3 ข้อผิดพลาดที่ทำให้เราเปลี่ยนพฤติกรรมไม่สำเร็จ

1

ไอนสไตน์เคยบอกไว้ว่า
คนบ้า  คือคนที่ทำอะไรซ้ำ ๆ
แล้วคาดหวังผลลัพธ์ที่แตกต่างไป
!”
พวกเราที่มีเป้าหมายที่ต้องการไปให้ถึง
ก็เลยต้องลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตนเอง

กี่ครั้งที่เราอยากเปลี่ยนแปลงตนเองให้เป็นคนใหม่
อยากออกกำลังกายเพื่อให้สุขภาพดี
อยากทำงานแบบมีวินัย  ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง
อยากเป็นคนใจเย็น  ไม่พูดจาโผงผางกับคนรอบข้าง

เราได้แต่อยากเปลี่ยน  แต่เราเปลี่ยนไม่ค่อยสำเร็จ
อะไรเป็นสิ่งที่เรามองข้ามหรือเข้าใจผิดในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมกันล่ะ?
หรือถ้าหากเราได้รู้เรื่องเหล่านี้แล้ว
จะสามารถทำให้เราปรับพฤติกรรมได้ง่ายดายขึ้น

marshall

ดร. มาร์แชล โกลด์สมิธ (Marshall Goldsmith)
ซึ่งเป็นโค้ชผู้บริหาร
ทำการศึกษาเรื่องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมคน
ได้พูดถึงเรื่องที่คนมักมองข้าม
ในการสร้างพฤติกรรมใหม่ ๆ
ไว้ในหนังสือชื่อ
Triggers: Sparking positive change and making it last

triggers

เก๋ขอนำบางหัวข้อมาแบ่งปัน
พร้อมแชร์ประสบการณ์จริงที่ได้พบเห็น
จากงานที่ปรึกษาและการเป็นโค้ช
================

3 ข้อผิดพลาดที่ทำให้เราเปลี่ยนพฤติกรรมไม่สำเร็จ ได้แก่

1. มีแต่ “ความเข้าใจ” แต่ไม่ได้ “ลงมือทำ”
(Understanding VS Doing)

หลาย ๆ คนเป็นนักอ่าน  ชอบเข้าสัมมนา
หาความรู้จากการพูดคุยกับคนเก่ง ๆ
เพราะเชื่อว่าจะทำให้เราพัฒนา
จริง ๆ แล้วการได้ข้อมูลเหล่านั้น
เป็นเรื่องของ “ความเข้าใจ”
แต่ “การลงมือทำ” หลังจากมีความรู้ความเข้าใจ
จะทำให้เราได้ผลลัพธ์

ตอนที่เก๋ไปเรียนกับแอนโทนี่ ร๊อบบินส์
ซึ่งเป็น Performance Coach อันดับต้น ๆ ของโลก
เขาพูดถึงประโยคหนึ่งก่อนเริ่มเรียนว่า

สิ่งที่เราได้เรียนรู้  ไม่ได้ทำให้เราสำเร็จ
แต่การลงมือทำจากความรู้ที่เราได้ต่างหาก
ที่ทำให้เราสำเร็จ!

และโทนี่ก็พูดถึงคำว่า Taking Massive Action
หรือเน้นให้เรานำสิ่งที่เรียนไปลงมือทำอย่างจริงจัง
ตลอดชั่วโมงการเรียนที่เหลือ
หากว่าเราอยากประสบความสำเร็จ

2

2. ฉันมีความมุ่งมั่นตั้งใจในการเปลี่ยนแปลงอย่างเปี่ยมล้น
และไม่จำเป็นต้องใช้การติดตามหรือเครื่องมือใด ๆ
เพราะนั่นเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า
ฉันเป็นคนที่จิตใจอ่อนแอ

ดร. มาร์แชลบอกว่าในความเป็นจริง
การสร้างสิ่งแวดล้อม
ที่ส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
จะช่วยให้เราสร้างการเปลี่ยนแปลงได้เร็วขึ้น

อันนี้เก๋ขอยกตัวอย่างหนังสือเล่มหนึ่ง
เขียนโดยคุณบอย วิสูตร แสงอรุณเลิศ
บอกเล่าเรื่องการเปลี่ยนพฤติกรรมตนเองได้สำเร็จ
พลิกสถานการณ์จากคนที่ติดลบ เงินหมดบัญชี
ไม่มีความสุขในการทำงาน ไม่มั่นใจในตนเอง
ความสัมพันธ์ย่ำแย่
มาเป็นคนที่มีรายได้หลายทาง มีงานที่ตอบโจทย์ชีวิต
มีความสงบสุขอยู่กับครอบครัว

คุณบอยมีความตั้งใจในการเปลี่ยนแปลงตนเอง
ไม่ให้เผลอคิดลบ
โดยอาศัยอุปกรณ์ชิ้นสำคัญ
เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมย้ำเตือนตนเอง
โดยทุกครั้งที่คิดลบ
คุณบอยจะใช้หนังยางที่สวมอยู่บนข้อมือ
ดีดข้อมือตนเองสักป้าบ
เพื่อย้ำเตือนให้จดจำว่ากำลังคิดลบอยู่
และเป็นที่มาของหนังสือขายดีชื่อเรื่อง
หนังยางล้างใจ

stick

3. การที่อยู่ดี ๆ ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลง  
จะทำให้ฉันดูไม่เป็นธรรมชาติ จอมปลอม

บางคนมีคำอธิบายหรือคำแก้ตัว
ในการไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมใหม่ ๆ ว่า
ไม่ใช่แนว”  “ไม่ถนัด”  “ไม่เป็นตัวเอง
หรือบางคนเยอะหน่อยก็จะบอกว่า
ฉันไ่ม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนี้

ตัวอย่างเช่น
ลูกค้าเก๋ที่เป็นผู้ถูกโค้ชจะรู้สึกกระอักกระอ่วนในทุกครั้ง
ที่เขาแสดงพฤติกรรมใหม่กับทีมงานหรือคนรอบข้าง
ด้วยความหวั่นเกรงว่าคนรอบข้างจะครหาว่า
ทำไมเปลี่ยนไป!
พี่ไม่สบายหรือเปล่า!
(หรือ)
จะเอาอะไรกับฉันเหรอถึงมาพูดดีด้วย!

fake

เก๋จะบอกกลับไปทุกครั้งว่า
ถ้าเขาพูดแบบนี้กับคุณ
แล้วคุณก็เลยเปลี่ยนแปลงตัวเองได้แค่ 3 วัน
นั่นคือคุณ Fake ของจริง!
แต่ถ้าคุณทำมันจนเป็นเรื่องธรรมดา  นาน ๆ เข้า
คนเหล่านั้นก็จะรู้สึกเป็นเรื่องปกติเพราะเขาคุ้นชินกับมัน

change

โดยสรุป
บทความนี้ทำให้เรามีความเข้าใจที่ถูกต้องว่า
1. อย่าจดจ่อแต่กับความรู้ความเข้าใจแต่ให้ลงมือทำ
2. หาตัวช่วยในการติดตามพฤติกรรมที่ตนเองต้องการเปลี่ยนแปลง
3. ทำอย่างต่อเนื่อง  อาจรู้สึกแปลก ๆ ช่วงแรก  นั่นเป็นเรื่องปกติ

ประเด็นสำคัญที่อยากบอกเล่าจากประสบการณ์
เมื่อเปรียบเทียบบทบาทที่ผ่านมาของเก๋
ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย วิทยากร จนมาถึงการเป็นโค้ช
เก๋พบความแตกต่างในแต่ละงาน  กล่าวคือ

การเรียนหนังสือ เราเน้นความรู้
เพราะคนเรียนต้องนำไปสอบซึ่งเป็นเป้าหมายหลัก
ส่วนจะนำไปใช้มากน้อยแค่ไหนในชีวิต
ไม่ได้เป็นสิ่งที่บังคับสำหรับผู้เรียน

การอบรม สัมมนา  เน้นความรู้และทักษะบางอย่าง
สังเกตได้จากเราต้องมีการทำ Workshop ในห้อง
แต่หลังจบการอบรมสัมมนาแล้ว
แต่ละคนจะมุ่งมั่นนำไปใช้ในการทำงานอย่างไร
ขึ้นอยู่กับเจ้าตัว
หรือหัวหน้าของเขาว่าสนใจ
หรือเอาใจใส่ติดตามลูกน้อง
ที่ถูกส่งมาเรียนมากน้อยแค่ไหน
สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนส่งเสริมสำคัญที่ทำให้
การอบรมหรือสัมมนานั้นคุ้มค่า
ได้ผลลัพธ์อย่างที่ต้องการ

ส่วนการ Coaching
เราไม่เน้นที่ความรู้ (Knowledge)
แต่เน้นที่การตระหนักรู้ และเข้าใจ
เกี่ยวกับตนเอง (Awareness)
สร้างเป้าหมาย แรงผลักดัน ให้เกิดขึ้น
แล้วลงมือทำอย่างต่อเนื่อง
โดยมีโค้ชเป็นพี่เลี้ยง เป็นเพื่อนร่วมเดินทาง
จนคุณประสบความสำเร็จ

ดังนั้นหากเราอยากเปลี่ยนแปลงตนเอง
ให้เลือกประเภทของการพัฒนา
ที่เหมาะกับตนเองในแต่ละช่วง
เก๋เชื่อว่าทุกอย่างเป็นองค์ประกอบที่สำคัญด้วยกันทั้งสิ้น
ขึ้นอยู่กับว่าเราอยู่ตรงไหนใน Journey
และเราต้องการการสนับสนุนแบบใด

ลองถามตนเองว่าตอนนี้
คุณต้องการอะไรเพื่อสร้างผลลัพธ์ในการเปลี่ยนแปลงตนเอง
ความรู้?
ทักษะ?
หรือการลงมือทำ?

**********************************
คลิ๊กที่นี่เพื่อติดตามสาระความรู้ล่าสุดที่แฟนเพจ “The Art of Growing”
The Art of Growing

3 วิธีคิดแบบใหม่ให้ได้นวัตกรรม

innovation

เวลาพูดถึง “นวัตกรรม”  เรานึกถึงคำว่าอะไรบ้าง?

…..

“ใหม่, ไม่ซ้ำ, แตกต่าง, ไม่เคยมีมาก่อน, เทคโนโลยี” ฯลฯ

ไม่ว่าเราจะนึกถึงคำว่าอะไร  Guy Kawasaki (ชายผู้เคยทำงานกับ Steve Jobs ใน Apple และสร้างความสำเร็จให้กับ Apple หลายอย่าง) มีมุมมองจากประสบการณ์ของเขามาเล่าให้ฟัง

ผู้เขียนมีโอกาสได้ดูคลิปสรุปสุดยอดศิลปะของการสร้างนวัตกรรม (Guy ให้ชื่อหัวเรื่องของเขาว่า The Art of Innovation) แล้วคัดมา 3 เรื่องเด็ดที่พบบ่อยในบริษัทของลูกค้า

ลองมาดูซิว่าเราเข้าใจวิธีคิดของการสร้างนวัตกรรมว่าเป็นอย่างนี้หรือไม่

1. Don’t worry, be crappy. อย่ากังวลจนเกินไปหากคุณทำอะไรไม่เข้าท่าไปบ้าง

อย่าลืมว่าการสร้างนวัตกรรมคือการลงมือทำอะไรบางอย่างที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก  และแน่นอนมันย่อมจะไม่สมบูรณ์แบบตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ  บ่อยครั้งที่ผู้เขียนเห็นองค์กรที่ไปให้คำปรึกษากลัวกับคำว่า “ผิดพลาด” เสียจนไม่กล้า “ลอง” อะไรใหม่ ๆ  และ “รอ” จนกว่าทุกอย่างถูกต้องถึงค่อย “เริ่ม”  ซึ่งแบบนั้นถือว่า “สาย” เกินไปแล้ว

2. Make “Mantra” instead of “Mission Statement”  สร้าง “มนตรา” แทนคำว่า “พันธกิจ”

มนตราคือ คีย์เวิร์ด 2-3 คำที่อธิบายคุณค่าของสิ่งที่เราเป็น  ซึ่งทำให้ผู้ฟังเข้าใจง่าย  ซึ่งตรงข้ามกับคำว่าพันธกิจ

ลองนึกถึงบางครั้งที่เราเคยไปตามสถานที่ที่แปะโปสเตอร์อธิบายพันธกิจเสียดูไฮโซ  ยาวเหยียด  สุดท้ายก็อ่านแล้วไม่เข้าใจสาระสำคัญว่าองค์กรนั้นทำอะไรกันแน่

Guy ยกตัวอย่างพันธกิจของ Wendy’s ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ขายแฮมเบอร์เกอร์ในอเมริกาว่า “Deliver superior quality of products and services for our customers and communities through leadership, innovation, and partnership

images_wendy

Guy เล่าให้ฟังอย่างติดตลกว่าเวลาไปกินแฮมเบอร์เกอร์เจ้านี้  ก็ไม่เห็นจะรู้สึกถึง ภาวะผู้นำ, นวัตกรรม, การเป็นพันธมิตร อย่างที่ประกาศไว้เลย  ตรงกันข้าม เขาแนะนำให้เปลี่ยนพันธกิจเป็นมนตราง่าย ๆ แต่ได้ใจว่า  “Healthy Fast Food”  สั้น ง่าย ได้ใจความกว่าเยอะ!

3. Polarize people. แบ่งคนออกเป็นขั้ว

นวัตกรรมที่เจ๋งจริง  แตกต่างจากเดิมจริงย่อมสามารถสร้างความเห็นที่แตกต่างระหว่างผู้คน  คือไม่ชอบไปเลยก็เกลียดไปเลย  เพราะถ้านวัตกรรมเราไม่ใหม่จริงคนก็ไม่รู้สึกถึงความพิเศษ  Guy บอกว่าอย่ากลัวที่นวัตกรรมเราแบ่งคนออกเป็นสองขั้ว  นั่นถือเป็นเรื่องปกติ  และเป็นสัญญาณว่าสิ่งที่เราคิดนั้นสร้างให้โลกนี้แตกต่างไปในความรู้สึกของผู้คน

ผู้เขียนวิเคราะห์ว่าสิ่งที่ Guy นำเสนอนั้นพลิกมุมที่เรามอง  และกระตุ้นให้เราออกไปสร้างนวัตกรรมในแบบที่จับต้องได้  ไม่ได้อยู่บนหิ้ง  หรือดูเป็นสิ่งเกินเอื้อม  นับว่าเป็น “นวัตกรรม” ในการนำเสนอเช่นกัน!

ข้อไหนในสามข้อด้านบนที่ทำให้คุณคิดแบบใหม่บ้างคะ?

**********************************************************

คลิ๊กที่นี่เพื่อติดตามสาระความรู้ที่แฟนเพจ “The Art of Growing”

The Art of Growing

Change = เปลี่ยน + แปลง

Change หรือ การเปลี่ยนแปลง มาจากคำสองคำ
เปลี่ยน + แปลงผู้คนมักคาดหวังให้คนรอบข้าง “เปลี่ยน”
ทั้งที่จริง ๆ แล้ว ตัวเราเองต่างหากที่ต้อง “เปลี่ยน”
เพื่อ “แปลง” คนเหล่านั้น

Change begins with me.

Action Now: คุณจะเปลี่ยนอะไรในตนเองก่อนล่ะ?