มุมไบในความทรงจำกับประสบการณ์ Beyond

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2019 เก๋ได้รับเชิญให้ไปรับรางวัล “101 Global Coaching Leader”
จากสถาบัน World HRD Congress
สถานที่จัดงานคือเมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย

award 1

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าอินเดียไม่ใช่ประเทศในฝันของฉัน
และไม่ได้อยู่ใน Wish list
ตอนแรกคิดอยู่เหมือนกันว่าจะไปดีไหมในประเทศที่ไม่เคยไป และต้องไปคนเดียว
จนแฟนแซวว่าฉันชอบชวนลูกค้าออกนอก Comfort zone
ถึงตาตัวเองบ้างก็ควรออกมา Explore เรื่องที่ไม่เคยทำ หรือกล้า ๆ กลัว ๆ เสียบ้าง

ถ้าพูดถึงอินเดียฉันก็จะนึกถึงทริปแสวงบุญต่าง ๆ
แต่คราวนี้เป็นงาน Conference
และผู้จัดก็เลือกจัดงานที่โรงแรมห้าดาวที่มีชื่อว่า Taj Lands End
ฉันเลยเลือกพักที่โรงแรมที่จัดงานเสียเลย
ลึก ๆ คือกลัวค่ะ  ไม่อยากออกไปไหนให้เสี่ยง
Survival Brain มันทำงานชัดเจนมาก

taj 1
วิวด้านนอกของโรงแรม

เห็นวิธีคิดของตัวเองชัดมากขึ้น
ตอนตัดสินใจเลือก Package ห้อง
เพราะเลือก Upgrade ห้องแบบมีรวมบริการใช้ Club Lounge
ได้ห้องกว้างขึ้น อยู่ชั้นเกือบบนสุด (กลายเป็นชนชั้นบนไป)
ได้เห็นวิว Arabian Sea แบบ Top View อันสวยงาม
มีบริการ High Tea และของว่างช่วงบ่าย
หรือจะมาดื่ม Cocktail พร้อมอาหารเบา ๆ ได้ช่วงหัวค่ำ
พร้อมรถรับส่งจากสนามบินถึงโรงแรม
ส่วนอาหาร 3 มื้อนั้นไม่ต้องห่วงอยู่แล้ว เช้ากินในโรงแรม
กลางวันและค่ำมีรวมอยู่ใน Conference package
นั่นอีกแหละค่ะ  ลึก ๆ วิธีคิดตัดสินใจคือมันบอกตัวเองว่าจะไม่ออกไปไหน
จะกินนอน ประชุมมันอยู่ในโรงแรมทั้ง 4-5 วันนั่นแหละ!

room 7
วิวจากห้องพักของฉัน โรงแรมอยู่ติด Arabian Sea

แต่การที่ได้มาพักโรงแรมที่ให้ประสบการณ์ที่ดี
ก็ทำให้ความทรงจำกับมุมไบเป็นความประทับใจ
ขอรวมเรียกประสบการณ์การพักที่นี่ว่า Beyond ละกันค่ะ
ที่ใช้คำว่า Beyond เพราะมันบรรยายความรู้สึกฉันตอนพักโรงแรม
1) ขออะไรไม่เคยได้ตามที่ขอ  มักได้รับบริการ “เหนือ” กว่าที่ Request ไว้ตลอด
2) มี Surprise กับบริการและผู้ให้บริการที่นี่เป็นระยะ ๆ และจากหลาย ๆ Touchpoint (หลายแผนก)

บินคราวนี้เลือกบินกับสายการบิน Jet Airways ของอินเดียค่ะ
ตั้งใจเลือก Flight ที่ไม่ไปถึงสนามบินมุมไบหลังพระอาทิตย์ตกดิน
เราจึงบ๊ายบายเอื้องหลวงและ Thai Smile ไปโดยปริยาย
และเหตุผลของเราคงดูขำ ๆ
แต่ Survival brain เราทำงานตั้งแต่ตอนจองที่พักและสายการบินแล้ว

1) เช็คอิน
เอาว่าตั้งแต่ลงจากรถเข้าโรงแรมเพื่อเช็คอิน
ก็จะมีเจ้าหน้าที่ต้อนรับพาฉันไปรอที่โซฟาในโถง
เพื่อเขาจะไปจัดการเช็คอินที่เคานเตอร์ให้  ฉันไม่ต้องไปเอง
ระหว่างรอก็จะมีเจ้าหน้าที่ต้อนรับผู้หญิงแต่งตัวสวยงามในชุดประจำชาติ
นำสร้อยไม้มาคล้องคอฉัน (โทนมันเหมือนพวงมาลัยกล้วยไม้คล้องคอต้อนรับแขกต่างชาติน่ะค่ะ)
พร้อมกับขออนุญาตฉันก่อนท่องบทสวดอะไรสักอย่างกับถาดดอกไม้ของเธอ
ฉันฟังไม่ออก แต่เก็ทว่าเหมือนอวยพรต้อนรับ
ด้วยความที่ Flight ฉันมาถึงแต่เช้า (9.35 am) ฉันเลยมาก่อนเวลาเช็คอินปกติไปมาก (2 pm)
แต่เขาก็หาห้องให้ฉันเข้าไปพักก่อนจนได้  พร้อมกล่าวขอโทษฉันเป็นการใหญ่ที่ต้องให้รอสักพัก
ใจฉันคิดว่าไม่ต้องขอโทษขอโพยอะไรมากก็ได้  ฉันเองต่างหากที่มาก่อนเวลาไปมาก
แต่ก็ขอบคุณที่เขาจัดหาให้ได้

reception 1
ระหว่างนั่งรอให้พนักงานต้อนรับไปเช็คอินห้อง
reception 2
พนักงานต้อนรับแต่งตัวสวยงาม มาพร้อมกับถาดดอกไม้และสร้อยคอ

2) บริกรยกกระเป๋า
หลังจากนั้นฉันก็ขึ้นไปรอกระเป๋าเดินทางบนห้อง
พอบริกรเอากระเป๋าวางของในห้องเขาคงสังเกตเห็นฉันง่วนจิ้มโทรศัพท์
คือฉันพยายาม Set-up Wifi อยู่
เขาเดาใจฉันถูกค่ะ  รีบถามว่าเธอต้องการ Wifi ใช่ไหม
พร้อมรีบไปหยิบการ์ดห้องที่ระบุรหัสมาให้
เป็นความช่างสังเกตที่เกินหน้าคนยกกระเป๋าค่ะ
แถมถามฉันต่อว่าเธอเพิ่งมา ต้องการไปไหนหรือทำอะไรหรือเปล่า
ฉันก็เอ่ยชื่อสถานที่ที่ท่องมาล่วงจาก Web แนะนำการท่องเที่ยว
คนยกกระเป๋าถามต่อค่ะว่าฉันมีเวลาเท่าไร
แล้วช่วยประเมินให้เสร็จสรรพว่าที่ไหนควรไปในเวลาครึ่งวันที่ฉันมี
(ฉันมี Networking night วันนั้นกับผู้ร่วมงานคนอื่นก่อนเริ่มการสัมมนาในวันรุ่งขึ้น)
พร้อมบอกเราว่าถ้าเธอต้องการ เขาสามารถจัดหารถรับส่งตามสถานที่ที่ฉันอยากไปได้นะ
นี่ฮีก็กลายร่างเป็นไกด์แนะนำการท่องเที่ยวให้ฉันในวันแรกที่ฉันยังเบลอ ๆ

3) เจ้าหน้าที่ Front Desk
ตอนนี้ท้องร้องค่ะ เพราะอาหารบน Jet Airways ฉันไม่ถนัดจริง ๆ
แอบสารภาพด้วยว่านี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เดินทางต่างประเทศแล้วขนมาม่าและคัพโจ๊กใส่ในกระเป๋ามาด้วย
แฟนที่บ้านเห็นแล้วขำในพฤติกรรมแปลกใหม่ของฉัน
เพราะปกติฉันก็เดินทางไปหลายประเทศและเป็นคนทานอาหารไม่ยากค่ะ
แต่ฉันกังวลตั้งแต่ก่อนมาว่าจะกินได้ไหม
ทั้ง ๆ ที่เพื่อนคนไทยก็บอกว่าอาหารเช้าที่ Taj Lands End นั้นรสเลิศ

ทีนี้ฉันก็มองหากาต้มน้ำร้อนสิคะเพราะจะนำมาม่ามาโซ้ยก่อนค่อยนั่งคิดอ่านวางแผนช่วงบ่ายที่เหลือ
หาไม่เจอค่ะคุณ  และมั่นใจมากกว่าห้องระดับนี้ไม่มีกาต้มน้ำเป็นไปไม่ได้
ว่าแล้วก็ลงไปถามเจ้าหน้าสักคนที่เคานเตอร์
คำตอบที่ได้รับคือเขาถามฉันกลับว่าอยู่ห้องเบอร์อะไร
แล้วเขาก็หลับตาจินตนาการ Layout และเฟอร์นิเจอร์ในห้อง
พร้อมบอกตำแหน่งกาต้มน้ำว่าวางไว้อยู่ในเก๊ะตรงนี้ ถัดมาจากโคมไฟของเธอตำแหน่งนี้
ประหนึ่งเหมือนบอกลายแทงกันทีเดียว
และฮีแม่นมากค่ะ  มันอยู่ตรงนั้นเลยตอนฉันกลับมาดู
สิ่งที่ Amaze คือฮีท่องและจดจำ Layout ของห้องในแต่ละชั้นที่ต่างกันได้กระนั้นเชียวหรือ
มันทำให้แขกที่พักอย่างฉันรู้สึกปลอดภัยและสบายใจว่าเราอยู่ในการดูแลของคนที่รู้จริงในงานที่ทำ


4) บริกรในห้องเลานจ์
มีบางวันฉันสัมมนามาทั้งวันก็รู้สึกเพลีย ๆ เพราะหัวข้อเยอะมากในแต่ละห้องย่อย (ตั้งแต่ 9 am-7 pm)
ไม่นับรวม Dinner ทุกคืนที่เป็น Networking night ตั้งแต่ 8-10 pm
ช่วงค่ำ ๆ ที่เขาให้เบรคฉันเลยมานั่งดื่มที่ The Taj Club
ห้องเงียบเป็น Private Lounge ดีค่ะ
มองไปเห็นวิว Arabian Sea ยามพระอาทิตย์ตกดิน
คือเวลาเหน่ื่อย ๆ มานั่งปุ๊บฉันก็แจ้งบริกรแบบสิ้นคิดเลยว่าขอสไปรท์สักแก้ว
บริกรในห้องเลยถามฉันต่อว่าแน่ใจเหรอ Madam เธออยากรับ Cocktail สักแก้วไหม
ไอ้เราก็เออก็ดีนะ  แล้วก็สั่ง Pina Colada
ตอนเขามาเสิรฟ์คุณบริกรก็ถามฉันต่ออีกว่า เธออยากได้ถั่วหรือ Snack มาทานแกล้มบ้างไหม
เราก็ว่าไม่เลวนะ  ขอสักที่ก็ดี
สุดท้ายก็เลยได้จิบ Cocktail แกล้ม Cashew nut เม็ดโต ชมพระอาทิตย์ตกดิน
ก็เลยรู้สึกขอบคุณคนให้บริการที่เขาคิดเผื่อ
เพราะแค่เขาเสริฟ์สไปรท์ทื่อ ๆ ตามที่ฉันสั่งแต่แรกก็ Meet customer’s expectation แล้ว
แต่อย่างที่บอกล่ะค่ะว่าประสบการณ์ที่นี่มัน Beyond
และเขาไม่ได้ Up-sell หรอกค่ะ  เพราะฉันไม่ได้ต้องจ่ายอะไรเพิ่ม
ทุกอย่างมันถูกรวมอยู่ใน Package ที่ฉันซื้ออยู่แล้ว


5) พ่อบ้านประจำชั้น
เพิ่งได้ Feel กับคำว่า “ใส่ใจในรายละเอียด” ก็ตอนมาเห็นว่า
พวกนามบัตรบนโต๊ะทำงาน และเครื่องสำอาง Toiletry ในห้องน้ำที่ฉันวาง ๆ ไว้สะเปะสะปะ
มันถูกจัดเรียงบนผ้าลูกไม้อย่างเป็นระเบียบที่พ่อบ้านประจำชั้นนำมาประดับเพิ่มให้
คือสารภาพว่ารู้สึกเขินนิดหน่อยที่ข้าวของตัวเองวางไม่เป็นระเบียบ
และมันถูกนำมาวางจัดเรียงโดยคนอื่นอย่างตั้งใจ


ทุกวันค่ำ ๆ คุณพ่อบ้านประจำชั้นก็จะนำกลีบกุหลาบมาร้อยเรียงเป็นรูปดอกไม้
วางไว้ตามหัวมุมใกล้ ๆ กับสวิสต์ไฟตามมุมต่าง ๆ
เป็นความใส่ใจของพ่อบ้านประจำชั้นที่ฉันไม่เคยเห็นหน้า

room 9

มีคืนสุดท้ายก่อนกลับเขามาเคาะประตูห้องถามว่าเธอกลับพรุ่งนี้ใช่ไหม
เราก็ตอบไปพร้อมกับงง ๆ ในใจว่าถามเพื่อไร
เขาหายไปสักพักและกลับมาพร้อมถุงผ้าที่ใส่ Toiletry อุปกรณ์ทำเล็บ
ซึ่งปกติไม่ได้มีอยู่ในอุปกรณ์ Standard ที่โรงแรมเตรียมไว้ให้

room 11

6) ห้องอาหารเช้า
พอวันท้าย ๆ ฉันเริ่มเพลีย ๆ เพราะ Agenda ยาวและมี Networking ถึงดึกทุกคืน
บางเช้าในห้องบุฟเฟต์ฉันเลยตั้งใจไปนั่งมุมไกล ๆ ที่ไม่ค่อยมีคนเดินผ่าน
ยอมเดินตักอาหารไกลหน่อย  แต่ก็ได้นั่งกินอะไรเงียบ ๆ ชมทะเลของฉันไป
แต่ก็ไม่วายหลุดรอดสายตาของบริกรผู้เอาใจใส่
เช้านั้นฉันนั่งโดยที่อย่างน้อยมีคนเดิมมาดูฉัน 3-4 รอบเพียงเพื่อที่จะถามฉันว่า
ทุกอย่างโอเคไหม  มีอะไรขาดเหลือให้ฉันช่วยคุณได้บ้าง
โถ….ฉันหนีมาไกลยังอุตส่าห์ไม่หลุดรอดสายตาพวกคุณเนอะ
อีกเรื่องที่ชอบในห้องอาหารเช้าคือการได้ดื่มชานมท้องถิ่นอุ่น ๆ ผสมเครื่องเทศที่ชื่อว่า Chai
วิธีเสริฟ์เขาก็ไม่ธรรมดา  แทนที่จะให้แขกหยิบแก้วไปรินจากกา
เขาเสริฟ์แบบในรูปค่ะ  ได้บรรยากาศไปอีกแบบ


7) เรื่องอื่น ๆ
มานั่งประมวลดู ฉันได้รับ Surprise gifts มาหลายครั้ง
ถึงจะเป็น Gift ที่ถูกตระเตรียมไว้แล้วก็เถอะ
แต่มันก็ถูกออกแบบมาให้แขกรู้สึก Surprise ในแต่ละช่วง
ไม่ว่าจะเป็นสร้อยคอตอนเช็คอิน
ถุงผ้าพร้อมชุดล้างเล็บจากคุณพ่อบ้านประจำชั้น
หรือแม้แต่ตอนเช็คเอาท์
พนักงานแคชเชียร์บอกว่ารอแพร็บนะ  ฉันมี Gift มอบให้
ว่าแล้วเขาลุกไปหยิบถุงผ้าเล็ก ๆ ข้างในเป็นสร้อยข้อมือ
เห็นแว๊บแรกคิดในในว่าเออนะ เดี๋ยวจะใส่ให้เข้าชุดกับสร้อยคอที่ได้มาวันแรก

อีกเรื่องที่ทำให้ฉันสบายใจคือลุ๊คที่เนี๊ยบดูสะอาดของบริกร
คนอินเดียเวลาไม่ยิ้มหน้าตาอาจจะดูดุสำหรับเรา
หนวดเคราเอย ผมดกดำเข้มตลอดเวลา
ฉันรู้สึกกังวลเล็กน้อยยามไปเดิมใน City หรือ Mall ในวันแรกที่มาถึง
วันแรกฉันไม่ได้ไป Tourist attraction
แต่เลือกไปสถานที่ที่ไม่ไกลมากจากโรงแรมเพราะมีงานตอนเย็นนั้น
ฉันเลยเป็นต่างชาติอยู่คนเดียวค่ะ  เป็นจุดเด่นมาก  รู้สึกแปลกแยกอย่างเห็นได้ชัด
คนอินเดียเขาอาจไม่ได้ดุอะไร  แต่เขาก็ไม่ใช่สยามเมืองยิ้มอย่างเรา
คนให้บริการข้างนอกจะลุคแบบหนวดเคราเฟิ้มสักนิด
ในขณะที่เมื่ออยู่ในโรงแรม พนักงานทุกคนจะโกนหนวดเรียบร้อย
หวีผมใส่เจลเรียบแปล้ ดูแล้วสบายใจยิ่งนัก

ในรูปด้านล่างฉันไปทำผมที่ร้านในเมืองค่ะ
คนที่เมืองไทยเห็นรูปพากันบอกว่าช่างกล้านะเธอ
บอกว่าเหมือนฉันอยู่กับผู้ก่อการร้าย
แต่พนักงานเขาสุภาพค่ะ เพราะฉันเลือกร้านไม่โลโซนัก
กลัวตายเหมือนกัน  แต่คุยกันเมื่อยมือนิดหน่อย
อธิบายเรื่องทรงผมกัน และคนอินเดียพูดภาษาอังกฤษฟังไม่ง่ายเท่าไร


วันท้าย ๆ ฉันเริ่มคุ้นเคยมากขึ้น  ก็เลยตัดสินใจออกเที่ยวตามลำพัง
เพราะมีเวลาก่อนไฟล์ทดึกขากลับ
หาข้อมูลเอาตาม Web และขอบคุณ App อย่าง Uber และ Google Map
ที่ทำให้ฉันไม่ต้องกังวลหรือโดนชาร์จ Overprice
หรือออกนอกเส้นทางเพราะฉันคอยเช็ค App ตลอดตอนอยู่บนรถ
(อันนี้ Survival brain ก็ยังทำงานอยู่)

ฉันเลือกไปเกาะที่ต้องลงเรือบ้าง  ก็ต้องคอยถาม ๆ เขาเอาตลอดทาง
เพราะป้ายมันก็ไม่ได้มีภาษาอังกฤษทุกอัน
และการจัดเรียงก็ไม่ได้เป็นระบบระเบียบเหมือนประเทศทางตะวันตกนัก
แต่สุดท้ายก็ผ่านไปด้วยดี


สารภาพว่าฉันก็กลัวเหมือนกันตอนเดินทางคนเดียว
โดยเฉพาะเวลาที่คนขับอยู่ดี ๆ ก็จอดรถข้างทาง
พร้อมหันมาบอกว่า “Madam, give me 2 mins”
ฉันใจเสียเลยค่ะว่าหยุดเพื่อไร
เขาบอกว่าเขาขอเข้าห้องน้ำ ว่าแล้วก็ลงจากรถไป
ฉันนี้หันหลังแทบจะ 360 องศากวาดสายตาตามเขาไปว่าเข้าห้องน้ำจริง ๆ ตรงไหน
หรือไปตามใครมาเพิ่มหรือเปล่า

แต่จะบอกว่าไม่ใช่ฉันคนเดียวที่กังวลนะคะ
มีอยู่วันหนึ่งขณะเรากำลังนั่งสัมมนา เป็นเวลาสัก 17.30 น.ได้แล้ว
เพื่อนผู้เข้าสัมมนาสุภาพสตรีต่างชาติท่านหนึ่งที่ฉันเพิ่งรู้จัก
บอกว่าเธอต้องกลับโรงแรมแล้ว (เธอพักที่อื่น)
Session ที่เหลือถ้าน่าสนใจฝากแชร์วันรุ่งขึ้นให้หน่อย
สอบถามได้ความว่าเธอกังวลไม่อยากนั่ง Taxi ตอนมืดคนเดียว

ส่วนสุภาพสตรีอีกคนชาวต่างชาติบอกว่าพอทราบว่าจะต้องมาสัมมนาที่นี่คนเดียว
เลยชวนสามีมาด้วยกันแล้วขากลับจะแวะไปเที่ยวทัชมาฮาลอีกเมืองด้วย
ฉันก็ อืมม์นะ คนอื่นก็เป็นเหมือนเรา
ยามเป็นผู้หญิงเดินทางคนเดียวไปในที่ที่ไม่คุ้นเคย
(คือลำพังฉันเองก็ไม่ใช่สายแบกเป้เที่ยวลำพัง)

trip 4

ที่เล่ามาทั้งหมดเป็นมุมไบในความทรงจำที่น่าประทับใจ
ซึ่งต่างจากมุมไบในความมโนแรกของฉันยามอยู่เมืองไทย

ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ค่ะ

Growth mindset: จิตวิทยาแห่งความสำเร็จ

อะไรคือข้อแตกต่างที่สำคัญของคนที่ประสบความสำเร็จกับคนที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ?
ทำไมคนเก่งหลาย ๆ คนจึงยังไม่ประสบความสำเร็จ
แล้วถ้าเรายังไม่เก่ง ทำอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จ
บทความนี้มีคำตอบ!

จากประสบการณ์ในการช่วยพัฒนาผู้นำกว่า 10 ปี
ในบทบาทของการเป็น Trainer ที่แบ่งปันความรู้
และช่วยสร้างทักษะในการลงมือปฏิบัติกับการ Coach
สิ่งหนึ่งที่สังเกตเห็นได้ว่าเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลมาก ๆ ของความสำเร็จ
ที่มากหรือน้อย ที่เร็วหรือช้า ของคนแต่ละคน
คือ Mindset!

ใช่ค่ะ วันนี้เราจะคุยกันถึง Mindset ตัวที่สำคัญที่สุดตัวหนึ่ง
ในการสร้างความเติบโต หรือที่เราเรียกกันว่า Growth mindset

fixed mindset

1. Growth Mindset คืออะไร

หนังสือต้นตำรับสำหรับ Growth mindset เริ่มมาจาก Carol S. Dweck
ซึ่งเป็นอาจารย์ที่สอนด้านจิตวิทยาที่ Stanford University
เขียนรวบรวมไว้จากงานวิจัยของเธอในปี 2006 หรือเมื่อ 13 ปีที่แล้ว
ข้อสรุปจากงานวิจัยหลาย ๆ ชิ้นของ Carol Dweck พบว่า
วิธิมองโลก หรือ Mindset มี 2 แบบที่แตกต่างกันคือ

มิติของ Mindset Fixed mindset Growth mindset
ความพยายาม ถ้าต้องพยายามแปลว่าเรายังไม่เก่งจริง ความพยายามเป็นส่วนสำคัญที่บอกว่าเรากำลังเรียนรู้
ความท้าทาย มันทำให้เราแพ้ได้ง่าย ๆ ดังนั้นควรทำในสิ่งที่เราทำได้จะดีกว่า ทำให้เรามีความมานะ พากเพียร
ความผิดพลาด หลีกเลี่ยงกับความผิดพลาด เพราะทำให้เราดูไม่ดี ไม่มั่นใจในตนเอง ความผิดพลาดเป็นครูของการเรียนรู้ทั้งปวง
ข้อมูลป้อนกลับ

(ด้านปรับปรุง)

เขาว่าเราตรง ๆ โดยที่ไม่เข้าใจเรา
(ปกป้องตนเอง ต่อต้าน)
ดีนะที่มีคนมาบอก เราจะได้รู้ว่าครั้งหน้าต้องทำอย่างไรให้ดีขึ้น
ความสำเร็จของผู้อื่น ความสำเร็จของผู้อื่นคุกคามฉัน เราควรเรียนรู้จากความสำเร็จของผู้อื่น

เมื่อเห็นความคิดข้างต้นแล้ว เราคงพอเดาได้ไม่ยากว่าใครที่มีความสุขอยู่ใน Comfort zone เดิม ๆ!

sattaya

ตัวอย่างของการนำมาใช้ในองค์กรที่เราเห็นได้คือ CEO ของ Microsoft
เมื่อเขามารับตำแหน่งเพื่อพลิกโฉมให้กับ Microsoft
Satya Nadella นำเรื่องนี้มาเป็นแนวทางในการพัฒนา Mindset
เพื่อขับเคลื่อนองค์กรในช่วงที่ต้องก้าวข้ามความเปลี่ยนแปลง
เรื่องนี้พลิกโฉมให้ Microsoft เปลี่ยนจากวัฒนธรรม
Know-it-all เป็น Learn-it-all!

อ่านบทความที่เขียนถึงเรื่อง Microsoft ได้ที่นี่

2. GRIT ภาคขยายต่อของการเติบโตอย่างยั่งยืน

angela

Angela Duckworth นำงานของ Carol Dweck มาขยายผลในการศึกษา
โดยนำมาปรับใช้กับบทบาทการเป็นครูสอนคณิตศาสตร์ให้กับเด็กเกรด 7 ในนิวยอร์ค
เธอเรียนรู้ว่าไอคิวไม่ใช่สิ่งเดียวที่แยกเด็กเรียนดีที่สุดกับเด็กที่เรียนแย่ที่สุด
เพราะเด็กที่ผลการเรียนดีที่สุดบางคนไม่ได้มีคะแนนไอคิวสูงลิบ
แล้วเด็กที่ฉลาดที่สุดบางคนก็ไม่ได้มีผลการเรียนดีนัก

ดูคลิปที่เธอพูดใน Ted Talk ได้ที่นี่

สิ่งที่เธอค้นพบว่าเป็นปัจจัยหลักคือคำว่า Grit
ซึ่งเปรียบเสมือนการช่วยให้คนหนึ่งคนสร้างความสำเร็จแบบเป็นนักวิ่งมาราธอน
ไม่ใช่นักวิ่งระยะสั้น
เพราะความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้มาแค่ชั่วข้ามคืน

และแน่นอนค่ะเรื่องนี้มันทำให้คนหนึ่งคนลุกขึ้นมา
สร้าง Self-motivation ให้กับตนเองด้วยการปรับใช้ Growth mindset
เพื่อรักษาความเพียรพยายามทำในสิ่งที่ท้าทายกว่าความสามารถในปัจจุบัน
และรับมือกับความล้มเหลวในช่วงแรก ๆ ของการทดลอง
เพราะ Growth mindset เป็นความเชื่อที่ว่า
ความสามารถในการเรียนรู้เป็นสิ่งที่ไม่ตายตัว
สามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยความพยายามของเรา
และความล้มเหลวไม่ได้อยู่ยั้งยืนยง

grit

ทีนี้เราลองมาดูนะคะว่าวิธีการมองอย่างไรที่ทำให้เราสามารถเปลี่ยนมุมมองกับสิ่งที่เรายังทำไม่ได้หรือทำได้ไม่ดี

3. วิธีการเริ่มต้นเปลี่ยน Mindset จาก Fixed เป็น Growth

เครื่องมือที่ช่วยหยุดเสียงในหัวเมื่อเราสามารถ “จับสังเกต” Fixed mindset ของเรา
เวลาที่เราไม่เก่งเรื่องอะไร คือให้เราเติมคำว่า “ยัง” (yet) ลงไป เช่น

จากเดิม เปลี่ยนเป็น
ฉันไม่เก่งคอมพิวเตอร์  (I’m not good at computer) ฉัน ยัง ไม่เก่งคอมพิวเตอร์ (I’m not good at computer YET)
ฉันไม่รู้ (I don’t know) ฉัน ยัง ไม่รู้ (I don’t know YET)

ไม่เก่งตอนนี้ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่เก่งตลอดไป
คิดได้ดังนี้แล้ว ก็ไปลงมือเรียนรู้ฝึกฝนกันเลย!

yet 2

เครดิตภาพ:
https://www.forbes.com/sites/tomvanderark/2018/04/18/hit-refresh-how-a-growth-mindset-culture-tripled-microsofts-value/#5a9a320852ad
https://www.teacherspayteachers.com/Product/Growth-Mindset-Bulletin-Board-Display-The-Power-of-Yet-3325818

*********************************

คลิ้กที่นี่เพื่อติดตามสาระความรู้ล่าสุดที่แฟนเพจ “The Art of Growing”

The Art of Growing

 

 

 

รีวิว “นิทรรศน์รัตนโกสินทร์” นิทรรศการที่มีรูปแบบนำเสนอที่ไม่ธรรมดาและน่าตื่นเต้น

วันนี้ขอเปลี่ยนบรรยากาศจากการพูดคุยถึง Self-Development มาเป็นการชวนเที่ยวสบาย ๆ ในกรุงเทพ ฯ ของเราบ้าง  ซึ่งถือเป็นการเรียนรู้อีกแบบหนึ่งที่ไม่ได้อยู่ในห้องเรียนสี่เหลี่ยม  เพราะในระยะหลัง ๆ เราเริ่มได้ยินคอนเส็ปท์การเรียนรู้ 70-20-10 กันมาพอสมควร (รายละเอียดของการเรียนรู้แบบ 70-20-10 จะแยกอยู่อีกโพสท์ค่ะ)

สถานที่ที่วันนี้จะชวนไปชมเรียกว่าเป็นห้องนิทรรศการเกี่ยวกับกรุงรัตนโกสินทร์ที่ร่วมสมัย เรียกว่า นิทรรศน์รัตนโกสินทร์  ตั้งอยู่บนถนนราชดำเนินกลางใกล้กับอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

ตั้งอยู่ติดกับวัดราชนัดดา
ตั้งอยู่ติดกับวัดราชนัดดา
ภาพวิวเมื่อถ่ายจากชั้นบนของตึก
ภาพวิวเมื่อถ่ายจากชั้นบนของตึก

บัตรเข้าชมราคา 100 บาทสำหรับผู้ใหญ่  เด็กสูงไม่ถึง 110 ซม. ไม่เสียค่าใช้จ่าย ถ้าเป็นนักเรียนมีบัตรนักเรียนมาเข้าชมฟรี  แนะนำว่าถ้ามาวันเสาร์-อาทิตย์  ควรมาแต่เช้า (เปิดตั้งแต่ 10.00-19.00 น. หยุดทุกวันจันทร์)  เพราะคิวว่างให้จองเวลารอบใด ๆ ก็ได้ค่ะ  เคยโทรไปถามแล้ว  เขาไม่รับจองบัตรล่วงหน้าทางโทรศัพท์นะคะ  ต้องมาซื้อหน้าเคาน์เตอร์  ส่วนเรื่องที่จอดรถสำหรับคนที่นำรถมา  เขามีที่จอดตรงซอยด้านข้างตึกแต่จอดได้ไม่เยอะประมาณ 10 กว่าคัน  ถ้าที่จอดเต็มก็ให้ไปจอดที่วัดราชนัดดาซึ่งจะเสียค่าจอดชั่วโมงละ 30 บาท

ภายในตึกจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับกรุงรัตนโกสินทร์โดยแบ่งเป็น 2 เส้นทาง

เส้นทางแรก

เน้นเรื่องประวัติศาสตร์ เหตุการณ์ที่สำคัญ ศิลปวัฒนธรรม  ใช้เวลาชมทั้งหมด 2 ชั่วโมง  เวลาเข้าไปชมเราจะลงทะเบียนเข้าชมเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ตามเวลาที่เลือก (มีรอบให้เลือกทุก 20 นาที)  และจะมีเจ้าหน้าอธิบายรายละเอียดประจำห้องนิทรรศการทุกห้อง

IMG_0036 IMG_0034

ส่วนห้องที่แสดงศิลปวัฒนธรรม สิ่งที่น่าสนใจคือการฉายภาพการแสดงแบบ 360 องศา ให้ผู้ชมเข้าไปนั่งในห้องฉายที่เป็นวงกลม จอภาพจะขึ้นที่ฉากรอบ ๆ ห้อง แสง สี เสียง แบบนั่งพื้นสบาย ๆ (ถ้าเป็นผู้สูงอายุจะมีเก้าอี้ตรงกลางไว้ให้นั่ง)

IMG_0049 IMG_0050

บางห้องนิทรรศการก็ให้ผู้ชมมีส่วนร่วม เช่น ชักหุ่นกระบอก

IMG_0056 IMG_0046

หรือเราร่วมภ่ายภาพเราแล้วนำมาขึ้นในวิดีทัศน์  ก็สนุกสนานไปอีกแบบ

IMG_0057 IMG_0074

ส่วนด้านบนของตึกจะมีร้านกาแฟเล็ก ๆ ของ True Coffee ไว้ให้บริการเพื่อซื้อกาแฟ ของว่าง  แล้วนั่งจิบกาแฟเพื่อชมวิวโดยรอบ

นางแบบจำเป็น  ถ่ายจากจุดชมวิว   เหมือนอยู่ Angel City หรือแปลว่า กรุงเทพ
นางแบบจำเป็น ถ่ายจากจุดชมวิว
เหมือนอยู่ Angel City หรือแปลว่า กรุงเทพ

หลังจากจบสองชั่วโมงแรก  เรามีเวลาเหลือไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงเพื่อทานข้าว  แล้วเข้าชมเส้นทางที่สอง  ซึ่งอันนี้แล้วแต่เวลาที่เราจองนะคะ  ด้วยตั๋วที่เราซื้อจะเลือกชมเส้นทางไหนก่อน  หรือจะชมรอบไหนก็ได้ตามอัธยาศัย

ถามเจ้าหน้าที่เรื่องทานอาหารเห็นว่าสามารถทานอาหารที่ร้าน True Coffee แต่เป็นอาหารเวฟ  ถ้าเป็นด้านข้างตึกจะเป็นร้านอาหารตามสั่ง  ส่วนถ้าเดินเลยไปอีกเล็กน้อยตรงถนนดินสอจะมีร้านอาหารให้เลือกมากมาย  ผู้เขียนและครอบครัวมีเวลาทานไม่มาก ประกอบกับมีเด็กเล็กอีก 2 คน  เราเลยตัดสินใจทานร้านอาหารตามสั่งข้างตึก

ร้านอาหารตามสั่งข้างตึก
ร้านอาหารตามสั่งข้างตึก

รสชาติใช้ได้  อาหารตามสั่งเช่น ข้าวราดกระเพรา  เริ่มต้นที่จานละ 35 บาท  ของเราสี่คนเด็กสองผู้ใหญ่สอง  ทั้งมื้อหมดไป 190 บาท  ใช้เวลารวม ๆ ประมาณ 40 นาที กินเสร็จวิ่งเข้าไปชมเส้นทางที่สองตามรอบที่จองไว้

เส้นทางที่สอง

เส้นทางนี้จะเป็นเรื่องไลฟสไตล์ความเป็นอยู่ของผู้คนบนเกาะรัตนโกสินทร์  และพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ทั้ง 9 รัชกาล

IMG_0099 IMG_0122

มีร้านรวงที่จำลองห้างร้านสมัยก่อนให้ได้สัมผัสกันจริง ๆ

IMG_0123 IMG_0136

บางช่วงก็เป็นการนั่งเรือ รถรางจำลอง  เปลี่ยนฉาก แสง เสียงรอบ ๆ  ทำให้เราเหมือนได้ไปอยู่ในยุคนั้นจริง ๆ

IMG_0101 IMG_0103

ครึ่งหลังเป็นสื่อแสดงถึงพระราชกรณียกิจในรัชกาลต่าง ๆ

IMG_0128 IMG_0130

ความรู้เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย เช่น เพลงชาติไทยที่แต่งเป็นครั้งแรกก็ไม่ใช่เพลงที่เราร้องอยู่ในปัจจุบัน

IMG_0119 IMG_0120

สรุปว่าวันนี้เราใช้เวลาอยู่ที่นิทรรศการแห่งนี้ 5-6 ชั่วโมง  เนื่องจากเข้าชมทั้งสองเส้นทาง  แต่เชื่อหรือไม่ว่าเวลาผ่านไปแบบไม่รู้ตัว  แถมสิ่งที่ชื่นชมมาก ๆ คือเจ้าหน้าที่ที่นี่ ทุกคนมีหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส  แต่งตัวเรียบร้อย  พูดจาสุภาพ  พูดคุยทักทายกับเด็ก ๆ  สัมผัสได้ถึง Service mind  อันนี้ชื่นชมมาก ๆ  และฝากไปยังเจ้าของสถานที่ให้ชื่นใจและเป็นกำลังใจด้วยค่ะ

หวังว่ารีวิววันนี้จะทำให้พวกเราหันกลับมามองประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์และได้สัมผัสถึงนวัตกรรมของคนไทยที่ตั้งใจนำเสนอความภาคภูมิใจในความเป็นไทยในรูปแบบร่วมสมัยและน่าติดตาม

เราให้คะแนน 9 เต็มสิบค่ะ  (เปรียบเทียบจากประสบการณ์ตนเองที่ได้เคยไปนิทรรศการหรือพิพิธภัณฑ์ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่สิงคโปร์ เช่น Image of Singapore ที่เกาะ Sentosa)  ของเรายอดเยี่ยมทีเดียวค่ะ

เชื้อเชิญ ชักชวน ให้ไปชมกันเยอะ ๆ นะคะ