เคล็ดไม่ลับกับการเลือกโค้ชหรือพี่เลี้ยง (ให้เหมาะกับเรา)

cover pic_mentor

เลือกโค้ชดีมีชัยไปกว่าครึ่ง
คงเป็นคำกล่าวที่ไม่เกินจริง
เพราะการมีคนที่เป็นกระจกสะท้อนที่ดี
ทำให้เราสามารถพัฒนา
และก้าวกระโดดได้อย่างรวดเร็ว
ผู้นำหรือคนที่อยากประสบความสำเร็จหลาย ๆ คน
จึงเริ่มมองหา
คนที่จะมาเป็น Coach หรือ Mentor ให้กับตนเอง
.
ถ้าเก๋ถามพวกเราว่า
เวลาเราพิจารณาว่าอยากให้ใครเป็น Coach หรือ Mentor ให้
พวกเราเลือกจากอะไรคะ?
…………
ความรู้ในเรื่องนั้น ๆ?
ความสามารถในการสื่อสารที่ชัดเจน ให้พลัง?
ชื่อเสียง การเป็นที่ยอมรับ ความสำเร็จที่ผ่านมา?
ความใกล้ชิดสนิทสนม เป็นโค้ชที่แนะนำต่อ ๆ กันมา?
.
สังเกตไหมคะ  ว่าถ้าเราใช้สิสต์คำถามข้างต้น
ชื่อที่ขึ้นมาจะมีจำกัด  เป็นชื่อซ้ำ ๆ กัน
และที่สำคัญในความเป็นจริง
โอกาสก็น้อยมากที่เราจะมีคนเหล่านั้น
มาเป็น Coach หรือ Mentor
.
ในโพสท์นี้เก๋จึงอยากเชิญชวน เปิดมุมมอง
ให้พวกเราได้มีทางเลือกมากขึ้น
เพื่อให้เราได้มั่นใจว่าการเลือกของเราเป็น
Best possible” หรือ “ดีที่สุดในจุดที่มี

randy emeleo

Randy Emelo
เขียนหนังสือเรื่อง Modern Mentoring
หรือการเป็นพี่เลี้ยงในยุคใหม่
เน้นค่ะว่า “ยุคใหม่
แปลว่าให้เราวางหรือแขวนกฎเกณฑ์ในยุคเดิม ๆ ไปก่อน
.
modern mentoring_book

Randy บอกว่าการที่เราเลือก Coach หรือ Mentor
โดยเลือกคนที่ฉลาดที่สุด
หรือสำเร็จมากที่สุดในสายวิชาชีพนั้น ๆ
เป็นความผิดพลาด!
อ้าวววววว

1

สิ่งที่สำคัญนอกเหนือไปจาก
การพิจารณาตัว Coach หรือ Mentor แล้ว
การพิจารณาความรู้ความสามารถของเราในฐานะผู้ถูก Coach
ก็เป็นเรื่องสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
.
เขาแนะนำให้เริ่มจากการดูว่าเราอยู่ตรงไหน
บนเส้นของการเรียนรู้ (Learning continuum)
แล้วค่อยเลือกคนที่จะเป็น Coach หรือ Mentor
ที่สมน้ำสมเนื้อกับเรา
(แหม! จะใช้คำว่า “คู่ควร” ก็ดูจะไว้ตัวไปนิด)
.
โดย Learning continuum ดังกล่าว
แบ่งคนออกเป็น 3 กลุ่ม
1) Beginner (มือใหม่)
2) Practitioner (คนที่ฝึกหัดมาระยะหนึ่ง)
3) Expert (ผู้เชี่ยวชาญ)

2

กล่าวคือถ้าเราเป็น Beginner
การใช้ผู้เชี่ยวชาญสุด ๆ ของสาขานั้น
อาจเป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากรโดยไม่จำเป็น
(เว้นแต่ว่าคุณมีทรัพยากรอย่างไม่จำกัด
ไม่ต้องกังวลเรื่องบริหารจัดการอะไรมากนัก)
หรืออีกนัยหนึ่งการถ่ายทอดและประยุกต์ประสบการณ์
ระหว่างทั้งคู่จะมีช่องว่างค่อนข้างเยอะ
.
Randy แนะนำให้หาคนที่เป็น
Late beginner หรือ Early practitioner
เพราะคนกลุ่มนั้น  ประสบการณ์ล้ำคุณไปหมาด ๆ
ยังจดจำเทคนิค มุมที่ผิดพลาด เรียนรู้ได้อย่างชัดเจน
ผิดกับ Expert ที่อาจจะลืม ๆ เรื่องเหล่านั้น
เพราะผ่านไปนานมากแล้ว
หรือเห็นเป็นเรื่องธรรมดา
มองข้ามช๊อตเล็ก ๆ ที่สำคัญนั้นของคุณไป
.
แต่หากเราเป็น Practitioner มาสักระยะหนึ่ง
การได้ Expert สักคนมาสนับสนุน ผลักดัน
ในการพาคุณไป Next level
ด้วยการประยุกต์แบบ
Spontaneous หรือ Improvisation
ประมาณว่าสามารถเล่นแร่แปรธาตุ
ปรับตามสถานการณ์ได้อย่างแนบเนียบ
.
ไม่ได้คุยกันแค่ที่ Knowledge หรือระดับแค่ข้อมูล
แต่สามารถสนทนา นำพาคุณไปสู่
จุดที่เปลี่ยนเป็น Wisdom
หรือดึงองค์ความรู้ที่มาจากตัวเรา
น่าจะเป็นคู่โค้ชที่สมน้ำสมเนื้อ สมศักดิ์ศรีกัน
แค่คิดก็มันส์แล้วค่ะ
.
ที่เก๋ว่าเจ๋งก็ตรงที่
เราสามารถแบ่งแยกเส้นของการเรียนรู้ของคนทั้ง 3 กลุ่ม
โดยที่ไม่จำเป็นต้องดูจากปริมาณ
หรือจำนวนปีที่คนเหล่านั้นมีประสบการณ์อย่างเดียว
แต่สามารถดูจากสิ่งเหล่านี้
ที่เป็นตัวบ่งบอกถึงคุณภาพเช่นกัน
อันได้แก่
.
1) จุดที่เน้นในการเรียนรู้ (Learning focus)
Beginner : ว่าไปตามกฎกติกา (know the rules)
Practitioner : แหกกฎกติกาหน่อย ๆ
ประมาณว่าท้าทายความคิดเรา (break the rules)
Expert : สร้างกฎกติกาขึ้นมาเอง จากองค์ความรู้ที่มี
สามารถจับ Pattern ของสิ่งต่าง ๆ ได้
แล้วสรุปมาให้เราเห็นเป็นองค์รวม (make the rules)
.
3

2) บทบาทของ Coach หรือ Mentor (Functional base)

Beginner : เน้นที่ความรู้ (Knowledge)
Practitioner : เน้นที่ความเข้าใจ (Understanding)
Expert : เน้นที่ปัญญา (Wisdom)
อันนี้ได้เกริ่นให้ฟังไปตอนต้นแล้ว

4

3) การประยุกต์ใช้ (Application)

Beginner : ได้บ้างไม่ได้บ้าง (unreliable)
Practitioner : ได้ค่อนข้างดีกับหลาย ๆ กรณี (selective)
Expert : ได้เป็นธรรมชาติ  ไม่ต้องตระเตรียมอะไรมาก (spontaneous)

5

4) ความเข้าใจหรือตกผลึกในเรื่องนั้น ๆ (Comprehension)
Beginner : น้อย (low)
Practitioner : ปรับได้ตามสถานการณ์ (adaptive)
Expert : ชิล ๆ เป็นไปโดยสัญชาติญาณ (intuitive)

8

5) การวิเคราะห์ตัดสินใจ (Judgment)
Beginner : ได้แบบจำกัด (limited)
Practitioner : โฟกัสแล้วจะทำได้ดี (Conscious)
Expert : กระจ่างและเป็นธรรมชาติ (Discerning)

6

6) ระดับของสมรรถนะ (Competency stage)
Beginner : ยังไม่สามารถ (incompetence)
Practitioner : สามารถแต่ต้องตั้งใจ (conscious competence)
Expert : สามารถแบบเป็นตัวของตัวเอง
ไม่ต้องพยายามอะไรมากมาย (unconscious competence)

7

เห็นดังนี้แล้ว  เราก็สามารถเทียบเคียงตัวเรากับลิสต์ข้างต้นได้เลยค่ะว่า
1) ในเรื่องนั้น ๆ ที่เราอยากพัฒนาความสามารถ
เราอยู่ที่ไหนบนเส้น Learning continuum?

เช่น หลายปีก่อนเริ่มเรียนรู้เรื่อง Coaching
เก๋เป็นอาจารย์สอนหนังสือในมหาวิทยาลัยมาระยะหนึ่ง
การสอนถือว่าเป็น Practitioner
หากอยากเรียนรู้เพิ่มเติม
ควรหาคนที่เป็น Expert เรื่องการสอน
มาเป็น Coach หรือ Mentor
.
แต่ถ้าถามเรื่อง Coaching
ต้องบอกว่าเป็น Beginner ณ ขณะนั้น
ยังแยกแยะไม่ชัดเจนเลยว่า
Teaching / Training / Coaching ต่างกันอย่างไร
แบบนี้เชิญคนที่เป็น Practitioner มาช่วย
ก็น่าจะสมน้ำสมเนื้อ
เรียกว่าเต้น Footwork จังหวะใกล้เคียงกัน
.
2) ใครที่อยู่รอบ ๆ ตัวเราบ้างที่ทำเรื่องเหล่านั้นได้ดีกว่าเราสัก 1 ระดับ?
คราวนี้เราอาจจะเห็นรายชื่อของคนที่เราอยาก Connect
หรือชวนเขามาเป็นพี่เลี้ยงหรือโค้ชให้เราได้มากขึ้นแล้วล่ะค่ะ
เพราะตอนนี้เราไม่ได้สร้างข้อจำกัด
ว่าต้องเป็น The Best เท่านั้น
เขาอาจเป็น The Best ของใครต่อใคร
แต่อาจไม่ใช่ The Best สำหรับเรา

2

**********************************
คลิ๊กที่นี่เพื่อติดตามสาระความรู้ล่าสุดที่แฟนเพจ “The Art of Growing”
The Art of Growing