Design the Life You Love ออกแบบชีวิตที่คุณรัก (Part II)

โพสท์ที่แล้วเราคุยกันเรื่องขั้นตอนการออกแบบผลิตภัณฑ์
ที่สามารถนำมาออกแบบชีวิต
จาก Ayse birsel ซึ่งเป็น Designer และเจ้าของหนังสือ
Design the Life You Love: A step-by-step guide to building a meaningful future

สำหรับใครที่พลาด Design the Life You love (Part I) ในคราวที่แล้ว
สามารถติดตามอ่านก่อนได้เพื่อเข้าใจภาพรวมโดยคลิ๊กที่ลิงค์นี้

ในโพสท์ที่สองนี้ (ซึ่งเป็นตอนจบ)
เก๋จะมาชวนคุณผู้อ่านประยุกต์ใช้ Concept ดังกล่าวกัน
แบบ Step-by-Step ตามชื่อหนังสือกันเลยนะคะ

ก่อนอื่น Ayse Birsel เกริ่นกติกาไว้ก่อนค่ะว่า
1. กระบวนการออกแบบคือ “การคิดด้วยการลงมือทำ”
2. การทำ = การเล่น
3. ไม่มีคำตอบถูกหรือผิดในการเล่น
4. หลายครั้งไอเดียที่ดีที่สุดอาจมาจากคำตอบที่ห่วยที่สุดก็เป็นได้
ดังนั้นขอให้เรา คิดแบบเล่น

ขั้นที่ 1 Deconstruction

ในขั้นตอนนี้ขอให้เราแบ่งมิติต่าง ๆ ในชีวิตของเราออกเป็นส่วนย่อย ๆ
เหมือนทำ Mind map
เช่น งาน ครอบครัว สุขภาพ กีฬา งานอดิเรก สถานที่ที่เคยไป เป็นต้น
ด้านล่างเป็นตัวอย่างของ Deconstruction map จากนักเรียนคนหนึ่งในคลาส

Exercise: ใช้เวลาประมาณ 10 นาที เขียน Building blocks ของคุณได้เลยค่ะ


อีกเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยในการ Deconstruct คือการแบ่งเป็น Quadrants
ได้แก่ อารมณ์ (Emotion), กายภาพ (Physical), สติปัญญา (Intellect), และจิตวิญญาณ (Spirit) ก็ได้ค่ะ

ขั้นที่ 2 POV

ลองหามุมมองใหม่ ๆ โดยสมมติให้ตัวเราเองเป็น Hero ดูไหมคะ
เพราะ Hero แต่ละคนจะสะท้อนความเชื่อ การให้คุณค่า และวิถีชีวิตที่เรามุ่งหวัง

ด้านล่างเป็นตัวอย่างของนักเรียนคนหนึ่งที่เขียนเกี่ยวกับ Hero ของเขา



Exercise
: ใครเป็น Hero ของคุณ และเพราะอะไร

อีกเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้เห็นมุมใหม่ ๆ คือการใช้คำอุปมา (Methphor)
ด้านล่างเป็นตัวอย่าง Metaphor ที่ Ayse Birsel
ใช้เปรียบเทียบว่าชีวิตเธอเป็นเหมือนต้นไม้

ขั้นที่ 3 Reconstruction

ขั้นตอนนี้คือการเลือก
และเราต้องยอมรับว่าในความเป็นจริง
เราไม่สามารถทำทุกอย่างได้ดีแบบไร้ที่ติในทุกด้านพร้อม ๆ กัน
Reconstruction map จึงมีวงกลมให้สามวงซ้อนกัน
ซึ่งเปรียบวงกลมเป็นเหมือนเรื่องที่เราได้เลือก
และเรามองว่าเราสามารถควบคุมหรือจัดการสิ่งเหล่านั้นได้

ด้านล่างเป็นตัวอย่าง Reconstruction map ของนักเรียนในคลาส

ตัวอย่างเช่นในวงกลม 3 วงของเราอาจประกอบไปด้วย
– สตูดิโอ (งาน+ครอบครัว+เพื่อนฝูง)
– การผจญภัย (การท่องเที่ยว+โครงการใหม่ ๆ)
– ความมั่นคง

Exercise: อะไรคือสิ่งที่คุณเลือกให้อยู่ใน Backbone ของการออกแบบของคุณ
ถึงตาคุณแล้วค่ะ

ขั้นที่ 4 Expression

ในขั้นตอนนี้เราสามารถใช้วิธีได้หลายวิธีในการช่วยทำให้เกิดขึ้นจริง
เช่น ใช้ Vision map โดยวาดรูปตัวเราอยู่ตรงกลาง
แล้วใส่รูปหรือรายละเอียดอื่น ๆ รอบ ๆ รูปตัวเรา
ดังตัวอย่างด้านล่างซึ่งเป็น Vision map ของ Ayse Birsel
ที่วาดไว้ตั้งแต่ปี 2014 (ก่อนที่เธอจะออกหนังสือเล่มนี้)

เครื่องมือ Expression อื่น ๆ ที่ Ayse Birsel แนะนำในหนังสือของเธอได้แก่
– จดหมายหาตัวเอง (Vision letter)
– To-do list
– การประกาศ (Manifesto)
– บทกวี (Poem)

Exercise: เลือกหนึ่งวิธีจากข้างต้นในการระบุวิธีการแสดงออกของคุณ

สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุดคือ Living the life
หลังจากได้แบบแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ
การออกไปใช้ชีวิตแบบที่เราออกแบบไว้ 
เทคนิคที่คุณสามารถเริ่มทำได้ เช่น

Modeling หรือการหาต้นแบบของคนที่เขาใช้ชีวิตแบบที่คุณต้องการ แล้วดูว่าคุณสามารถเลียนแบบวิธีการอะไรของคนเหล่านั้นได้บ้าง
Learning หรือการเรียนรู้ทักษะใหม่ที่จะช่วยตอบสนองชีวิตที่คุณออกแบบไว้  อาจจะเป็นการเริ่มลงเรียนทักษะใหม่ ๆ ทาง On-line, หาพี่เลี้ยง (Mentor), อ่านหนังสือ
Sharing แบ่งปัน Design expression ของคุณกับเพื่อนฝูงหรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอความช่วยเหลือ คำแนะนำ หรือข้อมูลป้อนกลับ
Visualizing นักออกแบบเป็นนักจินตนาการชั้นยอด คุณสามารถวาง Vision map ที่คุณสร้างไว้บนโต๊ะทำงานหรือผนังที่มองเห็นได้ง่ายเพื่อช่วยย้ำเตือน
Prototyping ด้วยการไปลองใช้ชีวิตอยู่ในสถานที่หรือสิ่งแวดล้อมที่คุณวาดไว้สัก 2-3 สัปดาห์ก่อนตัดสินใจย้ายไปจริง  หรือลองลงเรียนคลาสภาคค่ำเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ ก่อนที่คุณจะตัดสินใจลาออกจากงานประจำ

สำหรับ Ayse Birsel การออกแบบชีวิตที่รัก
จึงคล้ายกับกระบวนการการออกแบบผลิตภัณฑ์
การสังเกต (Observation) = การแยกชิ้นส่วน (Deconstruction)
ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) = การปรับมุมมอง (POV shift)
การตัดสินใจ (Decision) = ประกอบร่าง (Reconstruction)
การลงมือทำ (Action) = การแสดงออก (Expression)

หากคุณผู้อ่านมีโอกาสใช้เครื่องมือข้างต้น
เพื่อเป็น Designer ชีวิตของตัวเองกันแล้วเป็นอย่างไร
มาแบ่งปันให้ฟังบ้างนะคะ
LIVE the LIFE you LOVE ค่ะ!

Photo credit:
wepresent.wetransfer.com/story/ayse-birsel-design-life-love/
http://www.designindaba.com/articles/point-view/design-life-you-love
time.com/4087778/design-our-best-life/

Design the Life You Love ออกแบบชีวิตที่คุณรัก (Part I)

ระยะหลังเราพูดคุยเรื่องการออกแบบ (Design) กันบ่อยครั้ง
โดยเฉพาะการหาความคิดสร้างสรรค์เพื่อตอบโจทย์ชีวิตที่ดีขึ้น
จึงเกิดคำถามว่าถ้าเราใช้กระบวนการออกแบบเหล่านั้น
มาประยุกต์ใช้กับการออกแบบชีวิตได้
น่าจะเป็นประโยชน์ไม่น้อย

Ayse Birsel เป็น Designer ที่ออกแบบผลิตภัณฑ์มาแล้วมากมาย
และเป็นผู้แต่งหนังสือชื่อ
Design the Life You Love: A step-by-step guide to building a meaningful future
โดยเธอประยุกต์กระบวนการออกแบบที่เธอใช้ในงาน
มาใช้กับการออกแบบชีวิตที่รัก

คลิ๊กที่นี่เพื่อชม TedTalk ของเธอเกี่ยวกับ Design the life you love

พอเป็นหนังสือที่เขียนโดย Designer เก๋เลยสังเกตว่า
หนังสือเธอมีตัวอักษรน้อย ใช้รูปที่เธอวาดเป็นตัวสื่อ
หนังสืออ่านง่าย ภาพสวยงาม
รูป เรื่องราวต่าง ๆ ในเล่มกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ผู้อ่านเป็นอย่างยิ่ง

ใน Blog นี้เก๋เลยมาถอดรหัสกระบวนการดีไซน์
ที่ใช้เป็นหัวใจหลักของหนังสือเล่มนี้
พร้อมด้วยตัวอย่างที่ยกให้เห็นแบบเข้าใจง่าย ๆ
และปิดท้ายด้วยวิธีการนำมาประยุกต์ใช้กับการออกแบบชีวิตที่มีความสุข

กระบวนการดีไซน์ของ Ayse Birsel

1. ขั้นตอนแรกเรียกว่าการ Deconstruct your life
ขั้นตอนนี้คือการแยกสิ่งที่เราต้องการดีไซน์ออกเป็นชิ้นย่อย ๆ ก่อน
เพื่อทำความเข้าใจว่าองค์ประกอบนั้นมีอะไรบ้าง
โดยยังไม่ต้องพิจารณาความเชื่อมโยงของแต่ละชิ้น

ยกตัวอย่างเช่น เวลาเราต้องการทำซุปไก่สักถ้วย
ซุปนั้นเวลาถูกแยกส่วนประกอบแล้วมีอะไรบ้าง
ไก่, หัวหอม, แครอต, เกลือ, พริกไทย, น้ำ, หม้อ, ไฟ, ชาม, ช้อน
กระบวนการนี้เรียกว่าเรากำลัง Deconstruct the soup ค่ะ

2. ขั้นตอนที่สองคือการสร้าง POV of your life

Point of View (POV) คือวิธีการที่เรามองสิ่งต่าง ๆ
ดังนั้นถ้าเรามองสิ่งเดิมด้วยมุมใหม่ ๆ
เราจะเกิดความคิดสร้างสรรค์ได้ง่ายขึ้น
“It is how you can decide to SEE the SAME things DIFFERENTLY
that is the heart of CREATIVITY”

Ayse Birsel เล่าให้ฟังง่าย ๆ ว่าเบื้องหลังวิธีการที่ Designer ใช้มอง
เพื่อหามุมใหม่ ๆ ได้แก่
– การกำจัดทิ้งหรือลดรูป (Get rid of)
– การรักษาไว้ (Keep)
– การเปลี่ยนแปลงรูปแบบ (Transform)

มาถึงบรรทัดนี้หลายคนคงเกิดคำถามว่า
นั่นสิมองต่างนี่แหละทำอย่างไร

เราลองมาดูตัวอย่างซุปไก่ที่เกริ่นไว้ข้างต้น
ว่าเราสามารถมองมันอย่างไรให้เป็นซุปแบบใหม่ที่มีความสร้างสรรค์

ถ้าเรา…
…มองซุปนี้เป็นอาหารสำหรับคนทานมังสะวิรัติ
(มองที่ไก่ที่ Deconstruct ไว้)
…มองซุปนี้ว่าสามารถเสริฟแบบเย็นแทนที่จะเสริฟร้อนแบบเดิม ๆ
(มองที่ไฟที่ใช้อุ่น)
…มองซุปนี้ว่าไม่ต้องจำกัดรูปแบบแค่เสริฟอยู่ในชาม
(มองที่ชามซึ่งเป็นภาชานะตอนที่ Deconstruct)
…มองซุปนี้ว่าสามารถเสริฟที่ไหนก็ได้ไม่จำเป็นต้องเป็นบนโต๊ะ
(มองที่โต๊ะที่ใช้เสริฟก่อนหน้านี้)

นี่คือตัวอย่างการมองเพื่อหา POV แบบใหม่ ๆ

3. ขั้นตอนที่สามเรียกว่า Reconstruct your life

ขั้นตอนนี้คือการนำกลับมาประกอบร่าง
ซึ่งตรงกันข้ามกับขั้นตอนแรกคือ Deconstruct
เป็นขั้นตอนของการเลือก (Making choices)

ก่อนมาถึงขั้นตอนนี้ เราได้มองสิ่งเดิมด้วยมุมใหม่
ลองมาดูซิว่าซุปถ้วยเดิม เราสามารถใส่ความคิดสร้างสรรค์
แล้วนำกลับมาประกอบร่างใหม่อย่างไรบ้าง

ถ้าเราลองประกอบร่างใหม่โดยใส่เต้าหู้แทนไก่
ถ้าเราลองปรุงด้วยการแช่แข็งแทนการใช้ความร้อน
ถ้าเราลองเสริฟซุปที่แช่แข็งในรูปแบบแท่งเหมือนไม้ไอศครีมแทนชาม
ถ้าเราลองชวนให้ผู้ใช้เดินถือไปทานที่ไหนก็ได้แทนการนั่งทานที่โต๊ะ

เราอาจจะได้เห็น Soup Pop (เลียนแบบ Ice Pop หรือไอศครีมแท่ง) ก็เป็นได้

4. ขั้นตอนสุดท้ายเรียกว่า Express your life as a new design

ขั้นตอนนี้คือเรากำลังจะสร้างให้มันเกิดขึ้นจริง
เลือกใช้ส่วนผสมที่ทำให้คุณค่าเปลี่ยนไป
ปรุงมันในแบบที่เราต้องการ
เสริฟซุปในรูปแบบที่ทำให้คนทานตื่นเต้น
มันคือการสร้างประสบการณ์ค่ะ

เราอาจจะตั้งชื่อซุปแบบใหม่ของเราว่า Space Soup
เพราะผู้ทานสามารถถือซุปที่เย็นชื่นใจ ถือไปไหนก็ได้
และหยิบมานั่งทานที่ไหนอย่างไรก็ได้
เจ๋งไหมล่ะคะ!

โดยสรุป ถ้าเปรียบเทียบชีวิตเหมือนกันซุป
เราสามารถตั้งคำถามกับตัวเองด้วยการดีไซน์ใน 4 ขั้นตอน

1. Deconstruct: อะไรคือส่วนประกอบบ้าง
2. POV: ส่วนประกอบไหนที่เราอยากเปลี่ยน แทนที่ด้วยสิ่งใหม่ หรือคงไว้
3. Reconstruct: แล้วถ้าเราเปลี่ยนวิธีที่เราปรุงมันล่ะ
4. Express: แล้วถ้าเราเปลี่ยนวิธีที่เรากินมันล่ะ

ใน Blog ถัดไปจะมาเล่าวิธีการประยุกต์ใช้
กระบวนการทั้งหมดกับการออกแบบชีวิตให้มีความสุขค่ะ
สามารถติดตามขั้นตอนต่อไปได้ที่ลิงค์นี้

**************************************************
Photo Credit:
http://www.prhspeakers.com/speaker/ayse-birsel
aysebirsel.com
cindymangomini.com/tag/national-homemade-soup-day-drawing/
http://www.literacyideas.com/point-of-view
minimalistbaker.com/pina-colada-popsicles/
dansippleblog.blogspot.com/2016/02/popsicle-in-space.html

ชีวิตดีขึ้นทุก ๆ ด้าน ด้วยการจัดบ้านแค่ครั้งเดียว

เชื่อว่าพวกเราหลาย ๆ คนคงมีโอกาสได้อ่าน
หรือได้ยินเกี่ยวกับหนังสือ Bestseller เล่มนี้มาบ้างไม่มากก็น้อย
เขียนโดยมาริเอะ คนโด
โดยภาคภาษาอังกฤษใช้ชื่อหนังสือว่า
The life-changing magic of tidying up

และหนังสือเล่มนี้ก็ได้รับความนิยมมากมาย
จน Netflix นำมาสร้างเป็นเรียลลิตี้ทีวีที่ชื่อว่า
“จัดบ้านเปลี่ยนชีวิตกับมาริเอะ คนโด”

โพสต์นี้จึงไม่ได้มาเล่าเกี่ยวกับหนังสืออย่างเดียว
แต่จะมาแบ่งปันด้วยว่าหลังจากได้ทดลองทำ
“Konmari Method” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ มาริเอะ คนโด แล้ว
มันเกี่ยวกับ Life-changing อย่างไร

วิธีจัดบ้านของมาริเอะมีความเฉพาะตัวด้วยวิถีแห่ง Konmari เช่น

1. จัดตามหมวดหมู่ ไม่ใช่ตามพื้นที่ โดยเริ่มจาก
– เสื้อผ้า
– ตามด้วยหนังสือ
– เอกสาร
– ของจิปาถะทั้งหลาย
– และสุดท้ายคือของที่มีคุณค่าทางใจ

แทนที่จะเลือกเป็นสถานที่โดยจัดทุกอย่างที่อยู่ในห้องนั้น ๆ
เราจะเลือกของประเภทนั้นที่มีอยู่ในห้องต่าง ๆ มากองรวมกัน
และนั่นสร้างประสบการณ์ท้าทายและตกตะลึง
เวลาเราเห็นของตัวเองมากองรวมกันท่วมสูง

มาริเอะเล่าว่าจำนวนเสื้อผ้าเวลานำมากองไว้รวมกันแล้ว
มักจะสูงประมาณหัวเข่า
โดยเฉลี่ยจำนวนเสื้อผ้ากองนี้จะอยู่ที่ประมาณ 160 ชิ้น
เก๋เองก็มีความรู้สึกหวั่น ๆ เช่นกันตอนเริ่มเห็นของทั้งหมดของตัวเอง

2. เวลาเลือกว่าจะทิ้งหรือเก็บอะไร
ให้หยิบของสิ่งนั้นมาสัมผัส
แล้วถามตัวเองว่าของชิ้นนั้น “Spark joy”
หรือจุดประกายความสุขให้เราหรือไม่

มาริเอะจะเน้นไม่เก็บสิ่งของไว้ “เผื่อใช้” หรือ “เสียดาย”
เพราะความรู้สึกนั้นเป็น “ภาระ” ที่เราแบกมากกว่าจะเป็น “๋Joy”
ซึ่งนี่เป็นเคล็ดลับเรื่องหนึ่งที่ทำให้เรา
เหลือแต่ของที่ให้ความสุขกับเราจริง ๆ
หลังผ่านกระบวนการ Konmari ที่ปลุกเร้าความสุข

เก๋ตั้งข้อสังเกตว่าตอนลองวิธีนี้
มันทำให้เราไม่ได้พิจารณาแต่ประโยชน์ หรือ Functional
หรืออยู่ในหมวดใช้สมอง มองแล้วคิด
แต่เน้นที่ Sentimental และ Feeling ที่เรามีต่อของสิ่งนั้น
เป็นการใช้สัมผัสหรือ Intuition มาผสมด้วย

พอเราใช้สัมผัส มันทำให้เรากลับมาอยู่กับ “ปัจจุบัน”
กับความรู้สึกที่มีต่อของสิ่งนั้น
โดยไม่ต้องติดกับ “อดีต” หรือ “อนาคต”
ด้วยคำพูดว่า “ซื้อมายังไม่ค่อยได้ใส่” หรือ
“มันก็ยังโอเคอยู่ เก็บไว้ก่อน”

หนังสือภาคต่อของ The life-changing magic of tidying up
บอกเคล็ดลับ How-to ปลุกเร้าความสุขขณะจัดบ้าน

3. ทิ้งก่อนเก็บทีหลัง
คือทิ้งให้เกลี้ยงแบบรวดเดียวจบ
แล้วหาที่วางให้ของทุกชิ้นที่เหลือ

มาริเอะเชื่อว่าคนที่เก็บของเก่งคือคนหวงของ
เราเคยมีความเชื่อผิด ๆ ว่าการจัดบ้านคือการเก็บของเข้าที่
แท้ที่จริงการเก็บของเป็นการหลอกตัวเองว่า
ปัญหาได้รับการแก้ไขแล้ว
เพราะไม่ช้าของที่เก็บก็จะเต็มและห้องจะกลับมารกเหมือนเดิม
นี่คือเหตุผลที่การจัดบ้านต้องเริ่มต้นจาก “การทิ้งของ” เสียก่อน

Marie Kondo กำลังอธิบายวิธีจัดเสื้อผ้าในรายการ เรียลลิตี้ทีวีของเธอ

จากประสบการณ์พอได้ลองทำดูแล้ว
เก๋ได้เห็นหลาย ๆ มุมว่า “การจัดบ้าน”
ช่วยจัดระเบียบความคิด หรือ Mindset ของเราไปในตัว

1. ประสบการณ์ตัวเองตอนจัดตู้เสื้อผ้า
แล้วได้ถามตัวเองแต่ละครั้งตอนจับเสื้อแต่ละชิ้นเพื่อหา Joy
ทำให้เราได้สำรวจว่าของชิ้นนั้นมันจำเป็นหรือสำคัญกับเราอย่างไร

มาริเอะจะเน้นไม่ให้ลดขั้นเสื้อผ้าให้เป็น “ชุดอยู่บ้าน”
ซึ่งเก๋เชื่อว่าผู้อ่านทุกท่านก็มักจะมีชุดนี้ประจำบ้าน
เหตุผลหนึ่งที่มาริเอะไม่อนุญาตก็พอเข้าใจได้ว่า
เรามักจะอยากเก็บชุดที่ไม่ใช่ชุดเก่งไว้เป็นชุดอยู่บ้านเผื่อไว้ได้ใช้
เมื่อนั้นก็จะเป็นช่องว่างให้มีชุดอยู่บ้านมากขึ้น
และไม่ได้ลดจำนวนเสื้อผ้าลงเลย

หลาย ๆ ชิ้นเก๋ก็เคยเก็บไว้เพราะแค่ “เผื่อไว้ได้ใช้”
หรือซื้อมาแล้วยังไม่ได้ใส่ “เสียดาย”
ตามมาด้วยความหวังว่าจะใส่มันสักวัน
ซึ่งสิ่งเหล่านั้นก็ไม่เคยเกิดขึ้นจริง

วิธีของ Konmari เป็นการฝึกปล่อยวางได้ดีทีเดียว

ด้านล่างเป็นจำนวนไม้แขวนเสื้อบางส่วนที่ได้กลับมาจากการ
“ปล่อยวาง” เครื่องนุ่งห่มที่ไม่จำเป็นกับชีวิตหรือไม่ได้ทำให้เรามี Joy จริง ๆ

2. ตอนที่ชวนลูก ๆ จัดห้องของเขา
ก็ได้เรียนรู้ว่าถ้าเป็นเมื่อก่อน
เราจะเข้าไปจัดของให้เขาเลยในฐานะแม่ที่ดี (ที่เราทึกทักเอาเอง)
หรืออีกนัยหนึ่งคือเราเข้าไป “จัดการ” ชีวิตของเขา

แต่พอลองมาใช้วิธี Konmari
ที่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ Sense หรือความรู้สึกกับของแต่ละชิ้น
ของแบบนี้ต้องให้เจ้าตัวเป็นคนบอกเอง ทำแทนกันไม่ได้
เราก็ได้ฟังเหตุผลหรือความรู้สึกว่า
เพราะอะไรลูกเลือกที่จะเก็บหรือจะทิ้งของบางชิ้น

เป็นการฝึกเคารพความคิด ความรู้สึกคนที่เรารัก

และได้ยินเหตุผลหลาย ๆ อย่างที่เราก็คาดไม่ถึง
จากมุมมองของเด็กน้อยที่มีต่อของแต่ละชิ้น

3. ระหว่างทางในการหยิบจับสำรวจของทุกชิ้น
คุณอาจจะได้พบความประหลาดใจปนขำ
เมื่อพบของบางชิ้นของคุณที่ทำให้อุทานว่า
มันมาจากไหน หรือ มันยังอยู่ตรงนี้อีกหรือ!

ของเก๋จะเป็นชุดที่ซื้อมาแล้วมันโดนแอบอยู่ในซอกหลืบของตู้
เพราะความไม่เป็นระเบียบหรือทับซ้อนของเสื้อผ้าที่วางเบียดเสียดเยียดยัด
แล้วเคยทำให้เก๋หงุดหงิดว่าของรักหายไปไหน
ก็เลยไปแก้ปัญหาด้วยการซื้อไม้แขวนเสื้อมาเพิ่ม !

ส่วนของลูกจะเป็นชุดสมัยเด็ก ๆ ของเขา
ที่คงจะเคยผ่านมือมนุษย์แม่ขณะจัดของให้ลูก
แล้วนึกในใจว่า “โตขึ้นเดี๋ยวได้ใช้”
จนตอนนี้ลูกโตเกินของใช้ชิ้นนั้นแล้วก็เพิ่งมาเห็น
หรือเป็นของเล่นที่เขาโตเกินวัยจนของเล่นนั้นไม่ได้รับการสนใจ
และไม่ได้เป็นประโยชน์กับเขาอีกต่อไป

ทำให้เห็นว่าเราพกอดีตเก็บไว้เยอะทีเดียวที่เราไม่รู้ตัว

และถ้าไม่รู้จักวางหรือปล่อยของเดิมที่มีอยู่
ตู้เสื้อผ้าหรือบ้านใหญ่ยักษ์ขนาดไหน
ก็คงไม่พอกับความอยากหรือความต้องการของเราที่ไม่ได้ขัดเกลา

หมวกของลูกชายที่พอมาสำรวจดู ก็พบ Pattern ว่าเรามักจะมีของเหมือนเดิมที่เคยมี หรือเป็นสีเดิม ๆ ที่เราชอบ ซ้ำ ๆ หลายชิ้นโดยที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จริง ๆ จัง ๆ

4. สุดท้ายสิ่งที่เราได้คือ
ความสุขที่มาจากการปล่อยวางสิ่งที่ไม่ได้เป็นสาระสำคัญในชีวิต

มันคือการ Spark Joy ของเรานี่เอง

ดังนั้นใครที่อยากลองฝึกสังเกตมุมมอง ความรู้สึกของตัวเอง
หรืออย่างน้อยเป็นช่วงเวลาที่เราได้สำรวจความคิด
และแถมยังได้ใส่เสื้อผ้า แวดล้อมด้วยของใช้
ในบ้านที่จุดประกายความสุขให้เราจริง ๆ
ขอชวนมาจัดบ้านโดยอาจจะเริ่มจากเสื้อผ้า
ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวด้วยวิธี Konmari ดู

สุขสันต์วันปล่อยวางค่ะ

Growth mindset: จิตวิทยาแห่งความสำเร็จ

อะไรคือข้อแตกต่างที่สำคัญของคนที่ประสบความสำเร็จกับคนที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ?
ทำไมคนเก่งหลาย ๆ คนจึงยังไม่ประสบความสำเร็จ
แล้วถ้าเรายังไม่เก่ง ทำอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จ
บทความนี้มีคำตอบ!

จากประสบการณ์ในการช่วยพัฒนาผู้นำกว่า 10 ปี
ในบทบาทของการเป็น Trainer ที่แบ่งปันความรู้
และช่วยสร้างทักษะในการลงมือปฏิบัติกับการ Coach
สิ่งหนึ่งที่สังเกตเห็นได้ว่าเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลมาก ๆ ของความสำเร็จ
ที่มากหรือน้อย ที่เร็วหรือช้า ของคนแต่ละคน
คือ Mindset!

ใช่ค่ะ วันนี้เราจะคุยกันถึง Mindset ตัวที่สำคัญที่สุดตัวหนึ่ง
ในการสร้างความเติบโต หรือที่เราเรียกกันว่า Growth mindset

fixed mindset

1. Growth Mindset คืออะไร

หนังสือต้นตำรับสำหรับ Growth mindset เริ่มมาจาก Carol S. Dweck
ซึ่งเป็นอาจารย์ที่สอนด้านจิตวิทยาที่ Stanford University
เขียนรวบรวมไว้จากงานวิจัยของเธอในปี 2006 หรือเมื่อ 13 ปีที่แล้ว
ข้อสรุปจากงานวิจัยหลาย ๆ ชิ้นของ Carol Dweck พบว่า
วิธิมองโลก หรือ Mindset มี 2 แบบที่แตกต่างกันคือ

มิติของ Mindset Fixed mindset Growth mindset
ความพยายาม ถ้าต้องพยายามแปลว่าเรายังไม่เก่งจริง ความพยายามเป็นส่วนสำคัญที่บอกว่าเรากำลังเรียนรู้
ความท้าทาย มันทำให้เราแพ้ได้ง่าย ๆ ดังนั้นควรทำในสิ่งที่เราทำได้จะดีกว่า ทำให้เรามีความมานะ พากเพียร
ความผิดพลาด หลีกเลี่ยงกับความผิดพลาด เพราะทำให้เราดูไม่ดี ไม่มั่นใจในตนเอง ความผิดพลาดเป็นครูของการเรียนรู้ทั้งปวง
ข้อมูลป้อนกลับ

(ด้านปรับปรุง)

เขาว่าเราตรง ๆ โดยที่ไม่เข้าใจเรา
(ปกป้องตนเอง ต่อต้าน)
ดีนะที่มีคนมาบอก เราจะได้รู้ว่าครั้งหน้าต้องทำอย่างไรให้ดีขึ้น
ความสำเร็จของผู้อื่น ความสำเร็จของผู้อื่นคุกคามฉัน เราควรเรียนรู้จากความสำเร็จของผู้อื่น

เมื่อเห็นความคิดข้างต้นแล้ว เราคงพอเดาได้ไม่ยากว่าใครที่มีความสุขอยู่ใน Comfort zone เดิม ๆ!

sattaya

ตัวอย่างของการนำมาใช้ในองค์กรที่เราเห็นได้คือ CEO ของ Microsoft
เมื่อเขามารับตำแหน่งเพื่อพลิกโฉมให้กับ Microsoft
Satya Nadella นำเรื่องนี้มาเป็นแนวทางในการพัฒนา Mindset
เพื่อขับเคลื่อนองค์กรในช่วงที่ต้องก้าวข้ามความเปลี่ยนแปลง
เรื่องนี้พลิกโฉมให้ Microsoft เปลี่ยนจากวัฒนธรรม
Know-it-all เป็น Learn-it-all!

อ่านบทความที่เขียนถึงเรื่อง Microsoft ได้ที่นี่

2. GRIT ภาคขยายต่อของการเติบโตอย่างยั่งยืน

angela

Angela Duckworth นำงานของ Carol Dweck มาขยายผลในการศึกษา
โดยนำมาปรับใช้กับบทบาทการเป็นครูสอนคณิตศาสตร์ให้กับเด็กเกรด 7 ในนิวยอร์ค
เธอเรียนรู้ว่าไอคิวไม่ใช่สิ่งเดียวที่แยกเด็กเรียนดีที่สุดกับเด็กที่เรียนแย่ที่สุด
เพราะเด็กที่ผลการเรียนดีที่สุดบางคนไม่ได้มีคะแนนไอคิวสูงลิบ
แล้วเด็กที่ฉลาดที่สุดบางคนก็ไม่ได้มีผลการเรียนดีนัก

ดูคลิปที่เธอพูดใน Ted Talk ได้ที่นี่

สิ่งที่เธอค้นพบว่าเป็นปัจจัยหลักคือคำว่า Grit
ซึ่งเปรียบเสมือนการช่วยให้คนหนึ่งคนสร้างความสำเร็จแบบเป็นนักวิ่งมาราธอน
ไม่ใช่นักวิ่งระยะสั้น
เพราะความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้มาแค่ชั่วข้ามคืน

และแน่นอนค่ะเรื่องนี้มันทำให้คนหนึ่งคนลุกขึ้นมา
สร้าง Self-motivation ให้กับตนเองด้วยการปรับใช้ Growth mindset
เพื่อรักษาความเพียรพยายามทำในสิ่งที่ท้าทายกว่าความสามารถในปัจจุบัน
และรับมือกับความล้มเหลวในช่วงแรก ๆ ของการทดลอง
เพราะ Growth mindset เป็นความเชื่อที่ว่า
ความสามารถในการเรียนรู้เป็นสิ่งที่ไม่ตายตัว
สามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยความพยายามของเรา
และความล้มเหลวไม่ได้อยู่ยั้งยืนยง

grit

ทีนี้เราลองมาดูนะคะว่าวิธีการมองอย่างไรที่ทำให้เราสามารถเปลี่ยนมุมมองกับสิ่งที่เรายังทำไม่ได้หรือทำได้ไม่ดี

3. วิธีการเริ่มต้นเปลี่ยน Mindset จาก Fixed เป็น Growth

เครื่องมือที่ช่วยหยุดเสียงในหัวเมื่อเราสามารถ “จับสังเกต” Fixed mindset ของเรา
เวลาที่เราไม่เก่งเรื่องอะไร คือให้เราเติมคำว่า “ยัง” (yet) ลงไป เช่น

จากเดิม เปลี่ยนเป็น
ฉันไม่เก่งคอมพิวเตอร์  (I’m not good at computer) ฉัน ยัง ไม่เก่งคอมพิวเตอร์ (I’m not good at computer YET)
ฉันไม่รู้ (I don’t know) ฉัน ยัง ไม่รู้ (I don’t know YET)

ไม่เก่งตอนนี้ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่เก่งตลอดไป
คิดได้ดังนี้แล้ว ก็ไปลงมือเรียนรู้ฝึกฝนกันเลย!

yet 2

เครดิตภาพ:
https://www.forbes.com/sites/tomvanderark/2018/04/18/hit-refresh-how-a-growth-mindset-culture-tripled-microsofts-value/#5a9a320852ad
https://www.teacherspayteachers.com/Product/Growth-Mindset-Bulletin-Board-Display-The-Power-of-Yet-3325818

*********************************

คลิ้กที่นี่เพื่อติดตามสาระความรู้ล่าสุดที่แฟนเพจ “The Art of Growing”

The Art of Growing

 

 

 

The One Thing: 3 ข้อคิดเปลี่ยนชีวิตให้สำเร็จแบบง่าย

สวัสดีค่ะคุณผู้อ่าน
เริ่มต้นปีใหม่มาได้ครบ 1 เดือนเต็มแล้ว
เป้าหมายของเราในปี 2016
ที่เขียนไว้เมื่อตอนต้นปี
ตอนนี้ไปถึงไหนแล้วคะ

ที่เกริ่นแบบนี้เพราะ
เข้าใจเลยค่ะว่าหนึ่งเดือนที่ผ่านมา
ทุกคนยุ่งมว๊ากกกก
จนยังไม่ได้เริ่มอะไรสักเท่าไร
ใช่ไหมคะ 🙂

อาการสามัญประจำบ้านค่ะ
เป็นกันทุกคน
มีกันทุกบ้าน
กับคำว่า “ยุ่งจนลืม”

book_the one thing

วันนี้เก๋เลยขอแนะนำเทคนิค
จากหนังสือ Bestseller อีกเล่มหนึ่ง
จากทำเนียบของ Wall Street Journal
ที่ชื่อว่า “The One Thing

หนังสือเล่มนี้ทำให้เรา
ใช้ชีวิตแบบ LESS is MORE
เข้าทำนอง Work Smart, not Work Hard
ยืนอยู่บน Simple truth (ความเป็นจริงที่เรียบง่าย)
ที่เรามักมองข้าม ยกตัวอย่าง เช่น

1. โลกนี้ไม่มีอะไรเท่าเทียม (Equality is a lie)
คนชอบคิดว่าอยากทำนี่ นู่น นั่น
ซึ่งในความเป็นจริงเรามัก Overly committed
พอหมดวันก็พบว่าทำได้ไม่ถึงครึ่งเดียว
ของ To do list ที่ตั้งใจไว้

to do list

ประเด็นคือ เราควรมี Focus ในกิจกรรมต่าง ๆ ที่ทำ
เลือกเฉพาะกิจกรรมที่ใช่จริง ๆ
คัด To do list มาเป็น Success list
โดยตัดข้อที่เป็นสิ่งที่ “น่าจะทำ” ออก
ให้เหลือแต่สิ่งที่ “ควรทำ”
รู้จักปฏิเสธให้เป็น!

2. ใช้ชีวิตแบบมีวินัย ซึ่งไม่จำเป็นเลย!
ความสำเร็จไม่ได้จำเป็นต้องมาจาก
ความมานะบากบั่นเป็นระยะเวลานาน ๆ เท่านั้น
ทางลัดคือความสำเร็จมาจากการทำสิ่งที่ใช่
ไม่ใช่ทำทุกอย่างให้ใช่
(Doing the right thing VS.
Doing everything right)
ซึ่งการทำแบบนั้นมันดึงพลังงานในการใช้ชีวิตของเราไป

3. ชีวิตที่สมดุลคือเรื่องลวงตา
(A balanced life is a lie)
อันนี้ชอบค่ะเพราะหลายครั้งเราก็ตีความผิด
มันลวงเราตรงคำว่า Balance นี่แหละ

ยกตัวอย่างเช่น ตรงกลางของ 10 คือ 5
กินข้าวก็เลยกินแบบกลาง ๆ
ไม่ดีเวอร์ ไม่แย่จนน่าเกลียด
ทำงานก็ทำแบบกลาง ๆ
มาก ๆ เดี๋ยวเหนื่อย น้อยไปเดี๋ยวเฉื่อย
จนมาลงเอยว่า
“ชีวิตที่น่าเบื่อ” (I have no life)

ซึ่งในความเป็นจริงความมหัศจรรย์คือ
การใช้ชีวิตแบบเต็มที่สุด ๆ
ณ เรื่องหนึ่งเรื่องใดชั่วเวลาหนึ่ง
แล้วถอยกลับมาใช้ชีวิตในอีกมุมหนึ่ง ณ ช่วงเวลาอื่น
บวกกลบลบหนี้ ก็เลยพอดีกับคำว่า “สมดุล”
คือมันไม่ต้องสมดุลทุกขณะเวลา
และในความเป็นจริงมันทำไม่ได้ขนาดนั้น
แต่ขอให้สมดุลในช่วงเวลาช่วงหนึ่งช่วงใด

iceberg

ในหนังสือเก๋ชอบรูปเปรียบเทียบรูปหนึ่ง
เป็นรูปภูเขาน้ำแข็ง (Iceberg)
บอกไว้ว่าคนที่มีผลลัพธ์ในชีวิต (Productivity)
มาจากคนที่จัดลำดับความสำคัญ (Priority)
และที่เขาจัดลำดับความสำคัญได้
เพราะเขารู้ว่าเขาต้องการอะไร (Purpose)

มีจุดมุ่งหมายแต่ไร้ลำดับขั้น
ก็ไม่ทำให้เราใช้ชีวิตอย่างสดชื่น มีพลัง
เหมือนเรามีเข็มทิศในชีวิต
แต่ไร้นาฬิกาในการดำเนินชีวิต
เป็นสภาพว่ารู้นะว่าเราจะไปไหน
แต่กำหนดก้าวที่เดินไม่ถูก
เห็นดาวเหนืออยู่ไกล ๆ
แต่กะไม่ได้ว่าต้องเดินกี่ก้าว ใช้เวลาเท่าไร

โฟกัสสำหรับเราจึงเท่ากับคำว่า
เราจะทำอะไร?
พอ ๆ กับคำว่า
เราจะไม่ทำอะไร?

คุณผู้อ่านล่ะคะ มีอะไรในชีวิต
ที่คุณให้คำมั่นว่าจะ “ไม่ทำ” บ้างคะ?

**********************************
คลิ๊กที่นี่เพื่อติดตามสาระความรู้ล่าสุดที่แฟนเพจ “The Art of Growing”
The Art of Growing

Coaching by Story: ถึงมือหมอ

ขอประเดิมโพทส์แรกของปี 2016
ด้วย Story จากหนังสือ Bestseller เล่มหนึ่ง
(ยอดขายกว่า 1,200,000 เล่มทั่วโลก)
ที่ชื่อว่า “Leadership and Self-deception:
Getting out of the box.”

deception cover

ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง
กลางกรุงเวียนนาในช่วงศตวรรษที่ 19
มีสูตินรีแพทย์ท่านหนึ่งชื่อ
Ignaz Semmelweis (อิกแนตซ์ เซมเมลไวส์)
นายแพทย์ท่านนี้พยายามหาสาเหตุของอัตราการเสียชีวิต
ในแผนกทำคลอดที่ตนทำงานอยู่

กล่าวคือผู้หญิงหนึ่งคนจากทุก ๆ สิบคน
จะเสียชีวิตจากการคลอดลูกที่นี่
นั่นทำให้ผู้หญิงบางคน
ยอมคลอดลูกข้างถนนแล้วค่อยมาที่โรงพยาบาล!

นายแพทย์ท่านนี้พยายามทุกวิถีทาง
ควบคุมตั้งแต่ท่าทำคลอดบุตร
ระบบระบายอากาศ อาหารการกิน
รวมไปถึงการซักรีดเสื้อผ้าคนไข้
แต่ก็ไม่พบสาเหตุที่สามารถอธิบายได้

vienna 1

มีอยู่ช่วงหนึ่งที่นายแพทย์ท่านนี้
ต้องไปเยี่ยมเยียนโรงพยาบาลอื่นเป็นเวลาสี่เดือน
เมื่อกลับมาเขาพบว่าอัตราการเสียชีวิต
ลดลงอย่างฮวบฮาบช่วงที่เขาไม่อยู่

เขาพยายามหาสาเหตุของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น
และเริ่มสังเกตว่าสิ่งที่แตกต่างช่วงที่เขาไม่อยู่คือ
หมอคนที่มาทำงานแทนเขาช่วงสี่เดือนนั้น
ไม่ใช้เวลาในการวิจัยศพมากเหมือนเขา
(โรงพยาบาลที่เขาอยู่เป็นโรงพยาบาลที่เน้นการวิจัย
หมอที่นี่จะใช้เวลากับการรักษาผู้ป่วยและวิจัยศพด้วย)

เขาพึ่งตระหนักรู้ว่าเชื้อโรคจากมือหมอที่ทำการวิจัยศพ
ได้ติดมาและแพร่ไปสู่คนไข้ที่สุขภาพดี
เขาจึงกำหนดนโยบายให้หมอต้องล้างมือ
ด้วยสารละลายคลอรีนผสมปูนขาวก่อนตรวจคนไข้

และนั่นทำให้อัตราการเสียชีวิตลดฮวบลง
เหลือเพียง 1 ต่อ 100
สรุปว่าหมอทำคลอดนั่นเอง
ที่เป็นนักบุญและเพชรฆาตในคนเดียวกัน!

เก๋นำเรื่องนี้มาแบ่งปัน
เพราะได้แรงบันดาลใจจากเรื่องราวของ
The Stolen Cookies @ Airport อันโด่งดัง
ที่คุณผู้อ่านหลาย ๆ คนคงเคยผ่านตามาบ้างแล้ว
(อ่านเรื่องเต็มได้ที่นี่)

บทสะท้อนกลับ (Reflection):
เรื่องราวของนายแพทย์นี้บอกอะไรกับเรา?

ในหนังสือเล่มนี้พูดไว้น่าสนใจว่า
Self-deception (การหลอกลวงตนเอง)
หรือคุณผู้อ่านจะเรียก “มโน” หรือ “จิ้น” ก็ได้
แล้วแต่วัยของคุณจะเรียกร้อง 🙂

คือการที่คน ๆ หนึ่งไม่ได้มองเห็นว่า
เขานั้นเป็นส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดปัญหา
เพราะคนเรามักชี้นิ้วไปที่คนอื่น (ภาวะ Self-deception)

เช่น ลูกน้องไม่เข้าใจโครงงานที่อธิบาย
ทั้ง ๆ ที่เราก็พูดไปหลายรอบ
นั่นก็เพราะลูกน้องคิดช้า ไม่ฉลาด ไม่เอาใจใส่
แต่ไม่เคยถามตนเองว่าอธิบายยากไปไหม
พูดเร็วไปไหม ใช้ศัพท์เทคนิคเกินไปไหม

ถ้ามีการสอบแล้วผลคะแนนออกมาน้อย
นั่นก็เพราะครูสอนไม่ดี  ไปขอแล้วเพื่อนไม่ติวให้
ตื่นสายไปสอบไม่ทัน  ข้อสอบยาก
บลา บลา บลา…….
คิดดูสิ ข้อสอบอยู่ของมันเฉย ๆ
ยังเป็นต้นเหตุแห่งปัญหาของเราได้!

และถ้าเมื่อใดก็ตามที่เรายังไม่เห็นว่า
เราเป็นส่วนหนึ่งที่เป็นต้นเหตุของปัญหา
เราจะไม่สามารถแก้ไขอะไรได้
เพราะเราเห็นตนเองเป็น “เหยื่อ”
ของเรื่องร้ายที่เกิดขึ้น

leonado

ปีใหม่นี้จึงขอให้เป็นปีที่เราได้
Awake and Aware กันนะคะ!

ชยสาโร

**********************************
คลิ๊กที่นี่เพื่อติดตามสาระความรู้ล่าสุดที่แฟนเพจ “The Art of Growing”
The Art of Growing

5 วิธีลดงานเพื่อความสำเร็จ

ช่วงนี้ใกล้สิ้นปี 2558 แล้ว
เก๋มีโอกาสได้ทำ Group Coaching ให้กับลูกค้า
ในการทบทวนการทำงานในปีที่ผ่านมา
และตั้งเป้าหมายสำหรับปีใหม่ที่จะมาถึง

เลยทำให้นึกการให้สัมภาษณ์ของ Jack Ma
ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ชื่อดัง Alibaba.com
ในรายการของ KBS ที่เกาหลี
ถึงเคล็ดลับของการดำเนินชีวิตในแต่ละช่วงว่า

jack ma

ก่อนอายุ 20 ปี:
ตั้งใจเรียน

ก่อนอายุ 30 ปี:
หาเจ้านายต้นแบบเพื่อติดตามและเรียนรู้จากคนนั้น

ระหว่าง 30-40 ปี:
ทำงานสร้างเนื้อสร้างตัว

ระหว่าง 40-50 ปี:
มุ่งทำในสิ่งที่เราถนัดหรือเชี่ยวชาญ  เพราะด้วยวัยนี้จะไม่ใช่เวลามาค้นหาตัวตนเหมือนตอนเป็นวัยรุ่นแล้ว

ระหว่าง 50-60 ปี:
ทำงานโดยให้การสนับสนุนคนรุ่นใหม่  ลงทุนกับคนกลุ่มนี้เพราะเขาเป็นกำลังสำคัญ  และที่สำคัญเขาเก่งกว่า คล่องแคล่วกว่า

60 ปีขึ้นไป:
มีความสุขกับการใช้ชีวิตกับตนเอง พักผ่อน นอนอาบแดด

<สัมภาษณ์ Jack Ma ในรายการ KBS> 

เก๋เองมีโอกาสได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง
ซึ่งนำเสนอแนวคิดคล้าย ๆ กับที่ Jack Ma พูดไว้
คือหนังสือที่ชื่อว่า “จงทิ้งงานไปครึ่งหนึ่งเมื่อถึงวัย 40
แต่งโดย Yoshinori Shimazu
(แปลโดย บรรเจิด ชวลิตเรืองฤทธิ์)

book 40

สิ่งที่ชอบในหนังสือคือแนวคิดที่ทำให้ชีวิตมีโฟกัส
โดยเชิญชวนให้ผู้อ่าน “ทิ้ง” งานที่ผ่านมา
ซึ่งเป็นมุมที่แตกต่างท้าทายจากตรรกะ
ที่เรา ๆ ท่าน ๆ ได้รับการสอนมาว่า
ยิ่งมี Input มาก ยิ่งมีผลสำเร็จมาก

Shimazu กล่าวไว้ว่าในวัย 20-30
เป็นช่วงเวลาที่เราสั่งสม สร้างทักษะ
และไขว่คว้าสิ่งต่าง ๆ ใส่ตัว
ไม่ว่าจะเป็นนิสัย ความภูมิใจ
ลูกน้อง ความสำเร็จ
หน้าที่การงาน  Connection

ซึ่งพอรู้ตัวอีกทีสิ่งต่าง ๆ ทั้ง “ดี” และ “ร้าย”
ก็สะสมทับถมมากมายแยกแยะลำบากว่าอะไรใช่ไม่ใช่
อะไรก่อน อะไรหลัง อะไรจำเป็น อะไรไม่จำเป็น

คนวัย 40 จำนวนมากจึงต้องใช้ชีวิตแต่ละวัน
ไปกับการตะเกียกตะกายเพื่อไม่ให้จมหายไปกับงาน
หรือความรับผิดชอบที่ท่วมท้น

busy work 2

คงเหมือนที่ Jack Ma กล่าวว่า
ช่วงวัยนี้ไม่ใช่การมาค้นหา “เดอะสตาร์” ในตัวเรา
หากแต่เป็นช่วงที่เราควรจัดระเบียบชีวิต
แยกแยะ “สิ่งที่ต้องการ” กับ “สิ่งที่ไม่ต้องการ” ออกจากกัน

แล้ว “ทิ้ง” สิ่งที่ไม่ต้องการลงถังขยะไปซะ!

เก๋ขอสรุปใจความสำคัญ
คัดแยกเป็นหัวข้อใหญ่ ๆ ในการ “ทิ้ง” ดังนี้ค่ะ

1. ตัดใจ “ทิ้ง” เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิต

ทิ้งการยึดติดกับความสำเร็จด้วยวิธีเดิม ๆ ที่เคยใช้ในอดีต
ทิ้งมุมสบายของตัวเองในปัจจุบัน

ถ้าแบ่งลักษณะเฉพาะของพฤติกรรมมนุษย์ออกเป็น 3 แบบคือ
– คิดก่อนแล้วค่อยวิ่ง
– คิดไปวิ่งไป
– วิ่งก่อนแล้วค่อยคิด

วัย 40 เป็นช่วงเวลาที่รูปแบบการทำงาน
จะกลายเป็นแบบอนุรักษนิยม
หรือคอยตั้งรับเพื่อป้องกันตัวเอง

ดังนั้นการมองไปยังเส้นชัยแล้วเริ่มวิ่งออกไปก่อนน่าจะดีกว่า
ถึงงานอาจมีช่องโหว่อยู่เต็มไปหมดเพราะทำอย่างไม่รัดกุม
แต่ถ้าได้ลองออกวิ่งไปจนถึงเส้นชัยดูสักครั้ง
ภาพรวมและจุดที่ควรปรับปรุงของงานก็จะปรากฏชัดขึ้นมาเอง
ดังนั้นจงสร้างนิสัย “วิ่งก่อนแล้วค่อยคิด”

comfort zone

2. “นิสัย” เปลี่ยน พฤติกรรมเปลี่ยน

ทิ้งนิสัยอยากทำโน่นทำนี่สารพัด โดยใช้กฎ 3 ข้อ
กฎของเลข 3 คือ บีบเรื่องที่ต้องทำทุก ๆ เรื่อง
ให้เหลือแค่ 3 อย่าง
โดยเฉพาะเมื่อใดที่เรารู้สึกว่า….
– ยุ่งจนไม่มีเวลา
– มีเรื่องที่ต้องทำเยอะเกินไป
– เรี่ยวแรงถูกแบ่งออกไปหลายทาง
ให้ใช้ความกล้าหาญตัดสิ่งต่าง ๆ ทิ้งไป
แล้วบีบให้เหลือ “3 อย่าง”

habits

3. การเลือกแล้ว “โฟกัส”

แนวทาง 6 ข้อที่ใช้วิเคราะห์ว่างานที่ทำอยู่
เป็นอาชีพในฝันหรือเปล่า
1) ชอบหรือเปล่า?
2) ถนัดหรือเปล่า?
3) สนุกหรือเปล่า?
4) เป็นงานที่ให้ประโยชน์กับคนอื่นหรือเปล่า?
5) เป็นงานที่ถูกต้องหรือไม่เอาเปรียบสังคมหรือเปล่า?
6) คุ้มค่าในเชิงเศรษฐกิจหรือเปล่า?

ถ้าผ่านเกณฑ์ 6 ข้อ……อาชีพในฝัน
ผ่านเกณฑ์ 5 ข้อ…..อาชีพที่เหมาะสม
ผ่านเกณฑ์ 3-4 ข้อ…..ทำงานแลกเงิน
ผ่านเกณฑ์ไม่เกิน 2 ข้อ…..ควรตัดทิ้งแล้วเปลี่ยนงานทันที

focus

4. เปลี่ยนตารางเวลา

แนวคิดเรื่อง Work-Life balance
ทำให้คนส่วนใหญ่คิดว่า
ต้องแยกเรื่องงานและชีวิตออกจากกัน
ทั้งที่ในความเป็นจริง
เป็นเรื่องที่ทำให้สมดุลกันไม่ได้อยู่แล้ว
ดังนั้นให้ตั้งเป้าไปยัง “ชีวิตที่สวยงาม”
ไม่ใช่ “สมดุลระหว่างงานกับชีวิต”

คนเรามีเวลาจำกัดเพียงวันละ 24 ชั่วโมง
เวลาที่เรากำลังทำอะไรสักอย่าง
ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นเวลาที่เรา
“ไม่ได้ทำ” อะไรอีกตั้งมากมาย
แบ่งเวลา 80% ให้กับเรื่องที่ก่อให้เกิดผลสำเร็จของงาน
ใช้เวลา 80% ของตัวเอง
ไปกับเรื่องที่สำคัญจริง ๆ 20%

less is more 3

5. สร้างสัมพันธ์กับคนที่สำคัญจริง ๆ

ในสมองคนเรามีเซลล์ประสาทที่เรียกว่า
เซลล์กระจกเงา (Mirror Neuron)
ดังนั้นถ้าใช้เวลานาน ๆ
อยู่กับคนที่ชอบพูดไร้สาระ
หรือเอาแต่ตัดพ้อต่อว่าโชคชะตา
เซลล์กระจกเงาจะทำให้เราติดพฤติกรรมพวกนี้

คุณภาพทั้งเรื่องงานและชีวิต
จะเปลี่ยนไปตามผู้คนที่พบเจอ
ดังนั้น เราควรคบหาคนที่มีพลังบวกมาก ๆ
คนเหล่านี้มักมอบคำพูดที่ดี การเรียนรู้ที่ดี
ความมุ่งมั่นที่ดีให้เรา

spend time

คำถาม
ปีใหม่ที่จะถึงนี้เราจะ “ทิ้ง” งานหรือพฤติกรรมใด
ที่ไม่ก่อให้เกิดความสุขความสำเร็จในชีวิตกันบ้างคะ?

สวัสดีปีใหม่ 2559 ทุกท่านค่ะ

เครดิตภาพ:
workplacepsychology.net
thedailyquotes.com
quotesgram.com
http://www.bestsayingsquotes.com
likesuccess.com
http://www.pinterest.com/pin/236087205440750527/

**********************************
คลิ๊กที่นี่เพื่อติดตามสาระความรู้ล่าสุดที่แฟนเพจ “The Art of Growing”
The Art of Growing

Continue reading