและหมั่นสังเกตคนรอบข้าง
ทำให้ครอบครัวมีภาษาร่วมกัน (Common language) ในการจับอารมณ์
เช่น เราอาจถามเด็ก ๆ ว่า
ตอนนี้หนูหรือคน ๆ นั้นที่หนูเห็นเขาเป็นตัวสีอะไรน้า?
อะโห! สอนให้เด็กมี EQ ผ่านการ์ตูน……เป็นวิธีฉลาดล้ำค่ะ
(หมายเหตุ กับผู้ใหญ่ก็ใช้ได้นะคะ เพื่อเตือนสติตน)

ส่วนของ Time เน้นให้ดูเรื่อง Grit
ซึ่งเป็นจิตวิทยาเชิงบวกรูปแบบหนึ่ง
เน้นเรื่องของ Passion + Perseverance
เพื่อให้เราถึงเป้าหมายในระยะยาว
(คนที่พูดเรื่องนี้ได้ดีคนหนึ่งคือ Angela Lee Duckworth)

ข้อคิดที่ได้
Grit ในแต่ละคนสามารถถูกพัฒนาขึ้นได้
ผ่านประสบการณ์ของ Failure หรือความล้มเหลว
แล้วสามารถลุกขึ้นมาได้ใหม่อีกครั้ง

ในหนังจะมีฉากหนึ่งตอนที่ Joy (ลั้นลา)
ตระหนักถึงคุณค่าหรือประโยชน์ของเพื่อน Sadness (เศร้าซึม)
หลังจากที่รู้สึกว่าพฤติกรรมของเพื่อนคนนี้ป่วนมาตลอด
(ขออภัยไม่กล้าเล่าละเอียดเดี๋ยว Spoil เกิ๊น)
“ทุกอารมณ์ มีคุณค่า มีหน้าที่ของมัน”

grit

ส่วนตัวเก๋ชอบภาพยนตร์เรื่องนี้จากมุมของโค้ชที่ช่วยพัฒนาศักยภาพคน
สิ่งสำคัญเบื้องต้นที่เป็นงานหินชิ้นหนึ่งของการเป็นโค้ช
คือทำอย่างไรให้ Coachee หรือผู้ที่ถูกโค้ช
“เห็น” ตนเอง  เกิดการตระหนักรู้ (Awareness)
เพราะเราจะไม่สามารถก้าวออกจาก Comfort zone
หรือ Step-up ขึ้นได้
ถ้าเรายังไม่เห็นว่าเรากำลังอยู่ที่ใด
หรือรู้สึกอย่างไรต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิต

กระบวนการนี้ใช้ Inside Out (เหมือนชื่อหนังน่ะค่ะ)
โค้ชไม่สามารถไปบอกไปสอน (=Outside In)
เพื่อให้ Coachee ตระหนักรู้หรอกค่ะว่าเราเป็นอย่างไร
ใครจะรู้จักตัวเราดีที่สุดได้เท่าตัวเราเองล่ะคะ
แต่โค้ชจะไกด์โดยใช้กระบวนการถามคำถาม
เพื่อพาคุณไปหาคำตอบด้วยกัน
กระบวนการนี้เป็น Inside out ค่ะ

inside out_2

โดยสรุป
ทุกอารมณ์ “มี” ประโยชน์มีหน้าที่ของมัน
ประเด็นคือเราควรรู้จัก “ใช้” อารมณ์เหล่านั้นให้เป็นประโยชน์
บางคน มีแต่ “ไม่ได้ใช้” (หรือ)
บางคน มีแต่ “ใช้ไม่เป็น”

หน้าที่เราคือ Embrace (ยอมรับ ตระหนัก)
มิใช่ Suppress (เก็บกด ละเลย) อารมณ์
ยิ่งรู้เร็ว  รู้ทันอารมณ์  ยิ่งบริหารจัดการตนเองได้ดี
เพราะการจะบริหารอารณ์ได้  ต้องเห็นเท่าทันมันก่อน
โดยเฉพาะในยามนี้ที่เราควรมีสติ
ซึ่งจะพาให้เราผ่านเรื่องราวทุกอย่างไปได้

“STRONGER together”

เครดิตภาพ:
Disney Pixar
http://www.carolinemiller.com

**********************************
คลิ๊กที่นี่เพื่อติดตามสาระความรู้ล่าสุดที่แฟนเพจ “The Art of Growing”
The Art of Growing