Becoming Us (Part II) Michelle Obama

Book Review นี้เป็นซีรีย์ของ Becoming
หนังสืออัตชีวประวัติของ มิเชล โอบามา
ที่ทำยอดขายไปกว่า 10 ล้านเล่มทั่วโลก
.
ภาคสอง Becoming Us จะทำให้เห็นตัวตนของบารัค
ในมุมที่เราไม่เคยทราบ
และเห็นการเติบโตทางความคิดของมิเชล
ยามเมื่อได้ใช้ชีวิตเคียงข้างบุรุษที่เธอรัก
สมกับชื่อหนังสือว่า….Becoming
.
หนังสือเล่มนี้แบ่งเป็น 3 ภาค

  • Becoming Me
  • Becoming Us
  • Becoming More

.
เสียงตอบรับกับ Review ภาคแรก
ทำให้เห็นว่ากว่าจะมีวันนี้ของมิเชล
เธอต้องผ่านบททดสอบของตัวเองจากครอบครัวผิวสี
มาอยู่ในสังคมแห่งโอกาสได้อย่างไร
.
สำหรับใครที่ยังไม่เคยอ่าน
เพื่ออรรถรสที่ต่อเนื่อง
สามารถอ่านภาคแรก Becoming Me ได้ที่นี่

.
Part II: Becoming US
.
บารัค โอบามา สร้างกระแสให้คนในบริษัทตื่นเต้น
เพราะเขาได้เข้าฝึกงานเป็นกรณีพิเศษ
ทั้งที่ยังเป็นนักศึกษาปีแรก
ของปริญาญาโทด้านกฎหมาย
ในขณะที่ปกติบริษัทจะรับเฉพาะนักศึกษาฝึกหัดปีสอง
อาจารย์ซึ่งสอนเขายืนยันว่า
เขาเป็นนักศึกษากฎหมาย
ที่มีพรสวรรค์ที่สุดที่เคยพบ
คนในแผนกสัมภาษณ์ที่ได้เจอเขาต่างบอกว่า
เขาดูฉลาดปราดเปรื่องและน่ารัก
แต่มิเชลออกจะกังขากับกิตติศัพท์ที่ได้ยิน
.
วันแรกที่ได้เจอกัน บารัคอยู่ในสูทสีเข้ม
ยิ้มกว้างแจ่มใส ตัวสูงและผอมกว่าที่มิเชลคิดไว้
บารัคอายุย่างยี่สิบแปด แก่กว่ามิเชลสามปี
เป็นลูกชายของพ่อชาวเคนยาผิวดำ
กับแม่ผิวขาวจากรัฐแคนซัส
บารัคเกิดและโตในโฮโนลูลู
แต่ใช้เวลา 4 ปีในวัยเด็ก
จับจิ้งหรีดเล่นว่าวในอินโดนีเซีย
สมัยเรียนปริญญาตรี
ใช้ชีวิตปลีกวิเวกเหมือนฤาษีบนภูเขา
หมกตัวอ่านงานวรรณกรรมและปรัชญาชั้นสูง
ในอพารต์เมนท์ฝุ่นเขรอะ
เขียนบทกวีเจื่อน ๆ และอดอาหารทุกวันอาทิตย์
.
บารัคเล่าให้ฟังว่า
ที่เขาเลือกเรียนต่อด้านกฎหมาย
เพราะการทำงานพัฒนาระดับรากหญ้า
ทำให้เล็งเห็นว่า
การเปลี่ยนแปลงสำคัญ ๆ ทางสังคม
ไม่ได้อาศัยแค่การลงมือของคนทั่วไป
แต่ต้องพึ่งพานโยบายที่ก้าวหน้า
และการทำงานของภาครัฐ
.
เขาไม่เหมือนนักศึกษาฝึกงานช่วงปิดภาคฤดูร้อนคนอื่น ๆ
ที่แสนจะกระตือรือร้น
(มิเชลเองก็เคยเป็นเช่นนั้น)
ในการหมั่นสร้าง Network
พร้อมใจจดจ่อว่า
จะได้ข้อเสนอพิเศษกับตำแหน่งงานประจำต่อไหม
เขามักเดินทอดน่องด้วยท่าทีวางเฉยสงบนิ่ง
ซึ่งดูเหมือนยิ่งทำให้เขาเนื้อหอมขึ้นไปอีก
.
ชื่อเสียงของเขาในบริษัทเด่นขึ้นเรื่อย ๆ
ทำให้เขาได้เข้าร่วมฟังการประชุมหุ้นส่วนระดับสูง
และถูกคาดคั้นให้แสดงความคิดเห็น
ต่อประเด็นที่อภิปรายในห้อง
หนึ่งในผลงานที่เป็นที่พูดถึงคือ
บันทึกจำนวน 30 หน้าเกี่ยวกับเรื่องบรรษัทภิบาล
ซึ่งเขาเขียนได้ทะลุปรุโปร่งตรงประเด็น
จนกลายเป็นที่เลื่องลือ
.
บารัคเป็นคนชอบใช้สมอง
ซึ่งบางทีก็มากเกินจนคนส่วนใหญ่รับไม่ไหว
มิเชลรู้ว่าเขาตะลุยอ่านหนังสือปรัชญาการเมืองเป็นเล่ม ๆ
เหมือนนอนอ่านหนังสือเล่นริมทะเล
รู้ว่าเหลือเงินเท่าไร
เขาก็เอาไปซื้อหนังสือจนเกลี้ยง
.
โลกของมิเชลเต็มไปด้วยผู้คนที่ทำงานหนัก
และเปี่ยมด้วยความหวัง
หมกมุ่นกับการไต่เต้ายกฐานะ
ซื้อรถใหม่ คุยเรื่องคอนโดห้องแรกที่เพิ่งซื้อ
ส่วนบารัคชอบเอาเวลาตอนค่ำ
ไปอ่านเรื่องนโยบายที่อยู่อาศัยในเมืองเงียบ ๆ คนเดียว
สมัยทำงานเป็นนักพัฒนาเขาทุ่มเทเวลา
เพื่อรับฟังคนยากจนสาธยายปัญหาอุปสรรคที่เจอ
ต่อมามิเชลจึงเข้าใจว่า
ความเชื่อมั่นในความหวัง
และศักยภาพในการขับเคลื่อนสิ่งต่าง ๆ ของเขานั้น
ได้มาจากแหล่งซึ่งต่างไปโดยสิ้นเชิง
และไม่ได้เข้าถึงง่ายเลย
.
ถึงกระนั้นความสัมพันธ์ของทั้งคู่
ถูกพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว
ตั้งแต่ตอนที่บารัคเป็นนักศึกษาฝึกงาน
.
บารัคเล่าว่าเขาเคยเป็นคนไม่เอาไหน
ไม่ค่อยยับยั้งชั่งใจ
ใคร ๆ ก็เลยเรียกชื่อเล่นเขาว่าแบรี่ ช่วง 20 ปีแรกของชีวิต
สมัยวัยรุ่นเขาสูบกัญชา
เขาเป็นทั้งคนผิวขาวและผิวดำ
เป็นทั้งคนแอฟริกันและอเมริกัน
เขาใช้ชีวิตเรียบง่ายสมถะ
แต่ก็รับรู้ว่าตัวเองร่ำรวยสติปัญญา
ซึ่งยังผลให้โลกอภิสิทธิ์ชนเปิดรับเขา
บารัคไม่เคยพูดถึงเรื่องทางวัตถุ
เช่นเรื่องซื้อบ้าน ซื้อรถ
หรือแม้แต่ซื้อรองเท้าคู่ใหม่
เงินของเขาส่วนใหญ่หมดไปกับหนังสือ
ซึ่งสำหรับเขาแล้วเป็นเหมือนสิ่งของศักดิ์สิทธิ์
ที่ช่วยเพิ่มน้ำหนักสมอง
.
มิเชลเรียนรู้ความคิดจิตใจบารัคทำงานอย่างนี้เอง
ใจเขามักจดจ่อ
กับประเด็นปัญหานามธรรมสำคัญ ๆ
ด้วยพลังหล่อเลี้ยงจากสำนึกแปลกประหลาด
ว่าตัวเขาอาจทำอะไรบางอย่าง
กับปัญหาเหล่านั้นได้
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องใหม่สำหรับมิเชล
.
ถ้าหากครอบครัวมิเชลเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส
ครอบครัวบารัค
คงเป็นรูปทรงเรขาคณิตซึ่งวิจิตรพิสดาร
แอนน์ ดันแฮม แม่ของบารัค
เป็นนักศึกษาวัย 17 ในฮาวายเมื่อปี 1960
ตอนที่รักกับหนุ่มนักศึกษาชาวเคนยา
ชื่อบารัค โอบามา
ทั้งสองครองคู่กันเพียงช่วงสั้น ๆ
และสับสนเมื่อพบว่า
สามีใหม่หมาดของแอนน์มีภรรยาอยู่แล้วที่ไนโรบี
.
หลังหย่าร้างกันแอนน์แต่งงานใหม่
กับนักธรณีวิทยาชาวชวา
แล้วย้ายไปอยู่ที่จาการ์ตา
พาบารัค โอบามา จูเนียร์ ไปเมื่อตอนอายุ 6 ขวบ
บารัคย้ายกลับมาอยู่ที่ฮาวายเมื่อ 10 ขวบ
โดยอาศัยอยู่กับตายาย
ส่วนแม่ของเขาใช้วิธีเดินทางไปมา
ระหว่างฮาวายกับอินโดนีเซีย
บารัคสามารถรินหัวใจ
ผ่านปลายปากกาและงานเขียน
เขาเติบโตมากับจดหมาย
และความรักจากแม่แบบทางไกล
ส่วนมิเชลเป็นคนประเภทชอบคุยกันต่อหน้า
และโตมากับการร่วมวงมื้อเย็นที่บ้านคุณตา
.
มิเชลเริ่มเห็นตนเองว่า
เธอไม่เคยเป็นคนหมกมุ่นกับปัญหา
ที่บั่นทอนกำลังใจในการเป็นคนเชื้อสายแอฟริกัน
เธอถูกเลี้ยงมาให้คิดบวก
ซึมซับความรักของครอบครัว
และความมุ่งมั่นของพ่อแม่
ที่อยากเห็นเธอประสบความสำเร็จ
แต่ไหนแต่ไรความมุ่งหมายของเธอ
คือมองพ้นละแวกบ้านไปข้างหน้าเพื่อมุ่งเอาชนะ
.
แต่พอได้เห็นและฟังความเป็นบารัค
มิเชลเริ่มเข้าใจความหวังในแบบของเขา
ซึ่งขยายกว้างไกลไปกว่าเธอ
เริ่มสำนึกว่าการพาตัวเอง
“ไปพ้นจากสถานที่ดักดาน”
นั้นเป็นเรื่องหนึ่ง
ทว่าการพยายาม
“ทำให้สถานที่นั้นหายดักดาน”
ก็เป็นอีกเรื่องโดยสิ้นเชิง
.
สำหรับมิเชลการอยู่ร่วมกับสำนึก
เรื่องจุดมุ่งหมายอันแรงกล้าของบารัค
นอนร่วมเตียงกับมัน
นั่งกินอาหารเช้าร่วมกับมัน
เป็นสิ่งที่มิเชลต้องปรับตัว
ไม่ใช่เพราะเขาโอ่อวดความคิด
แต่เพราะมันเป็นชีวิตจริงเหลือเกิน
บารัคมั่นใจในการเปลี่ยนโลกให้ดีกว่าเดิม
ทำให้มิเชลอดรู้สึกเคว้ง ๆ ไม่ได้
เมื่อมองเทียบกับตัวเอง
สำนึกเรื่องจุดมุ่งหมายของบารัค
ท้าทายสำนึกเรื่องนี้ของมิเชลแบบเงียบ ๆ
.
มีอยู่ครั้งหนึ่งมิเชลเคยเอ่ยปากกับแม่ของเธอว่า
เธอเริ่มไม่มีความสุขกับงานที่ทำ
หรือแม้แต่กับอาชีพที่ตัวเองเลือก
และเล่าถึงความกระวนกระวายใจของตัวเอง
เธอหวังถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
แต่ก็กังวลเรื่องเปลี่ยนงาน
แล้วจะหาเงินได้ไม่มากพอ
เป็นอารมณ์ความรู้สึกดิบ ๆ
และรู้สึกเริ่มไม่เติมเต็ม
.
เมื่อบารัคใกล้เรียนจบปริญญาโท
ด้านกฎหมายที่ฮาร์วาร์ด
ทั้งคู่เริ่มพูดคุยกันเรื่องการแต่งงาน
ประสบการณ์สอนบารัคว่า
การแต่งงานเป็นเรื่องชั่วคราว
แม่เขาแต่งงาน 2 ครั้ง หย่า 2 ครั้ง
ซึ่งแต่ละครั้งก็เดินหน้าต่อ
โดยไม่ขาดตกบกพร่องกับชีวิต งาน หรือลูก
ส่วนพ่อแม่มิเชลครองคู่กันตั้งแต่อายุยังน้อย
และอยู่ด้วยกันมาตลอดชีวิต
ทั้งบารัคและมิเชลเถียงกันจริง ๆ หลายครั้ง
เรื่องค่านิยมในการแต่งงาน
มิเชลนิยมธรรมเนียมเดิม ๆ
แต่บารัคไม่
.
ช่วงระหว่างนั้นพ่อสุดที่รักของมิเชลก็จากไป
ด้วยอาการหัวใจวาย
เป็นประสบการณ์อันเจ็บปวดของมิเชล
ที่ต้องใช้ชีวิตหลังใครที่รักสุดหัวใจสักคนตายจาก
การสูญเสียของพ่อตอกย้ำให้เธอสำนึกว่า
ไม่มีเวลามัวนั่งคิดคำนึงแล้วว่า
ตัวเองควรเดินต่อไปอย่างไร
พ่อตายตอนท่านอายุเพิ่งห้าสิบห้า
บทเรียนตรงนั้นสอนมิเชลอย่างเรียบง่าย
ว่าชีวิตนั้นแสนสั้น
อย่าเสียเวลาไปเปล่า ๆ
.
ถ้ามิเชลตายไปเธอก็ไม่อยากให้ใครจดจำว่า
เธอเคยเขียนเอกสารด้านกฎหมายเอาไว้เป็นตั้ง ๆ
หรือจำว่าเธอเคยช่วยสู้คดี
ให้บริษัทเจ้าของเครื่องหมายการค้าใด
เธอแน่ใจว่าตัวเองทำอะไรให้โลกได้มากกว่านั้น
ถึงเวลาที่เธอต้องขยับแล้ว
มิเชลจึงเขียนใบสมัครงานหาหัวหน้ามูลนิธิต่าง ๆ
รวมถึงองค์กรไม่แสวงกำไรที่เน้นทำงานกับชุมชน
.
ในที่สุดบารัคก็ขอมิเชลแต่งงาน
และมิเชลก็ย้ายงานใหม่
ในฐานะผู้ช่วยนายก ฯ เทศบาลเมือง
ด้วยเงินเดือน 60,000 ดอลล่าร์ต่อปี
ราว ๆ ครึ่งหนึ่งของเงินเดือน
ที่สำนักงานกฎหมายจ้างเธออยู่ในขณะนั้น
แต่เดิมมิเชลไม่ค่อยศรัทธาในเรื่องการเมือง
ซึ่งเป็นแบบเดิม ๆ ที่กีดกั้นคนผิวดำ
ทิ้งให้คนเหล่านั้นด้อยการศึกษา
ไม่มีงานทำ ได้ค่าจ้างต่ำ
.
ทว่ามิเชลนึกอยากทำงานที่เทศบาล
แต่ก็นึกสะดุ้งกับรายได้ที่ลดฮวบ
ใจรู้สึกแปลบ ๆ ขึ้นมา
หากแต่ใจนั้นถูกกระทุ้งเงียบ ๆ
ให้มุ่งไปหาอนาคตซึ่งคงแตกต่าง
จากที่เธอเคยวางแผนไว้โดยสิ้นเชิง
ส่วนบารัคหลังเรียนจบก็ตกลงไปทำงาน
กับบริษัทกฎหมายที่มุ่งดูแลผลประโยชน์สาธารณะ
เอาชนะตัวเลือกมากมาย
ที่ดูจะเหมือนมีมาให้เขาเลือกตลอด
.
ช่วงแรกทั้งคู่เรียนรู้วิธีทะเลาะกัน
เหมือน ๆ คู่รักใหม่ทั่วไป
ที่มักจะเริ่มจากการมีปากเสียงด้วยเรื่องหยุมหยิม
เวลาโกรธมิเชลชอบตะเบ็งเสียง
คล้าย ๆ ลูกไฟพุ่งขึ้นตามสันหลัง
แล้วระเบิดรุนแรง
จนบางครั้งก็จำไม่ได้ว่าพูดอะไรออกไป
.
ขณะที่บารัคมักจะยังใจเย็นและใช้เหตุผล
ชอบพูดด้วยคารมคมรายยืดยาว
ซึ่งนั่นยิ่งชวนให้มิเชลหงุดหงิดเป็นอย่างมาก
ทั้งคู่ใช้เวลาหลายปีกว่าจะเข้าใจว่า
ต่างฝ่ายต่างเพียงแต่ถูกหล่อหลอมขึ้นมาต่างกัน
โดยไม่ได้เฉลียวใจว่าเส้นทางข้างหน้า
ที่รอให้ทั้งคู่จับมือเดินไปด้วยกัน
จนได้เป็นประธานาธิบดี
และสตรีหมายเลขหนึ่งของประเทศ
กำลังรออยู่
.
ติดตามต่อใน Becoming More………

Becoming Me (Part I) Michelle Obama

ช่วงที่ผ่านมาได้ยินวลี Black Lives Matter กันอย่างกว้างขวาง
เลยทำให้นึกถึงหนังสือ Bestseller เล่มหนึ่งที่เคยอ่าน
.
Becoming (Michelle Obama)
.
หนังสืออัตชีวประวัติของ มิเชล โอบามา
ที่ทำยอดขายไปกว่า 10 ล้านเล่มทั่วโลก
มิเชลไม่ใช่สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งคนแรก
แต่เธอเป็นคนแรกที่เป็น “ผิวสี”

เธอถูกยกย่องให้เป็นผู้หญิงที่ทรงอำนาจที่สุดในโลก
พร้อม ๆ กับถูกตราหน้าว่าเป็น
“ผู้หญิงผิวดำเจ้าโทสะ”
คำไหนสำคัญกว่าระหว่าง
“เจ้าโทสะ” “ผิวดำ” หรือ “ผู้หญิง”
.
8 ปีที่พำนักอยู่ในทำเนียบขาว
ใช้ชีวิตแบบอลังการแปลก ๆ สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคย
ไม่ว่าจะมีลิฟต์ในบ้าน ลานโบว์ลิ่ง คนจัดดอกไม้ประจำ
เตียงปูผ้าลินินอิตาลี ทีมพ่อครัวระดับโลก
รวมไปถึงตำรวจลับใส่หูฟังพกปืนวางหน้าเรียบเฉย
ยืนอารักขาหน้าประตูห้อง
และพยายามสุดฤทธิ์ที่จะไม่รบกวนชีวิตส่วนตัวของครอบครัว
.
สุดสัปดาห์นี้เลยนั่งเรียบเรียงเรื่องราวจากหนังสือเล่มนี้อีกครั้ง
ด้วยมุมมองที่ทำให้เห็นรอยร้าวของการแบ่งแยกในอเมริกา
เพื่อให้เราได้เข้าใจที่มาที่ไปว่าทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญ
.
หนังสือเล่มนี้แบ่งเป็น 3 ภาค

  • Becoming Me
  • Becoming Us
  • Becoming More

Part I: Becoming ME
.
สมัยเด็กมิเชลมีถิ่นพำนักอยู่ในชิคาโก
เมืองที่ผู้จัดการตามโรงงานใหญ่ ๆ หลายแห่ง
ชอบจ้างผู้อพยพจากยุโรปมากกว่าจ้างงานคนผิวดำ
และตามแหล่งจ้างงานใหญ่ ๆ ในชิคาโก
ต้องใช้บัตรสมาชิกสหภาพแรงงาน
แล้วถ้าคุณเป็นคนผิวดำ
โอกาสก็ริบหรี่ที่จะได้บัตรนั้น
.
ผู้ชายผิวดำสติปัญญาดีร่างกายแข็งแรงเหล่านี้
จึงถูกปิดกั้นช่องทางทำงานรายได้สูง
ซึ่งเท่ากับถูกกีดกันไม่ให้มีปัญญาซื้อบ้าน
ส่งลูกเรียนสูง ๆ หรือเก็บเงินไว้ใช้ยามเกษียณ
มันทำให้เขาเหล่านั้นปวดใจที่ถูกกันออกไป
ต้องทนดักดานทำงานที่ไม่คู่ควรกับคุณสมบัติตัวเอง
เฝ้าดูคนขาวกระโดดแซงหน้าเรื่องการงาน
บางทีก็ต้องช่วยฝึกพนักงานใหม่ที่พวกเขารู้ดีว่า
สักวันอาจจะกลายเป็นเจ้านายตน
.
และนี่เป็นการเพาะเชื้อความขุ่นเคืองไม่ใว้ใจของชาวผิวดำ
.
สมัยเด็กมิเชลถูกพ่อแม่สอนในการเลือกใช้คำให้ถูกต้อง
เช่น พูดว่า “going” ไม่ใช่ “goin”
หรือพูดว่า “isn’t” ไม่ใช่ “ain’t”
ทำให้มิเชลถูกตั้งคำถามว่า
ทำไมถึงพูดจาเหมือนเด็กผิวขาว
และมองว่าเป็นการหักหลังคนผิวดำด้วยกัน
.
และนี่เป็นคำถามที่หลายปีถัดมาหลังจากได้แต่งงานกับบารัค
ซึ่งหลายคนมองว่าเขาแปลก
ด้วยผิวสีอ่อน พูดจาแบบชาวฮาวาย
แต่ถูกเลี้ยงดูมาโดยชนชั้นกลางผิวขาวในรัฐแคนซัสจนเติบใหญ่
และเรียนจบมหาวิทยาลัยกลุ่มไอวีลีก
.
ช่วงไฮสกูล นับเป็นโชคดีของมิเชล
ที่สามารถสอบติดโรงเรียนมัธยมปลายชื่อดังในชิคาโก
ซึ่งเป็นสถานที่ที่เธอได้ค้นพบสังคมของ “คนผิวดำชั้นนำ”
เด็กผิวดำที่นี่มีพ่อแม่เป็นทนายความหรือแพทย์
เด็กเหล่านี้ได้ไปเล่นสกี ไปเที่ยวต่างประเทศ
ที่นี่มิเชลรู้สึกปลอดภัยที่จะเป็นคนฉลาด
แปลว่าเธอไม่จำเป็นต้องปิดบังสติปัญญาตัวเอง
เพราะเกรงจะโดนใครทักว่าพูดจาเหมือนเด็กผิวขาว
.
พ่อแม่ของมิเชลไม่เคยปริปากบ่นเครียดเลยสักครั้ง
ที่ต้องหาเงินจ่ายค่าเรียนให้กับลูก ๆ
มิเชลและพี่ชายคือการลงทุนของพ่อแม่
ทุกสิ่งทุกอย่างทุ่มเทให้ลูกทั้งคู่
.
เมื่อถึงเวลามองหามหาวิทยาลัย
มิเชลมีผลการเรียนอยู่ในท้อป 10% แรก
ของชั้นเรียนที่กำลังจะจบ
แต่บทสนทนาของเธอกับครูแนะแนว
กลับเริ่มด้วยประโยคที่ครูแนะแนวเห็นว่า
มิเชลอาจจะไม่เหมาะกับมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน
ตอนนั้นมิเชลรู้สึกว่าครูกำลังบอกให้เธอมองต่ำไว้
ซึ่งตรงข้ามกับทุกอย่างที่พ่อแม่เธอเคยสอนมา
.
หากแต่มิเชลตัดสินใจผลักคำชี้ขาดจากครูแนะแนวคนนั้น
เพราะมันอาจรื้อฟื้นเสียงในใจเดิม ๆ ที่ว่า
เธอไม่เก่งพอ ไม่ดีพอ
เธอจึงใช้วิธีสมัครเข้าเรียนพรินซ์ตัน
พร้อมกับเลือกสมัครที่อื่น ๆ เผื่อไว้ด้วย
โดยที่เธอไม่ได้รับการสนับสนุนใด ๆ
จากครูแนะแนวที่โรงเรียนอีก
.
ในเรียงความที่เธอเขียนส่งเพื่อสมัครเรียน
แทนที่มิเชลจะแสร้งโอ้อวดว่าตัวฉลาดนักหนา
จนคิดว่าตัวเองสมควรได้เข้าไปอยู่ในเขตรั้วพรินซ์ตัน
ซึ่งมีเถาไอวีเลื้อยคลุม
เธอกลับเขียนเล่าเรื่องอาการป่วยของพ่อ
และการที่ครอบครัวเธอไร้ประสบการณ์เรื่องอุดมศึกษา
เธอโอบรับความจริงที่ว่าเธอกำลังไขว่คว้า
ซึ่งดูจากภูมิหลังแล้ว
ตอนนั้นเธอก็ทำได้แค่ไขว่คว้าจริง ๆ
.
แล้วในที่สุดมิเชลก็ทำสำเร็จในการพิสูจน์ตัวเอง
กับการได้ตอบรับเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่ใฝ่ฝัน
.
พรินซ์ตันเป็นถิ่นของคนผิวขาวและเพศชาย
ด้วยจำนวนนักศึกษาชายที่มากกว่านักศึกษาหญิงเกือบสองต่อหนึ่ง
และนักศึกษาใหม่ที่เป็นคนผิวดำมีไม่ถึง 9 เปอร์เซนต์
ดูไปคล้ายเมล็ดงาดำที่โรยในชามข้าวนั่นแหละ
.
มิเชลจึงต้องคบเพื่อนผิวดำ
และต่างแบ่งเบาให้กำลังใจซึ่งกันและกัน
และในยามที่ต้องอยู่เป็นคนผิวดำคนเดียวในห้องเลกเชอร์
หรือเป็นหนึ่งในคนผิวสีไม่กี่รายที่ไปลองเล่นบทละคร
ในทีมที่มีแต่คนผิวขาว
ต้องอาศัยความพยายามและความมั่นใจในระดับที่ไม่ธรรมดา
.
หนึ่งเรื่องที่มิเชลเพิ่งมาทราบภายหลัง
จากรูมเมทชาวผิวขาวที่มาเล่าให้มิเชลฟังด้วยความอับอาย
ว่าแม่ของรูมเมทคนนั้นตกใจมาก
ที่ลูกสาวตนเองถูกจัดให้พักห้องเดียวกับคนผิวดำอย่างมิเชล
จึงไปรบเร้าจนทางมหาวิทยาลัยยอมให้แยกห้อง
.
ฤดูใบไม้ผลิแต่ละปีจะมีผู้สรรหาพนักงานใหม่ของบริษัทใหญ่ ๆ
ที่บุกมาถึงแคมปัสของพรินซ์ตัน
พุ่งเป้าไปยังนักศึกษาปีสุดท้ายซึ่งใกล้จะจบ
วันไหนมิเชลเห็นเพื่อนร่วมชั้นธรรมดา
ที่ชอบใส่กางเกงยีนมอมแมมกับเสื้อเชิ้ตปล่อยชาย
เดินข้ามแคมปัสในชุดสูทลายริ้วบาง
จะรู้ได้ทันทีว่าเพื่อนคนนั้นถูกจองตัวไปทำงาน
ที่ตึกระฟ้าย่านแมนฮัตตันนั้นแล้ว
.
เป็นการแยกย้ายสู่เส้นทางอาชีพอย่างฉับไว
ทั้งนายธนาคาร นักกฎหมาย แพทย์
หรือการได้ฝึกงานในบริษัทระดับ Fortune 500
.
มิเชลเองก็ไม่ต่าง
เธอยุ่งอยู่กับการไต่บันไดอันมั่นคง
เธอยอมรับว่าตัวเองไม่เพียงถูกผลักดันด้วยเหตุผลตามตรรกะ
แต่ด้วยความปรารถนาให้คนอื่นยอมรับด้วย
หนึ่งคำถามที่มิเชลมักสงสัยตนเองเสมอว่า
ฉันเก่งพอไหม
ใช่ ที่จริงเธอเก่งพอ
.
มิเชลได้งานเงินเดือนงามที่สำนักงานในชิคาโก
ของบริษัทกฎหมายชั้นนำบนชั้นสี่สิบเจ็ดของอาคารย่านกลางเมือง
สร้างตัวตนจนพ้นจากรถโดยสารสาธารณะแออัดยัดเยียดที่เคยขึ้น
ด้วยอายุแค่ยี่สิบห้าก็มีผู้ช่วย
ทำเงินได้มากมายกว่าที่พ่อแม่เธอเคยมี
เพื่อนร่วมงานล้วนสุภาพ เรียนสูง และส่วนใหญ่ผิวขาว
ใส่สูทอาร์มานี สามารถจ่ายหนี้เงินกู้เรียนกฎหมายทุกเดือน
และหลังเลิกงานก็ไปเต้นแอโรบิกออกกำลัง
ซื้อรถ SAAB ขับเพราะมีเงินจะซื้อ
.
เธอกลายเป็นนิติกรอย่างเต็มตัว
คอยช่วยวิเคราะห์ปัญหาทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงนามธรรม
ให้บรรดาบริษัทใหญ่ ๆ
และเธอยังรับปากช่วยฝึกงานให้นักกฎหมายรุ่นน้อง
ที่ทางบริษัททาบทามเอาไว้
โดยที่ยังไม่เข้าใจถึงพลังที่บันดาลความเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล
จากการตกปากรับคำไปง่าย ๆ แบบนั้น
.
และแล้วช่วงปิดภาคฤดูร้อน
นักศึกษาฝึกงานจากฮาร์วาร์ดที่ชื่อ
บารัค โอบาม่า ก็ปรากฏตัว
.
ติดตามต่อใน Becoming Us………

ฮาวทูทิ้ง ทิ้งปีเก่าแล้วก้าวสู่ปีใหม่

เป็นภาพยนตร์เข้าฉายช่วงสิ้นปี
ว่าด้วยเรื่องการปล่อยวางประสบการณ์ความทรงจำเดิม
เพื่อเริ่มสู่ชีวิตใหม่
ผ่าน Symbolic ในหนังกับการโละทิ้งสิ่งของที่มี

เรื่องราวเริ่มต้นที่นางเอกของเรื่อง (จีน)
มหาบัณฑิตจบจากสวีเดนย้ายกลับมาประเทศไทย
และต้องการจะ Renovate บ้านเดิม
ที่อาศัยกับครอบครัวมาหลายสิบปี
ให้เป็น Home office สไตล์ Minimalist แบบที่เธอชื่นชอบ
เรื่องราว ประสบการณ์ การเรียนรู้
และการเติบโตทางความคิดของนางเองจึงเริ่มต้นขึ้น


ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นฝึมือกำกับของเต๋อ นวพล
ผู้กำกับคนเดียวกับเรื่อง “ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ”
ที่ได้รับกระแสตอบรับดีก่อนหน้านี้
(อ่านรีวิวภาพยนตร์ฟรีแลนซ์ได้ที่นี่)
สำหรับหนังเรื่องนี้ถึงจะวางตัวเป็นหนังรัก
แต่ไม่ใช่หนังรักสไตล์ตึ่งโป๊ะ ดูแล้วขำ อมยิ้ม หรือฮากระจาย
แบบเรื่องก่อน ๆ หน้านี้ของเต๋อ
ช็อตขำคงได้แบบยิ้มที่มุมปาก
เพราะน้ำหนักไปอยู่ที่อารมณ์ดำดิ่งของหนังเสียมากกว่า

ฮาวทูทิ้งมีบางส่วนที่อ้างถึงการจัดบ้าน
จากหนังสือ New York Times Best seller ของมาริเอะ คนโด
ที่ชื่อว่า “The life-changing magic of tidying up”
หรือชื่อไทยว่า
“ชีวิตดีขึ้นทุกด้านด้วยการจัดบ้านครั้งเดียว”
อ่านรีวิวของหนังสือเล่มนี้ได้ที่นี่

ในภาพยนตร์อ้างถึงวิธีการจัดบ้าน
ที่ก่อนจะทิ้งสิ่งของอะไร
ให้เราถือสิ่งของนั้นในมือแล้วถามตัวเองว่า
ของชิ้นนั้นยัง Spark joy ให้กับเราอยู่หรือเปล่า

นางเอกของเราทิ้งสิ่งของต่าง ๆ ไปอย่างง่ายดาย
โดยไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรทั้งสิ้น
มุมนี้หนังพยายามสื่อให้เห็นถึงคาแร็คเตอร์ของจีน
ว่าเป็นคนที่ไม่ผูกพัน
ไม่เชื่อมโยงความรู้สึกอะไรกับใครง่าย ๆ
ไม่สัมผัสว่าอดีตเคยทำบางเรื่องที่สร้างบาดแผลอะไรกับใครไว้

ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าเพราะเหตุนี้นางเลยพิศมัย Minimalist ด้วยหรือเปล่า
ที่ไม่ชอบความเยอะ รุงรัง ไม่ใช้สีสันฉูดฉาดใด
และในภาพยนตร์เองจีนปรากฏกายในทุกฉาก
ด้วยเสื้อสีขาว โทนเรียบง่าย
ผมเผ้าตัดสั้น ทัดหู หน้าตามีเครื่องสำอางบางเบา
ประกอบกับสีโทนของหนัง
ที่อาจเป็นความตั้งใจของผู้กำกับ
ทำโทนออกมาหม่น ๆ เรียบ ๆ

จะมีก็แต่นางเอกของเราที่รับบทโดย ออกแบบ ชุติมณฑน์
ที่แบกอารมณ์ซ่อนอยู่ลึก ๆ
ผ่านการแสดงบนสีหน้า แววตาตลอดทั้งเรื่อง
แบบ Less is More
หนังเรื่องนี้เลยเข้าทำนอง น้อยแต่หนัก
คือบทสนทนาที่แช่อยู่กับบางช็อตยาว ๆ
ไม่ปรู๊ดปร๊าดตัดฉับไปมา หรือให้ตัวละครต้องกระโดดโลดเต้น วี๊ดว๊ายยามไม่พอใจ

เรื่องราวดำเนินไปถึงจุดเปลี่ยนเมื่อนางเอก
พยายามจะนำสิ่งของที่เคยคิดจะทิ้ง
นำไปคืนให้เจ้าของแต่ละคน
เพราะเธอเริ่มตระหนักว่าของเหล่านั้นอาจไม่มีคุณค่าต่อเธอ
แต่อาจมีคุณค่าทางใจกับใครบางคน
ทำให้เธอมีโอกาสได้ยิน ได้ฟังความรู้สึก
อารมณ์ของเจ้าของสิ่งของแต่ละอย่าง
พร้อมอดีตที่เธอเคยมีส่วนในความทรงจำนั้น ๆ

ตรงนี้ภาพยนตร์ทำให้เราได้ยินเรื่องราวเดียวกันจากอีกมุมหนึ่ง
เหมือนเราเข้าไปสวมรองเท้าเป็นคนนั้น
(Put yourself into their shoes)
หรือหลายครั้งเราใช้คำว่า Empathy
(เอาใจเขามาใส่ใจเรา)
กระนั้นช่วงแรก ๆ นางเอกก็ยังปฏิเสธกับความรู้สึกนี้
และพยายามบอกตัวเองว่า
อย่าให้ “อีโม” (Emotion) เข้าครอบงำ

ไม่เว้นแม้แต่อดีตที่คุณแม่ของจีนผูกไว้กับเปียโนตัวโปรดของพ่อ
ผู้ซึ่งได้จากครอบครัวนี้และไปมีครอบครัวใหม่นานแล้ว
หากแต่แม่ของเธอยังไม่ยอมให้ทิ้งเปียโน
(ทั้ง ๆ ที่ไม่มีใครเล่น)
และวนเวียนร้องเพลงคาราโอเกะ “กุหลาบแดง”
ซ้ำไปซ้ำมายามอยู่บ้าน
กินและนอนบนโซฟาตัวเดิม ๆ
(ใครนึกไม่ออกว่าเพลงอมตะนี้คืออะไรคลิ๊กลิงค์นี้)

แม่ของจีนเสมือนเป็นตัวแทนของคนที่ยังฝังใจอยู่กับอดีต
และยังไม่สามารถ “Move on”
(เป็นคำพูดที่จีนใช้บ่อย ๆ เพื่อตัดอะไรบางอย่างทิ้งจากชีวิต)

Setting ในฉากทำให้ผู้เขียนนึกถึงบรรยากาศที่บ้านตัวเองจริง ๆ สมัยยังเด็ก มันเหมือนมาก ๆ สำหรับบ้านที่เป็น Home Office แบบสมัยก่อน โต๊ะทำงานเหล็กที่คุ้นตา และโต๊ะเดียวกันที่ครอบครัวใช้เป็นทั้งโต๊ะทำงานและโต๊ะกินข้าว พร้อมปฏิทินตัวเลขใหญ่แบบแขวนข้างผนัง


เรื่องมา Peak ช่วงที่จีนได้รู้จักตัวเอง
ผ่านอดีตที่เธอเคยมีกับแฟนเก่าอย่างพี่เอ็ม
และเขาเป็นอีกหนึ่ง Item ที่ถูกเธอทิ้งแบบหายไปไม่กล่าวลา
ช่วงที่เธอย้ายไปเป็นนักศึกษาในสวีเดน

อารมณ์มาปะทุตอนที่เอ็มมาโพล่งช่วงท้ายของเรื่อง
ว่าตอนที่จีนนำของมาคืนพร้อมกล่าวคำขอโทษเขา
จีนทำทั้งหมดเพื่อใคร?
เพื่อเอ็มจะได้ยกโทษให้?
เพื่อจีนจะได้รู้สึกผิดน้อยลงกับตัวเอง?
มาช๊อตนี้ในฐานะคนดูเลยเหมือนโดนบทและผู้กำกับต่อยจนจุก
เริ่มสะอึกกับความตั้งใจเวลาเราขอโทษใครสักคน
ว่าหลายครั้งเราบอกว่าเรากล่าวขอโทษเพื่อใคร
เรารับผิดชอบจริง ๆ กับความรู้สึก
ความคิดของคนรอบข้าง
กับการกระทำ (ที่อาจจะรู้เท่าไม่ถึงการณ์)
ของเรามากน้อยแค่ไหน

ได้อ่าน Comment ของหลาย ๆ คนที่ดูเรื่องนี้
แล้วรู้สึกเกลียดจีน มองว่าเป็นคนเห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ
ในบทเองก็ให้จีนพูดบ่อยเหลือเกินกับคำว่า
“เราต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง”
อันนี้ถือว่าบทและผู้กำกับทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี
ที่ทำให้เรารู้สึกเยี่ยงนั้นต่อมนุษย์คนหนึ่ง

แต่เชื่อหรือไม่ว่าเราอาจพบเห็นคนลักษณะนี้บ่อย ๆ ในสังคม
(ส่องกระจกไปบางทีก็เจอ)
ที่เคยบอกตัวเองด้วยคำพูดแบบนั้นเวลาตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง
โดยที่ยังไม่ได้พิจารณาถึงผลกระทบรอบด้านที่เกิดขึ้นจากตัวเรา


เก๋เดินออกจากโรงหนังด้วยข้อคิด 2 เรื่อง

1. เวลาตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง
เราได้สร้างผลกระทบกับคนรอบข้างอย่างที่เราอาจไม่เคยตระหนักบ้างไหม
(ในภาพยนตร์ใช้ตัวแทนผ่านการ “ทิ้ง”
ซึ่งจริง ๆ มันเป็นคำกริยาอะไรก็ได้ในชีวิตที่เรามีกับผู้คน)

2. พูดว่า “Move on” แบบนางเอกมันง่าย
แต่เอาเข้าจริงสำหรับบางเรื่องทำได้ไม่ง่ายเหมือนที่พูด
วิธีการคือเราควรมีการแทรกแซงปรับเปลี่ยน (Intervention)
หรือทำบางอย่างที่ออกนอกวิถีเดิม ๆ ที่เคยทำ
เพื่อเอาตัวเองออกไปเรียนรู้ แลกเปลี่ยน รับฟังมุมใหม่ ๆ ที่ไม่เคยสัมผัส

อย่างในเรื่องถ้าจีนไม่เริ่มภาระกิจ
การไล่คืนของที่เธอเคยจะทิ้ง
ให้บรรดาผองเพื่อนหรือคนรักเก่า
(เพราะการทิ้งแบบเดิม โดยไม่พูดจา ไม่กล่าวอำลา
เป็น Pattern หรือวิถีเดิม ๆ ที่เธอเป็นอยู่แล้ว)
เธอคงไม่ได้เรียนรู้ชีวิตในมุมใหม่
ไม่ได้เติบโตทางความคิดในการสัมผัสกับความรู้สึก
ของคนอื่นแบบที่ไม่เคยเข้าใจมาก่อน
และนั่นเป็นความหมายของคำว่า Move on ที่แท้ทรู
คือไม่ได้เปลี่ยนแค่พฤติกรรม
แต่รวมถึงจัดระเบียบมุมมองความคิดใหม่ต่อเรื่องเดิม
จึงจะสามารถทำให้เราก้าวไปข้างหน้าแบบไม่พะวงหลัง


แล้วคุณผู้อ่านล่ะคะ
ปีใหม่นี้ตั้งใจ Move on อะไรที่ออกจากวิถีเดิม ๆ ที่ตัวเองเป็นอยู่
เป้าหมายของปี 2020
จึงไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องยากหรือไกลตัว
ขนาดไปปีนยอดเขาชื่อดังเพื่อพิสูจน์ตัวเอง
แต่อาจจะเป็นเรื่องใกล้ตัว เช่น
หยิบรองเท้าผ้าใบที่วางอยู่ในตู้มานานแสนนาน
ใส่แล้วเริ่มเดินหรือวิ่งแถว ๆ บ้านสัก 2-3 กิโลเมตร

บางคนอาจจะเป็นเรื่องงาน
ด้วยการเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ
เช่น ขับรถ วาดภาพ เขียนโค้ด
หรือบางคนอาจเป็นเรื่องความรักความสัมพันธ์
ด้วยการโทรคุยหรือนัดเจอคนที่เราไม่ได้คุยด้วยมานาน

เชื่อเถอะค่ะว่าคุณได้เรียนรู้อะไรที่ใหม่และแตกต่างแน่นอน
เรามาทิ้งปีเก่า (Let go) แล้วก้าวสู่ปีใหม่ (Move on)
แบบคนที่ดีกว่าเดิมในเวอร์ชั่นเรากันค่ะ
Happy New Year 2020!

Pictures Credit:
https://www.businessinsider.sg/minimalist-lifestyle-can-optimize-creativity-2019-2/
https://www.sanook.com/movie/93697/gallery/753753/
https://www.sanook.com/movie/93697/gallery/753773/
https://www.sanook.com/movie/93697/gallery/753777/
https://www.sanook.com/movie/93697/gallery/753785/
https://www.lovecomposer.com/2019/10/10/how-to-move-on-with-the-fantasy-of-dating-your-dream-guy-or-girl/

พูดให้เด็ดแบบ Ted Talks

Blog นี้จะมาย่อยหนังสือชื่อดัง
สำหรับสาย Talk หรือชอบ Story telling
เนื่องจากช่วงหลังเก๋มาศึกษาเรื่องนี้มากขึ้น
เพราะมีโอกาสไปแบ่งปันในรูปแบบ Keynote หลายครั้ง



หลังจากได้ศึกษาและลองนำเทคนิคจากหนังสือหลาย ๆ เล่มมาทดลอง
พบว่าเล่มนี้แตกต่างจากเล่มอื่น ๆ ค่ะ
คือเล่มอื่น ๆ จะเป็นแนวที่เน้นเรื่องวิธีการพูดเป็นหลัก
ไม่ว่าจะเป็น การเปล่งเสียง ภาษากาย การใช้อารมณ์ร่วม
แต่เล่มนี้โดดเด่นมาก ๆ
เรื่องการสร้างและร้อยเรียง Central Idea ที่ทรงพลัง

อย่างที่เราทราบกันว่า Ted Talks ให้เวลาผู้พูดจำกัด
แค่ 18 นาทีหรือน้อยกว่า
จึงเป็นการพูดที่เข้มข้น มุ่งหวังให้แรงบันดาลใจแก่ผู้ฟัง
เข้าทำนอง ทำน้อยให้ได้มาก
จึงต้องมีเทคนิคและการวางกลยุทธ์การพูด
เพื่อพูดให้เด็ดแบบ Ted Talks



TED Talks: The Official TED Guide to Public Speaking
เขียนโดย Chris Anderson ซึ่งเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง
ความสำเร็จของ Ted Talk มาตั้งแต่ปี 2002
ชม TED Talks ของ Andersen ได้ที่นี่

บทต้น ๆ ที่ตอกย้ำเรื่องนี้
คือการอ้างถึงงานวิจัยชื่อดังที่ถูกอ้างถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ของ Albert Mehrabian (1967)
แต่ Andersen อ้างกลับมุมค่ะ!

คือหลาย ๆ คนมักจะใช้ผลงานวิจัยเพื่อบอกว่าประสิทธิผลของการสื่อสาร
55% มาจากภาษากาย
38% มาจากโทนของน้ำเสียง
และเพียงแค่ 7% มาจากภาษาคือคำพูดที่ใช้



Andersen บอกว่าเป็นที่น่าเสียดายที่ตีความงานวิจัยคลาดเคลื่อน
ไปจากจุดมุ่งหมายเดิมของ Mehrabian
Mehrabian ตั้งใจจะสื่อถึงปัจจัยที่มาจาก “อารมณ์” ในการสื่อสาร
ว่าสามารถทำให้ตีความบิดเบือนถึงแม้จะเป็นคำพูดเดียวกัน
แต่กลายเป็นว่าเราเหมารวมกับทุก ๆ เรื่องในการสื่อสารว่าคำพูดไม่มีผล
จน Mehrabian เองเอือมระอาถึงขนาดมีข้อความตัวหนา
ใน Website ของเขาระบุเกี่ยวกับงานวิจัยนี้ว่าอย่าประยุกต์ใช้ผิด ๆ!

บทที่สนุกและใช้ภาษาแสบ ๆ คัน ๆ อีกบทหนึ่ง
คือเรื่องของกับดักของ 4 สไตล์ในการพูดที่ควรเลี่ยง

1. Sales pitch (พูดเพื่อขายของ)

ผู้พูด: “เรื่องนี้ต้องใช้เวลาเล่า 3 วันนะครับ
ไม่มีทางที่ผมจะพูดได้ภายใน 15 นาที
จุดประสงค์ของผมคือบอกให้คุณทราบว่ามันเวิร์คอย่างไร
แล้วที่เหลือคุณจะได้เกิดแรงบันดาลใจไปหาข้อมูลเพิ่มเติม


มันอาจเป็นเส้นแบ่งบาง ๆ ระหว่างคำว่า แบ่งปันความคิด
และ การขายของ ในมุมมองของแต่ละคน
หากสิ่งที่สำคัญคือ “การให้” ไม่ใช่ “การหาผลประโยชน์”

2. Ramble (พูดเรื่อยเปื่อย)

การพูดหลายเรื่องวกวนไปมา ไม่มีทิศทางชัดเจน
ไม่มีอะไรน่ารังเกียจ ไม่มีอะไรยากเกินเข้าใจ
แต่ก็ไม่มีความคิดที่ทรงพลัง ไม่มีความเกี่ยวเนื่อง
ไม่มี Wow moment และปราศจาก Takeaways



3. Org bore (โม้เรื่ององค์กรตัวเอง)

ประวัติศาสตร์อันยาวนาน คำสาธยายความสำเร็จของสินค้าเรา
เรื่องขององค์กรที่เราทำงานอยู่คงน่าสนใจ
แต่อาจจะน่าเบื่อที่มาเล่าวีรกรรมให้กับคนอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องฟัง

4. Inspirational performance (การแสดงเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ)

Speaker หลายคนฝันถึงเสียงเชียร์เมื่อเขาลงจากเวที
ตามด้วยทวีตเต็มหน้าจอที่สรรเสริญถึงแรงบันดาลใจที่ได้รับ
นั่นอาจเป็นกับดักที่ทำให้ผู้พูดพยายามทุกวิถีทาง
ที่จะบงการความคิดและความรู้สึกของผู้ฟัง

เช่น ผู้พูดบางคนมีท่าทางดี ภาพและวิดีโอประกอบเด็ด
แต่…เขามักหยุดพูดบ่อยครั้ง
เพียงเพื่อรอเสียงปรบมือหรือเสียงหัวเราะจากคนฟัง
จากนั้นเขาจะกล่าวขอบคุณ
และเค้นเพื่อให้ได้เสียงปรบมือหรือเสียงหัวเราะมากขึ้นอีก
ซึ่งบางคนเริ่มไม่ขำด้วยแล้ว
ไป ๆ มา ๆ ก็เลยไม่ได้เข้าประเด็นที่เป็นหัวใจของหัวข้อที่พูด

นี่คือเปลือกที่ไร้ความหมายสำหรับการพูด Ted ที่ Andersen พยายามกำจัดทิ้ง
มีแต่รูปแบบ หากไร้ซึ่งแก่นสาร

พลังแห่งเรื่องเล่า (Narration)

4 ประเด็นที่ Andersen เน้นหนักหนาเมื่อเล่าเรื่อง ได้แก่
1. มีตัวละครที่ผู้ฟังเข้าถึง
2. มีปมในเรื่องให้คลี่คลาย เพื่อสร้างความอยากรู้อยากเห็น
3. มีรายละเอียดที่พอเหมาะ น้อยไปก็ไม่ชัด มากไปก็เวิ่นเว้อ
4. คลี่คลายตอนจบ แนวตลก ซาบซึ้ง หรือกระจ่าง



หนึ่งในสาเหตุที่ใบสมัคร TED ถูกปฏิเสธคือมีบทนำเสนอที่ดูน่าประทับใจ
แต่ไม่สามารถรวมความคิดแกนกลางที่ต้องการสื่อได้

การอธิบายเรื่องยาก ๆ (Explanation)

ลองจินตนาการถึงนักจิตวิทยาแห่งฮาร์วาร์ด
มาที่ TED เพื่อแบ่งปันแนวคิดอันซับซ้อนที่เรียกว่า
“Synthesized Happiness” (ความสุขสังเคราะห์) ในเวลา 21 นาที
โอ้แม่เจ้า!



Andersen สกัดเคล็ดลับการเล่าเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายมาแล้ว
1. เริ่มจากจุดที่เรายืนอยู่ในปัจจุบัน
2. แล้วจุดประกายด้วยคำพูดหรือคำถามที่ชวนสนใจใครรู้ (Curiosity)
3. แนะนำแนวคิดเพิ่มทีละเรื่อง
4. ใช้อุปมาอุปมัยเปรียบเทียบ
5. ใช้ตัวอย่าง

เช่น ผู้พูดอาจจะอธิบาย Experience simulator ในสมองโดยเกริ่นว่า
Ben & Jerry ไม่มีไอศครีมรสตับและหัวหอม
ไม่ใช่เพราะลองทำแล้วแหวะหรอกครับ
แต่เพราะความสามารถของสมองมนุษย์เรา
สามารถจินตนาการความแหวะโดยไม่ต้องลงมือทำด้วยซ้ำ

การโน้มน้าวใจ (Persuasion)

ในเวอร์ชั่นของ Andersen การโน้มน้าวใจหมายถึง
การทำให้ผู้ฟังยอมรับว่าแนวทางที่เขามองโลกนั้นไม่ถูกต้อง
พร้อมทั้งนำเสนอแนวคิดที่ดีกว่าเพื่อแทนที่



เทคนิคที่น่าสนใจในหนังสือ
นั่นคือ Priming (การเหนี่ยวนำ)
เป็นการนำอุปมาอุปมัยหรือเครื่องมือทางภาษา
มาทำให้ข้อสรุปดูมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ
เครื่องมือดังกล่าวได้แก่

1. แทรกอารมณ์ขัน
2. เติมเรื่องเล่า
3. ยกตัวอย่างที่ชัดเจน
4. มีคำรับรองจากบุคคลที่สาม เช่น งานวิจัย
5. ภาพที่ทรงพลัง เช่น ใช้กราฟหรือแผนภูมิ

ทีนี้เมื่อคนฟังพร้อมคล้อยตาม เราก็อัดฉีดเหตุผล (Reason) ได้เลย

การเขียนบท (Scripting)

จะต้องท่องจำไหมกับบทพูด?
มี 2 ทางเลือกค่ะ
1. เขียนสคริปต์อย่างละเอียด (Scripted talks)
2. มีโครงสร้างการพูดที่ชัดเจนแล้วพูดสดไปทีละประเด็น (Unscripted talks)



ถ้าเป็นแบบมีสคริปต์ มีกลยุทธ์การใช้ 3 อย่าง
1.1 ท่องจำจนขึ้นใจ จนฟังดูเหมือนไม่มีบท
1.2 เหลือบดูบทบ้าง
สังเกตว่า Andersen ใช้คำว่า “เหลือบ” ไม่ใช่ “อ่าน” บท
1.3 สรุปให้เหลือหัวข้อย่อย แล้วพูดแต่ละประเด็นแบบสด

ถ้าจะใช้เป็นแบบไม่มีสคริปต์ขอให้เราแยกแยะให้ขาด
ระหว่าง “การไม่มีบท” กับการ “ไม่เตรียมตัว”

การเริ่มต้นและลงท้าย (Open and close)

หนึ่งนาทีแรกสำคัญมากสำหรับการเริ่มต้นการพูด
อย่าปล่อยให้เสียเปล่าด้วย Small talk สัพเพเหระ
เช่น เป็นเกียรติที่ได้มายืน ขอบคุณภรรยาผู้จัดงาน



4 วิธีเริ่มต้นอย่างมีพลัง

1. หยอดเรื่องเร้าอารมณ์ (Drama)
เช่น “น่าเศร้านะครับที่ในอีก 18 นาทีข้างหน้า
จะมีคนอเมริกัน 4 คนเสียชีวิตจากอาหารที่เขากิน

2. จุดประกายความอยากรู้ (Curiosity)
หนทางที่ตรงไปตรงมาที่สุดคือการตั้งคำถาม
แต่ไม่ใช่คำถามธรรมดา ควรเป็นคำถามที่ทำให้ประหลาดใจ

ตัวอย่าง
เราจะสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้มนุษย์ได้อย่างไร
Andersen บอกว่าอย่าถามแบบนี้ มันกว้างเกิน เฝือ และเขาเบื่อแล้ว
อะไรทำให้เด็กหญิงอายุ 14 ที่มีเงินในบัญชีน้อยกว่า $200
สามารถมอบหนทางที่ก้าวกระโดดให้กับคนในหมู่บ้านของเธอได้

อือม์ ฟังอย่างนี้ชักอยากรู้ขึ้นมาแล้วสิ

3. โชว์ภาพ วิดีโอ หรือวัตถุที่เร้าใจ (Compelling)
เช่น “ภาพที่คุณกำลังจะได้เห็นเปลี่ยนชีวิตผม

4. ยั่วเย้า เปลือยแต่ไม่โป๊ (Tease, but don’t give it away)
ระวังอย่าเผยหมดทุกอย่างตั้งแต่ย่อหน้าแรกที่เปิดตัว

วิธีลงท้ายอย่างมีพลัง

ข้อควรระวังในการพูดจบ
“เอาหล่ะเวลาหมดแล้ว ขอสรุปจบเลยละกัน”
(แปลว่ามีอะไรพูดแยะ แต่ไม่ได้พูดเพราะวางแผนไม่ดีงั้นสิ)
“ขอปิดท้ายด้วยวิดีโอนี้” (ปิดด้วยคำพูดของคุณเถอะ ได้โปรด)
“ขอโทษที่อาจไม่มีเวลาพูดประเด็นที่สำคัญ
แต่ที่พูดไปคงพอทำให้เห็นภาพ”
(ไม่ต้องขอโทษ วางแผนการพูดให้รอบคอบสิครับ)
“ขอบคุณวันเวลาดี ที่เราได้ใช้ร่วมกัน บลา ๆ”
(ขอบคุณเฉย ๆ ก็น่าจะพอนะ)



เราสามารถใช้วิธีลงท้ายอย่างมีพลัง เช่น
1. ถอยกล้องออกมามองภาพกว้าง (Camera pull-back)
2. เชิญชวนให้ลงมือทำ (Call to action)
3. ประกาศปณิธานของตนเอง แชร์วิสัยทัศน์หรือค่านิยม
4. ใช้บทกวี

พวกเราล่ะคะ ชอบเคล็ดลับไหนในหนังสือเล่มนี้บ้าง
ที่สำคัญที่ Andersen ย้ำบ่อย ๆ ในหนังสือคือ
เราต้องเชื่อว่า ไอเดียเราควรค่าแก่การแบ่งปัน
Ideas Worth Spreading


++++++++++++++++++++++++++++++++

Photos Credit:

http://media.the-ceo-magazine.com/leslieungar/one-simple-reason-ceo%E2%80%99s-give-boring-speeches
https://heathermonahan.com/speak-from-a-script-borrow-a-story/
https://pixabay.com/illustrations/storytelling-story-telling-tale-4203628/
https://www.khanacademy.org/science/health-and-medicine/mental-health/drug-abuse-and-drug-addictions/v/reward-pathway-in-the-brain
https://dorset-humanists1.blogspot.com/2018/10/influence-persuasion-how-to-get-other.html

4 เคล็ดลับที่ทำให้ Google เป็นบริษัทที่น่าร่วมงานและสร้างนวัตกรรม

ถ้าเทคโนโลยีเป็นเพียงครึ่งเดียวที่ทำให้ Google ประสบความสำเร็จ
แล้วอีกครึ่งที่เหลือคืออะไร
เป็นคำโปรยที่ทำให้สงสัยจนต้องหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่าน

เราเคยเข้าใจว่าการมีเทคโนโลยีหรือกระบวนการสร้างนวัตกรรมน่าจะเพียงพอแล้ว
แต่ความคิดนั้นต้องสะดุดเมื่อพบข้อความที่ว่า
“Culture eats strategy for breakfast!”

ประโยคนี้เป็นคำพูดของปีเตอร์ ดรักเกอร์
นักทฤษฎีด้านการบริหารผู้ทรงอิทธิพล
และประโยคนี้ถูกแขวนอยู่บนผนัง
ในห้องวางแผนกลยุทธ์ของบริษัทฟอร์ด มอเตอร์
โดยประธานมาร์ก ฟิลด์ส ตั้งแต่ปี 2006
เพื่อเตือนว่าวัฒนธรรมและวิธีคิดที่แข็งแกร่งมีความสำคัญต่อความสำเร็จ

Google นับเป็นบริษัทต้นแบบที่มีวิธีคิดและวัฒนธรรมอันแข็งแรง
ทำให้สามารถสร้างนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ทั่วโลกมากมาย
รวมถึงได้รับการจัดลำดับเป็นบริษัทที่น่าทำงานด้วย
ติดต่อกันเป็นเวลาหลายปีจากสถาบันชั้นนำมากมาย

ใน Blog นี้เราจะคุยถึงเบื้องหลังความสำเร็จเหล่านั้นเป็น 4 วิธีการทำงาน
จากหนังสือ Work Rules โดย Laszlo Bock
ผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรองประธานอาวุโสฝ่ายปฏิบัติการด้านบุคคลของ Google

1. ทำให้งานของพนักงานมีความหมาย
(Give meaning to your employee’s work)

ไม่มีอะไรสร้างแรงจูงใจได้มากกว่าการได้รู้ว่าคุณกำลังเปลี่ยนโลกใบนี้
ซึ่งเชื่อหรือไม่ว่าเรื่องแบบนี้ขึ้นอยู่กับทัศนคติที่แต่ละคนมีต่องาน
วิธีการคือขอให้หาความเชื่อมโยงระหว่างพนักงาน
กับคนที่ได้ประโยชน์จากสิ่งที่เขาทำ

เช่น เป้าหมายที่ทะเยอทะยานของ Google
คือการจัดระเบียบข้อมูลทั้งหมดในโลก
และทำให้ทุกคนเข้าถึงและใช้ประโยชน์

แต่ถ้าเราเป็นแค่คนขายเนื้อสัตว์
มันจะมีความหมายอะไรต่อโลกใบนี้?
………ลองหาความเชื่อมโยงดู
เราก็กำลังทำให้คนมีอาหารกิน
แล้วช่างประปาล่ะ……….
เราก็กำลังพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนอื่น
โดยทำให้เขามีน้ำสะอาดและมีคุณภาพชีวิต

2. ไว้ใจทีมงาน (Trust your team)

เป้าหมายสุดท้ายคือการสร้าง Entrepreneurship
หรือความรู้สึกที่เป็นเจ้าของกิจการให้กับพนักงาน
และหากเราเชื่อว่าทุกคนเป็นคนดี
เราก็ไม่ต้องกลัวที่จะเปิดเผยข้อมูลให้พวกเขาได้รับรู้

ความโปร่งใส (Transparent) จึงเป็นอีกเรื่องที่สำคัญใน Google
หนึ่งเรื่องที่เป็นที่พูดถึงมากคือเป้าหมายรายไตรมาสของพนักงานและทีม
(หรือที่เรียกกันว่า OKR “Objectives and Key Results”)
OKR ของทุกคนจะถูกเผยแพร่ใน Website ภายในของบริษัท
เพื่อให้ทุกคนได้เห็น
โดยอยู่ถัดจากหมายเลขโทรศัพท์และสาขาที่แต่ละคนทำงานอยู่

และทุกวันศุกร์ Google จะประชุมพนักงานทั้งบริษัท
โดยมีแลร์รีและเซอร์เกย์เป็นผู้นำการประชุม
ซึ่งพนักงานสามารถเข้าประชุมด้วยตัวเองหรือผ่านวิดีโอ
ในประชุมจะเป็นการอัพเดตข่าวสารจากสัปดาห์ที่ผ่านมา
และที่สำคัญคือมีเวลา 30 นาทีเพื่อตอบคำถามอะไรก็ได้ที่คนอยากรู้
ไล่ตั้งแต่เรื่องสัพเพเหระ (บางคนอยากรู้ว่าแลร์รีในฐานะ CEO จะสวมสูทบ้างไหม)
ไปจนถึงเรื่องที่เกี่ยวกับธุรกิจหรือจริยธรรม

Google ยังให้พนักงานแบ่งเวลา 20% ของการทำงานในแต่ละสัปดาห์
ไปทำโครงการที่เขาสนใจ
ซึ่งโครงการนั้นไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับงานประจำ
แต่ต้องเกี่ยวข้องกับงานของ Google

3. จ้างแต่คนที่เก่งกว่าคุณเท่านั้น
(Only hire people who are better than you)

หากไม่ระวัง เมื่อบริษัทเติบโตขึ้น
ก็จะยิ่งมีคนอยากรับเพื่อนฝูงหรือลูกหลาน
เข้ามาทำงานเพื่อให้ความช่วยเหลือหรือสร้างสายสัมพันธ์
สิ่งที่เกิดขึ้นคือเราจะมีหัวกะทิตอนบริษัทยังเล็ก
และมีแต่คนที่สามารถปานกลางตอนบริษัทเติบโต

IQ เพียงอย่างเดียวก็ไม่ได้ทำให้ใครสักคน
มีความคิดสร้างสรรค์หรือสามารถทำงานเป็นทีมได้
Google เชื่อว่าไม่มีใครสามารถสัมภาษณ์เพียงคนเดียว
แล้วตัดสินใจถูกทุกครั้ง

ที่นี่เวลาสัมภาษณ์คุณอาจพบผู้สัมภาษณ์งานจากฝ่ายอื่น
หรือผู้ที่จะมาเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของตำแหน่งงานนั้น ๆ
มีส่วนร่วมในการสัมภาษณ์ด้วย
เพราะท้ายที่สุดพวกเขาคือคนที่ต้องอยู่กับคุณ

Google ยังกำจัดสัญลักษณ์ที่ตอกย้ำถึงลำดับขั้นอำนาจ เช่น
ผู้บริหารระดับสูงได้รับผลตอบแทน สวัสดิการ และทรัพยากรต่าง ๆ
เหมือนกันพนักงานใหม่
ไม่มีห้องอาหารสำหรับผู้บริหาร หรือที่จอดรถส่วนตัว

คุณสมบัติเด่น 4 ประการที่ใช้คัดเลือกคน ๆ หนึ่ง
ในการเข้าร่วมงานกับ Google

A) ความสามารถด้านการคิดโดยทั่วไป
เป็นการแก้ปัญหายาก ๆ อย่างไร โดยไม่ดูผลการเรียน

B) ความเป็นผู้นำ
โดยเฉพาะ “ความเป็นผู้นำอย่างไม่เป็นทางการ”
เพราะแต่ละโครงการที่ Google แทบไม่มีผู้นำแบบเป็นทางการเลย

C) ความเป็น Google
รักสนุก
การไม่หลงความฉลาดของตัวเอง
(คือที่นี่จะมีแต่คนเก่ง ๆ เต็มไปหมด
และเราจะไม่เรียนรู้อะไรเลยถ้ายอมรับไม่เป็นว่าเราอาจคิดผิดก็ได้)
การรับมือกับความไม่ชัดเจนได้อย่างสบายใจ
และความใส่ใจ (Google อยากได้เจ้าของกิจการ ไม่ใช่ลูกจ้าง)

D) ความรู้ในหน้าที่การงาน
อันนี้สำคัญน้อยสุด เพราะ Google เน้นที่ความอยากรู้อยากเห็นและเปิดกว้างในการเรียนรู้
เพื่อจะคิดหาทางออกใหม่ ๆ อย่างแท้จริง

4. ให้ความเอาใจใส่กับคนที่ทำงานได้ยอดเยี่ยมและยอดแย่ของทีม
(Pay attention to your best and worst performers)

อย่ามองหาแค่คนที่มีความสามารถรอบด้าน
ให้มองหาคนที่เชี่ยวชาญในด้านนั้น ๆ ที่สุดด้วย

คุณค่าจำนวน 90% มักมาจากพวกหัวกะทิ 10% แรก
พนักงานที่เก่งที่สุดจึงมีค่ามากกว่าพนักงานทั่วไปอย่างมหาศาล
Google จึงให้ผลตอบแทนแบบไม่เป็นธรรม
เพื่อทำให้เขารู้สึกว่าเราเห็นคุณค่าของเขา

Laszlo Bock มักได้ยินคนพูดว่า
“ผมแค่อยากได้ผู้ช่วยที่คอยรับโทรศัพท์และบันทึกตารางประชุม
ผมไม่ต้องการคนฉลาด
ขอแค่คนที่ทำงานพวกนั้นได้ก็พอแล้ว”

นั่นเป็นความคิดผิดมหันต์
เพราะผู้ช่วยที่เก่งกาจจะช่วยงานผู้จัดการได้อย่างมหาศาล
เขาจะช่วยให้เราแบ่งเวลาได้ดีขึ้น
จัดลำดับและสับรางงานต่าง ๆ
รวมถึงเป็นหน้าเป็นตาให้กับผู้จัดการเวลามีคนติดต่อเข้ามา

ที่นี่นอกจากผู้จัดการจะไม่สามารถตัดสินใจรับคนตามลำพังได้
เขาไม่ได้รับอนุญาตให้ตัดสินใจเรื่องเงินเดือน
และการเลื่อนตำแหน่งโดยปราศจากข้อมูลของผู้อื่น

ในขณะเดียวกันควรเห็นใจคนที่ทำผลงานได้แย่ที่สุดด้วย
สาเหตุมักมาจากการที่เขาได้ทำงานในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม
ไม่ใช่เพราะพวกเขาไร้ความสามารถ
ควรช่วยให้พวกเขาเรียนรู้หรือหาตำแหน่งใหม่ให้

แต่ถ้าไม่ได้ผล ก็ควรให้เขาออกทันที
การเก็บไว้ไม่ใช่ทางออก
พวกเขาน่าจะมีความสุขกว่าในสภาพแวดล้อมที่ไม่ใช่คนที่ทำงานได้แย่ที่สุด

ล่าสุดมีผลวิจัยที่ทำมากว่า 10 ปี (Project Oxygen) เพื่อหาคำตอบว่า
คุณลักษณะของผู้จัดการหรือหัวหน้าทีมแบบไหน
ที่จะเหมาะกับการเป็นผู้นำสำหรับ Google
1. เป็นโค้ชที่ดี
2. ให้อิสระกับทีมงานโดยไม่เข้าไปจุกจิกจู้จี้
3. สร้างบรรยากาศของความเชื่อใจและปลอดภัย
4. มุ่งเน้นผลลัพธ์ในงาน
5. เป็นนักสื่อสารที่ดี ฟังและแบ่งปันข้อมูล
6. ช่วยให้ทีมงานมีความเติบโตในสายงาน
7. สร้างวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ที่ชัดเจน
8. มีความรู้ในงานที่ทำเป็นอย่างดีและสามารถให้คำแนะนำทีมงาน
9. ให้ความร่วมมือร่วมใจกับแผนกต่าง ๆ
10. ตัดสินใจเด็ดขาดและมุ่งมั่นในสิ่งนั้น

++++++++++++++

จากเคล็ดลับทั้งหมดข้างต้น
ข้อไหนที่คุณสามารถนำไปปรับใช้เพื่อสร้างประสิทธิภาพ
และน่าร่วมงานกับทีมของคุณมากที่สุดบ้างคะ

Photo Credit:
medium.com/@jonmichaelmoy/fostering-a-sustainable-company-culture-a55efd0421e5
https://business.linkedin.com/talent-solutions/blog/employer-brand/2019/linkedins-top-companies-2019
https://peakon.com/us/blog/workplace-culture/google-company-culture/
https://www.monster.com/career-advice/article/how-to-answer-job-interview-question-your-ideal-company
https://fortune.com/best-companies/2017/google/
https://news.abs-cbn.com/business/11/02/18/google-workers-around-the-world-protest-its-corporate-culture
https://www.entrepreneur.com/article/317582
https://www.businessinsider.com/the-best-bosses-do-these-things-according-to-google-2019-6?utm_content=buffer6cc2f&utm_medium=social&utm_source=facebook.com&utm_campaign=buffer-bi#9-collaborates-effectively-9
หนังสือ “กฎการทำงานของ Google”

Design the Life You Love ออกแบบชีวิตที่คุณรัก (Part II)

โพสท์ที่แล้วเราคุยกันเรื่องขั้นตอนการออกแบบผลิตภัณฑ์
ที่สามารถนำมาออกแบบชีวิต
จาก Ayse birsel ซึ่งเป็น Designer และเจ้าของหนังสือ
Design the Life You Love: A step-by-step guide to building a meaningful future

สำหรับใครที่พลาด Design the Life You love (Part I) ในคราวที่แล้ว
สามารถติดตามอ่านก่อนได้เพื่อเข้าใจภาพรวมโดยคลิ๊กที่ลิงค์นี้

ในโพสท์ที่สองนี้ (ซึ่งเป็นตอนจบ)
เก๋จะมาชวนคุณผู้อ่านประยุกต์ใช้ Concept ดังกล่าวกัน
แบบ Step-by-Step ตามชื่อหนังสือกันเลยนะคะ

ก่อนอื่น Ayse Birsel เกริ่นกติกาไว้ก่อนค่ะว่า
1. กระบวนการออกแบบคือ “การคิดด้วยการลงมือทำ”
2. การทำ = การเล่น
3. ไม่มีคำตอบถูกหรือผิดในการเล่น
4. หลายครั้งไอเดียที่ดีที่สุดอาจมาจากคำตอบที่ห่วยที่สุดก็เป็นได้
ดังนั้นขอให้เรา คิดแบบเล่น

ขั้นที่ 1 Deconstruction

ในขั้นตอนนี้ขอให้เราแบ่งมิติต่าง ๆ ในชีวิตของเราออกเป็นส่วนย่อย ๆ
เหมือนทำ Mind map
เช่น งาน ครอบครัว สุขภาพ กีฬา งานอดิเรก สถานที่ที่เคยไป เป็นต้น
ด้านล่างเป็นตัวอย่างของ Deconstruction map จากนักเรียนคนหนึ่งในคลาส

Exercise: ใช้เวลาประมาณ 10 นาที เขียน Building blocks ของคุณได้เลยค่ะ


อีกเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยในการ Deconstruct คือการแบ่งเป็น Quadrants
ได้แก่ อารมณ์ (Emotion), กายภาพ (Physical), สติปัญญา (Intellect), และจิตวิญญาณ (Spirit) ก็ได้ค่ะ

ขั้นที่ 2 POV

ลองหามุมมองใหม่ ๆ โดยสมมติให้ตัวเราเองเป็น Hero ดูไหมคะ
เพราะ Hero แต่ละคนจะสะท้อนความเชื่อ การให้คุณค่า และวิถีชีวิตที่เรามุ่งหวัง

ด้านล่างเป็นตัวอย่างของนักเรียนคนหนึ่งที่เขียนเกี่ยวกับ Hero ของเขา



Exercise
: ใครเป็น Hero ของคุณ และเพราะอะไร

อีกเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้เห็นมุมใหม่ ๆ คือการใช้คำอุปมา (Methphor)
ด้านล่างเป็นตัวอย่าง Metaphor ที่ Ayse Birsel
ใช้เปรียบเทียบว่าชีวิตเธอเป็นเหมือนต้นไม้

ขั้นที่ 3 Reconstruction

ขั้นตอนนี้คือการเลือก
และเราต้องยอมรับว่าในความเป็นจริง
เราไม่สามารถทำทุกอย่างได้ดีแบบไร้ที่ติในทุกด้านพร้อม ๆ กัน
Reconstruction map จึงมีวงกลมให้สามวงซ้อนกัน
ซึ่งเปรียบวงกลมเป็นเหมือนเรื่องที่เราได้เลือก
และเรามองว่าเราสามารถควบคุมหรือจัดการสิ่งเหล่านั้นได้

ด้านล่างเป็นตัวอย่าง Reconstruction map ของนักเรียนในคลาส

ตัวอย่างเช่นในวงกลม 3 วงของเราอาจประกอบไปด้วย
– สตูดิโอ (งาน+ครอบครัว+เพื่อนฝูง)
– การผจญภัย (การท่องเที่ยว+โครงการใหม่ ๆ)
– ความมั่นคง

Exercise: อะไรคือสิ่งที่คุณเลือกให้อยู่ใน Backbone ของการออกแบบของคุณ
ถึงตาคุณแล้วค่ะ

ขั้นที่ 4 Expression

ในขั้นตอนนี้เราสามารถใช้วิธีได้หลายวิธีในการช่วยทำให้เกิดขึ้นจริง
เช่น ใช้ Vision map โดยวาดรูปตัวเราอยู่ตรงกลาง
แล้วใส่รูปหรือรายละเอียดอื่น ๆ รอบ ๆ รูปตัวเรา
ดังตัวอย่างด้านล่างซึ่งเป็น Vision map ของ Ayse Birsel
ที่วาดไว้ตั้งแต่ปี 2014 (ก่อนที่เธอจะออกหนังสือเล่มนี้)

เครื่องมือ Expression อื่น ๆ ที่ Ayse Birsel แนะนำในหนังสือของเธอได้แก่
– จดหมายหาตัวเอง (Vision letter)
– To-do list
– การประกาศ (Manifesto)
– บทกวี (Poem)

Exercise: เลือกหนึ่งวิธีจากข้างต้นในการระบุวิธีการแสดงออกของคุณ

สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุดคือ Living the life
หลังจากได้แบบแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ
การออกไปใช้ชีวิตแบบที่เราออกแบบไว้ 
เทคนิคที่คุณสามารถเริ่มทำได้ เช่น

Modeling หรือการหาต้นแบบของคนที่เขาใช้ชีวิตแบบที่คุณต้องการ แล้วดูว่าคุณสามารถเลียนแบบวิธีการอะไรของคนเหล่านั้นได้บ้าง
Learning หรือการเรียนรู้ทักษะใหม่ที่จะช่วยตอบสนองชีวิตที่คุณออกแบบไว้  อาจจะเป็นการเริ่มลงเรียนทักษะใหม่ ๆ ทาง On-line, หาพี่เลี้ยง (Mentor), อ่านหนังสือ
Sharing แบ่งปัน Design expression ของคุณกับเพื่อนฝูงหรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอความช่วยเหลือ คำแนะนำ หรือข้อมูลป้อนกลับ
Visualizing นักออกแบบเป็นนักจินตนาการชั้นยอด คุณสามารถวาง Vision map ที่คุณสร้างไว้บนโต๊ะทำงานหรือผนังที่มองเห็นได้ง่ายเพื่อช่วยย้ำเตือน
Prototyping ด้วยการไปลองใช้ชีวิตอยู่ในสถานที่หรือสิ่งแวดล้อมที่คุณวาดไว้สัก 2-3 สัปดาห์ก่อนตัดสินใจย้ายไปจริง  หรือลองลงเรียนคลาสภาคค่ำเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ ก่อนที่คุณจะตัดสินใจลาออกจากงานประจำ

สำหรับ Ayse Birsel การออกแบบชีวิตที่รัก
จึงคล้ายกับกระบวนการการออกแบบผลิตภัณฑ์
การสังเกต (Observation) = การแยกชิ้นส่วน (Deconstruction)
ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) = การปรับมุมมอง (POV shift)
การตัดสินใจ (Decision) = ประกอบร่าง (Reconstruction)
การลงมือทำ (Action) = การแสดงออก (Expression)

หากคุณผู้อ่านมีโอกาสใช้เครื่องมือข้างต้น
เพื่อเป็น Designer ชีวิตของตัวเองกันแล้วเป็นอย่างไร
มาแบ่งปันให้ฟังบ้างนะคะ
LIVE the LIFE you LOVE ค่ะ!

Photo credit:
wepresent.wetransfer.com/story/ayse-birsel-design-life-love/
http://www.designindaba.com/articles/point-view/design-life-you-love
time.com/4087778/design-our-best-life/

Design the Life You Love ออกแบบชีวิตที่คุณรัก (Part I)

ระยะหลังเราพูดคุยเรื่องการออกแบบ (Design) กันบ่อยครั้ง
โดยเฉพาะการหาความคิดสร้างสรรค์เพื่อตอบโจทย์ชีวิตที่ดีขึ้น
จึงเกิดคำถามว่าถ้าเราใช้กระบวนการออกแบบเหล่านั้น
มาประยุกต์ใช้กับการออกแบบชีวิตได้
น่าจะเป็นประโยชน์ไม่น้อย

Ayse Birsel เป็น Designer ที่ออกแบบผลิตภัณฑ์มาแล้วมากมาย
และเป็นผู้แต่งหนังสือชื่อ
Design the Life You Love: A step-by-step guide to building a meaningful future
โดยเธอประยุกต์กระบวนการออกแบบที่เธอใช้ในงาน
มาใช้กับการออกแบบชีวิตที่รัก

คลิ๊กที่นี่เพื่อชม TedTalk ของเธอเกี่ยวกับ Design the life you love

พอเป็นหนังสือที่เขียนโดย Designer เก๋เลยสังเกตว่า
หนังสือเธอมีตัวอักษรน้อย ใช้รูปที่เธอวาดเป็นตัวสื่อ
หนังสืออ่านง่าย ภาพสวยงาม
รูป เรื่องราวต่าง ๆ ในเล่มกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ผู้อ่านเป็นอย่างยิ่ง

ใน Blog นี้เก๋เลยมาถอดรหัสกระบวนการดีไซน์
ที่ใช้เป็นหัวใจหลักของหนังสือเล่มนี้
พร้อมด้วยตัวอย่างที่ยกให้เห็นแบบเข้าใจง่าย ๆ
และปิดท้ายด้วยวิธีการนำมาประยุกต์ใช้กับการออกแบบชีวิตที่มีความสุข

กระบวนการดีไซน์ของ Ayse Birsel

1. ขั้นตอนแรกเรียกว่าการ Deconstruct your life
ขั้นตอนนี้คือการแยกสิ่งที่เราต้องการดีไซน์ออกเป็นชิ้นย่อย ๆ ก่อน
เพื่อทำความเข้าใจว่าองค์ประกอบนั้นมีอะไรบ้าง
โดยยังไม่ต้องพิจารณาความเชื่อมโยงของแต่ละชิ้น

ยกตัวอย่างเช่น เวลาเราต้องการทำซุปไก่สักถ้วย
ซุปนั้นเวลาถูกแยกส่วนประกอบแล้วมีอะไรบ้าง
ไก่, หัวหอม, แครอต, เกลือ, พริกไทย, น้ำ, หม้อ, ไฟ, ชาม, ช้อน
กระบวนการนี้เรียกว่าเรากำลัง Deconstruct the soup ค่ะ

2. ขั้นตอนที่สองคือการสร้าง POV of your life

Point of View (POV) คือวิธีการที่เรามองสิ่งต่าง ๆ
ดังนั้นถ้าเรามองสิ่งเดิมด้วยมุมใหม่ ๆ
เราจะเกิดความคิดสร้างสรรค์ได้ง่ายขึ้น
“It is how you can decide to SEE the SAME things DIFFERENTLY
that is the heart of CREATIVITY”

Ayse Birsel เล่าให้ฟังง่าย ๆ ว่าเบื้องหลังวิธีการที่ Designer ใช้มอง
เพื่อหามุมใหม่ ๆ ได้แก่
– การกำจัดทิ้งหรือลดรูป (Get rid of)
– การรักษาไว้ (Keep)
– การเปลี่ยนแปลงรูปแบบ (Transform)

มาถึงบรรทัดนี้หลายคนคงเกิดคำถามว่า
นั่นสิมองต่างนี่แหละทำอย่างไร

เราลองมาดูตัวอย่างซุปไก่ที่เกริ่นไว้ข้างต้น
ว่าเราสามารถมองมันอย่างไรให้เป็นซุปแบบใหม่ที่มีความสร้างสรรค์

ถ้าเรา…
…มองซุปนี้เป็นอาหารสำหรับคนทานมังสะวิรัติ
(มองที่ไก่ที่ Deconstruct ไว้)
…มองซุปนี้ว่าสามารถเสริฟแบบเย็นแทนที่จะเสริฟร้อนแบบเดิม ๆ
(มองที่ไฟที่ใช้อุ่น)
…มองซุปนี้ว่าไม่ต้องจำกัดรูปแบบแค่เสริฟอยู่ในชาม
(มองที่ชามซึ่งเป็นภาชานะตอนที่ Deconstruct)
…มองซุปนี้ว่าสามารถเสริฟที่ไหนก็ได้ไม่จำเป็นต้องเป็นบนโต๊ะ
(มองที่โต๊ะที่ใช้เสริฟก่อนหน้านี้)

นี่คือตัวอย่างการมองเพื่อหา POV แบบใหม่ ๆ

3. ขั้นตอนที่สามเรียกว่า Reconstruct your life

ขั้นตอนนี้คือการนำกลับมาประกอบร่าง
ซึ่งตรงกันข้ามกับขั้นตอนแรกคือ Deconstruct
เป็นขั้นตอนของการเลือก (Making choices)

ก่อนมาถึงขั้นตอนนี้ เราได้มองสิ่งเดิมด้วยมุมใหม่
ลองมาดูซิว่าซุปถ้วยเดิม เราสามารถใส่ความคิดสร้างสรรค์
แล้วนำกลับมาประกอบร่างใหม่อย่างไรบ้าง

ถ้าเราลองประกอบร่างใหม่โดยใส่เต้าหู้แทนไก่
ถ้าเราลองปรุงด้วยการแช่แข็งแทนการใช้ความร้อน
ถ้าเราลองเสริฟซุปที่แช่แข็งในรูปแบบแท่งเหมือนไม้ไอศครีมแทนชาม
ถ้าเราลองชวนให้ผู้ใช้เดินถือไปทานที่ไหนก็ได้แทนการนั่งทานที่โต๊ะ

เราอาจจะได้เห็น Soup Pop (เลียนแบบ Ice Pop หรือไอศครีมแท่ง) ก็เป็นได้

4. ขั้นตอนสุดท้ายเรียกว่า Express your life as a new design

ขั้นตอนนี้คือเรากำลังจะสร้างให้มันเกิดขึ้นจริง
เลือกใช้ส่วนผสมที่ทำให้คุณค่าเปลี่ยนไป
ปรุงมันในแบบที่เราต้องการ
เสริฟซุปในรูปแบบที่ทำให้คนทานตื่นเต้น
มันคือการสร้างประสบการณ์ค่ะ

เราอาจจะตั้งชื่อซุปแบบใหม่ของเราว่า Space Soup
เพราะผู้ทานสามารถถือซุปที่เย็นชื่นใจ ถือไปไหนก็ได้
และหยิบมานั่งทานที่ไหนอย่างไรก็ได้
เจ๋งไหมล่ะคะ!

โดยสรุป ถ้าเปรียบเทียบชีวิตเหมือนกันซุป
เราสามารถตั้งคำถามกับตัวเองด้วยการดีไซน์ใน 4 ขั้นตอน

1. Deconstruct: อะไรคือส่วนประกอบบ้าง
2. POV: ส่วนประกอบไหนที่เราอยากเปลี่ยน แทนที่ด้วยสิ่งใหม่ หรือคงไว้
3. Reconstruct: แล้วถ้าเราเปลี่ยนวิธีที่เราปรุงมันล่ะ
4. Express: แล้วถ้าเราเปลี่ยนวิธีที่เรากินมันล่ะ

ใน Blog ถัดไปจะมาเล่าวิธีการประยุกต์ใช้
กระบวนการทั้งหมดกับการออกแบบชีวิตให้มีความสุขค่ะ
สามารถติดตามขั้นตอนต่อไปได้ที่ลิงค์นี้

**************************************************
Photo Credit:
http://www.prhspeakers.com/speaker/ayse-birsel
aysebirsel.com
cindymangomini.com/tag/national-homemade-soup-day-drawing/
http://www.literacyideas.com/point-of-view
minimalistbaker.com/pina-colada-popsicles/
dansippleblog.blogspot.com/2016/02/popsicle-in-space.html

ชีวิตดีขึ้นทุก ๆ ด้าน ด้วยการจัดบ้านแค่ครั้งเดียว

เชื่อว่าพวกเราหลาย ๆ คนคงมีโอกาสได้อ่าน
หรือได้ยินเกี่ยวกับหนังสือ Bestseller เล่มนี้มาบ้างไม่มากก็น้อย
เขียนโดยมาริเอะ คนโด
โดยภาคภาษาอังกฤษใช้ชื่อหนังสือว่า
The life-changing magic of tidying up

และหนังสือเล่มนี้ก็ได้รับความนิยมมากมาย
จน Netflix นำมาสร้างเป็นเรียลลิตี้ทีวีที่ชื่อว่า
“จัดบ้านเปลี่ยนชีวิตกับมาริเอะ คนโด”

โพสต์นี้จึงไม่ได้มาเล่าเกี่ยวกับหนังสืออย่างเดียว
แต่จะมาแบ่งปันด้วยว่าหลังจากได้ทดลองทำ
“Konmari Method” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ มาริเอะ คนโด แล้ว
มันเกี่ยวกับ Life-changing อย่างไร

วิธีจัดบ้านของมาริเอะมีความเฉพาะตัวด้วยวิถีแห่ง Konmari เช่น

1. จัดตามหมวดหมู่ ไม่ใช่ตามพื้นที่ โดยเริ่มจาก
– เสื้อผ้า
– ตามด้วยหนังสือ
– เอกสาร
– ของจิปาถะทั้งหลาย
– และสุดท้ายคือของที่มีคุณค่าทางใจ

แทนที่จะเลือกเป็นสถานที่โดยจัดทุกอย่างที่อยู่ในห้องนั้น ๆ
เราจะเลือกของประเภทนั้นที่มีอยู่ในห้องต่าง ๆ มากองรวมกัน
และนั่นสร้างประสบการณ์ท้าทายและตกตะลึง
เวลาเราเห็นของตัวเองมากองรวมกันท่วมสูง

มาริเอะเล่าว่าจำนวนเสื้อผ้าเวลานำมากองไว้รวมกันแล้ว
มักจะสูงประมาณหัวเข่า
โดยเฉลี่ยจำนวนเสื้อผ้ากองนี้จะอยู่ที่ประมาณ 160 ชิ้น
เก๋เองก็มีความรู้สึกหวั่น ๆ เช่นกันตอนเริ่มเห็นของทั้งหมดของตัวเอง

2. เวลาเลือกว่าจะทิ้งหรือเก็บอะไร
ให้หยิบของสิ่งนั้นมาสัมผัส
แล้วถามตัวเองว่าของชิ้นนั้น “Spark joy”
หรือจุดประกายความสุขให้เราหรือไม่

มาริเอะจะเน้นไม่เก็บสิ่งของไว้ “เผื่อใช้” หรือ “เสียดาย”
เพราะความรู้สึกนั้นเป็น “ภาระ” ที่เราแบกมากกว่าจะเป็น “๋Joy”
ซึ่งนี่เป็นเคล็ดลับเรื่องหนึ่งที่ทำให้เรา
เหลือแต่ของที่ให้ความสุขกับเราจริง ๆ
หลังผ่านกระบวนการ Konmari ที่ปลุกเร้าความสุข

เก๋ตั้งข้อสังเกตว่าตอนลองวิธีนี้
มันทำให้เราไม่ได้พิจารณาแต่ประโยชน์ หรือ Functional
หรืออยู่ในหมวดใช้สมอง มองแล้วคิด
แต่เน้นที่ Sentimental และ Feeling ที่เรามีต่อของสิ่งนั้น
เป็นการใช้สัมผัสหรือ Intuition มาผสมด้วย

พอเราใช้สัมผัส มันทำให้เรากลับมาอยู่กับ “ปัจจุบัน”
กับความรู้สึกที่มีต่อของสิ่งนั้น
โดยไม่ต้องติดกับ “อดีต” หรือ “อนาคต”
ด้วยคำพูดว่า “ซื้อมายังไม่ค่อยได้ใส่” หรือ
“มันก็ยังโอเคอยู่ เก็บไว้ก่อน”

หนังสือภาคต่อของ The life-changing magic of tidying up
บอกเคล็ดลับ How-to ปลุกเร้าความสุขขณะจัดบ้าน

3. ทิ้งก่อนเก็บทีหลัง
คือทิ้งให้เกลี้ยงแบบรวดเดียวจบ
แล้วหาที่วางให้ของทุกชิ้นที่เหลือ

มาริเอะเชื่อว่าคนที่เก็บของเก่งคือคนหวงของ
เราเคยมีความเชื่อผิด ๆ ว่าการจัดบ้านคือการเก็บของเข้าที่
แท้ที่จริงการเก็บของเป็นการหลอกตัวเองว่า
ปัญหาได้รับการแก้ไขแล้ว
เพราะไม่ช้าของที่เก็บก็จะเต็มและห้องจะกลับมารกเหมือนเดิม
นี่คือเหตุผลที่การจัดบ้านต้องเริ่มต้นจาก “การทิ้งของ” เสียก่อน

Marie Kondo กำลังอธิบายวิธีจัดเสื้อผ้าในรายการ เรียลลิตี้ทีวีของเธอ

จากประสบการณ์พอได้ลองทำดูแล้ว
เก๋ได้เห็นหลาย ๆ มุมว่า “การจัดบ้าน”
ช่วยจัดระเบียบความคิด หรือ Mindset ของเราไปในตัว

1. ประสบการณ์ตัวเองตอนจัดตู้เสื้อผ้า
แล้วได้ถามตัวเองแต่ละครั้งตอนจับเสื้อแต่ละชิ้นเพื่อหา Joy
ทำให้เราได้สำรวจว่าของชิ้นนั้นมันจำเป็นหรือสำคัญกับเราอย่างไร

มาริเอะจะเน้นไม่ให้ลดขั้นเสื้อผ้าให้เป็น “ชุดอยู่บ้าน”
ซึ่งเก๋เชื่อว่าผู้อ่านทุกท่านก็มักจะมีชุดนี้ประจำบ้าน
เหตุผลหนึ่งที่มาริเอะไม่อนุญาตก็พอเข้าใจได้ว่า
เรามักจะอยากเก็บชุดที่ไม่ใช่ชุดเก่งไว้เป็นชุดอยู่บ้านเผื่อไว้ได้ใช้
เมื่อนั้นก็จะเป็นช่องว่างให้มีชุดอยู่บ้านมากขึ้น
และไม่ได้ลดจำนวนเสื้อผ้าลงเลย

หลาย ๆ ชิ้นเก๋ก็เคยเก็บไว้เพราะแค่ “เผื่อไว้ได้ใช้”
หรือซื้อมาแล้วยังไม่ได้ใส่ “เสียดาย”
ตามมาด้วยความหวังว่าจะใส่มันสักวัน
ซึ่งสิ่งเหล่านั้นก็ไม่เคยเกิดขึ้นจริง

วิธีของ Konmari เป็นการฝึกปล่อยวางได้ดีทีเดียว

ด้านล่างเป็นจำนวนไม้แขวนเสื้อบางส่วนที่ได้กลับมาจากการ
“ปล่อยวาง” เครื่องนุ่งห่มที่ไม่จำเป็นกับชีวิตหรือไม่ได้ทำให้เรามี Joy จริง ๆ

2. ตอนที่ชวนลูก ๆ จัดห้องของเขา
ก็ได้เรียนรู้ว่าถ้าเป็นเมื่อก่อน
เราจะเข้าไปจัดของให้เขาเลยในฐานะแม่ที่ดี (ที่เราทึกทักเอาเอง)
หรืออีกนัยหนึ่งคือเราเข้าไป “จัดการ” ชีวิตของเขา

แต่พอลองมาใช้วิธี Konmari
ที่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ Sense หรือความรู้สึกกับของแต่ละชิ้น
ของแบบนี้ต้องให้เจ้าตัวเป็นคนบอกเอง ทำแทนกันไม่ได้
เราก็ได้ฟังเหตุผลหรือความรู้สึกว่า
เพราะอะไรลูกเลือกที่จะเก็บหรือจะทิ้งของบางชิ้น

เป็นการฝึกเคารพความคิด ความรู้สึกคนที่เรารัก

และได้ยินเหตุผลหลาย ๆ อย่างที่เราก็คาดไม่ถึง
จากมุมมองของเด็กน้อยที่มีต่อของแต่ละชิ้น

3. ระหว่างทางในการหยิบจับสำรวจของทุกชิ้น
คุณอาจจะได้พบความประหลาดใจปนขำ
เมื่อพบของบางชิ้นของคุณที่ทำให้อุทานว่า
มันมาจากไหน หรือ มันยังอยู่ตรงนี้อีกหรือ!

ของเก๋จะเป็นชุดที่ซื้อมาแล้วมันโดนแอบอยู่ในซอกหลืบของตู้
เพราะความไม่เป็นระเบียบหรือทับซ้อนของเสื้อผ้าที่วางเบียดเสียดเยียดยัด
แล้วเคยทำให้เก๋หงุดหงิดว่าของรักหายไปไหน
ก็เลยไปแก้ปัญหาด้วยการซื้อไม้แขวนเสื้อมาเพิ่ม !

ส่วนของลูกจะเป็นชุดสมัยเด็ก ๆ ของเขา
ที่คงจะเคยผ่านมือมนุษย์แม่ขณะจัดของให้ลูก
แล้วนึกในใจว่า “โตขึ้นเดี๋ยวได้ใช้”
จนตอนนี้ลูกโตเกินของใช้ชิ้นนั้นแล้วก็เพิ่งมาเห็น
หรือเป็นของเล่นที่เขาโตเกินวัยจนของเล่นนั้นไม่ได้รับการสนใจ
และไม่ได้เป็นประโยชน์กับเขาอีกต่อไป

ทำให้เห็นว่าเราพกอดีตเก็บไว้เยอะทีเดียวที่เราไม่รู้ตัว

และถ้าไม่รู้จักวางหรือปล่อยของเดิมที่มีอยู่
ตู้เสื้อผ้าหรือบ้านใหญ่ยักษ์ขนาดไหน
ก็คงไม่พอกับความอยากหรือความต้องการของเราที่ไม่ได้ขัดเกลา

หมวกของลูกชายที่พอมาสำรวจดู ก็พบ Pattern ว่าเรามักจะมีของเหมือนเดิมที่เคยมี หรือเป็นสีเดิม ๆ ที่เราชอบ ซ้ำ ๆ หลายชิ้นโดยที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จริง ๆ จัง ๆ

4. สุดท้ายสิ่งที่เราได้คือ
ความสุขที่มาจากการปล่อยวางสิ่งที่ไม่ได้เป็นสาระสำคัญในชีวิต

มันคือการ Spark Joy ของเรานี่เอง

ดังนั้นใครที่อยากลองฝึกสังเกตมุมมอง ความรู้สึกของตัวเอง
หรืออย่างน้อยเป็นช่วงเวลาที่เราได้สำรวจความคิด
และแถมยังได้ใส่เสื้อผ้า แวดล้อมด้วยของใช้
ในบ้านที่จุดประกายความสุขให้เราจริง ๆ
ขอชวนมาจัดบ้านโดยอาจจะเริ่มจากเสื้อผ้า
ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวด้วยวิธี Konmari ดู

สุขสันต์วันปล่อยวางค่ะ

มุมไบในความทรงจำกับประสบการณ์ Beyond

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2019 เก๋ได้รับเชิญให้ไปรับรางวัล “101 Global Coaching Leader”
จากสถาบัน World HRD Congress
สถานที่จัดงานคือเมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย

award 1

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าอินเดียไม่ใช่ประเทศในฝันของฉัน
และไม่ได้อยู่ใน Wish list
ตอนแรกคิดอยู่เหมือนกันว่าจะไปดีไหมในประเทศที่ไม่เคยไป และต้องไปคนเดียว
จนแฟนแซวว่าฉันชอบชวนลูกค้าออกนอก Comfort zone
ถึงตาตัวเองบ้างก็ควรออกมา Explore เรื่องที่ไม่เคยทำ หรือกล้า ๆ กลัว ๆ เสียบ้าง

ถ้าพูดถึงอินเดียฉันก็จะนึกถึงทริปแสวงบุญต่าง ๆ
แต่คราวนี้เป็นงาน Conference
และผู้จัดก็เลือกจัดงานที่โรงแรมห้าดาวที่มีชื่อว่า Taj Lands End
ฉันเลยเลือกพักที่โรงแรมที่จัดงานเสียเลย
ลึก ๆ คือกลัวค่ะ  ไม่อยากออกไปไหนให้เสี่ยง
Survival Brain มันทำงานชัดเจนมาก

taj 1
วิวด้านนอกของโรงแรม

เห็นวิธีคิดของตัวเองชัดมากขึ้น
ตอนตัดสินใจเลือก Package ห้อง
เพราะเลือก Upgrade ห้องแบบมีรวมบริการใช้ Club Lounge
ได้ห้องกว้างขึ้น อยู่ชั้นเกือบบนสุด (กลายเป็นชนชั้นบนไป)
ได้เห็นวิว Arabian Sea แบบ Top View อันสวยงาม
มีบริการ High Tea และของว่างช่วงบ่าย
หรือจะมาดื่ม Cocktail พร้อมอาหารเบา ๆ ได้ช่วงหัวค่ำ
พร้อมรถรับส่งจากสนามบินถึงโรงแรม
ส่วนอาหาร 3 มื้อนั้นไม่ต้องห่วงอยู่แล้ว เช้ากินในโรงแรม
กลางวันและค่ำมีรวมอยู่ใน Conference package
นั่นอีกแหละค่ะ  ลึก ๆ วิธีคิดตัดสินใจคือมันบอกตัวเองว่าจะไม่ออกไปไหน
จะกินนอน ประชุมมันอยู่ในโรงแรมทั้ง 4-5 วันนั่นแหละ!

room 7
วิวจากห้องพักของฉัน โรงแรมอยู่ติด Arabian Sea

แต่การที่ได้มาพักโรงแรมที่ให้ประสบการณ์ที่ดี
ก็ทำให้ความทรงจำกับมุมไบเป็นความประทับใจ
ขอรวมเรียกประสบการณ์การพักที่นี่ว่า Beyond ละกันค่ะ
ที่ใช้คำว่า Beyond เพราะมันบรรยายความรู้สึกฉันตอนพักโรงแรม
1) ขออะไรไม่เคยได้ตามที่ขอ  มักได้รับบริการ “เหนือ” กว่าที่ Request ไว้ตลอด
2) มี Surprise กับบริการและผู้ให้บริการที่นี่เป็นระยะ ๆ และจากหลาย ๆ Touchpoint (หลายแผนก)

บินคราวนี้เลือกบินกับสายการบิน Jet Airways ของอินเดียค่ะ
ตั้งใจเลือก Flight ที่ไม่ไปถึงสนามบินมุมไบหลังพระอาทิตย์ตกดิน
เราจึงบ๊ายบายเอื้องหลวงและ Thai Smile ไปโดยปริยาย
และเหตุผลของเราคงดูขำ ๆ
แต่ Survival brain เราทำงานตั้งแต่ตอนจองที่พักและสายการบินแล้ว

1) เช็คอิน
เอาว่าตั้งแต่ลงจากรถเข้าโรงแรมเพื่อเช็คอิน
ก็จะมีเจ้าหน้าที่ต้อนรับพาฉันไปรอที่โซฟาในโถง
เพื่อเขาจะไปจัดการเช็คอินที่เคานเตอร์ให้  ฉันไม่ต้องไปเอง
ระหว่างรอก็จะมีเจ้าหน้าที่ต้อนรับผู้หญิงแต่งตัวสวยงามในชุดประจำชาติ
นำสร้อยไม้มาคล้องคอฉัน (โทนมันเหมือนพวงมาลัยกล้วยไม้คล้องคอต้อนรับแขกต่างชาติน่ะค่ะ)
พร้อมกับขออนุญาตฉันก่อนท่องบทสวดอะไรสักอย่างกับถาดดอกไม้ของเธอ
ฉันฟังไม่ออก แต่เก็ทว่าเหมือนอวยพรต้อนรับ
ด้วยความที่ Flight ฉันมาถึงแต่เช้า (9.35 am) ฉันเลยมาก่อนเวลาเช็คอินปกติไปมาก (2 pm)
แต่เขาก็หาห้องให้ฉันเข้าไปพักก่อนจนได้  พร้อมกล่าวขอโทษฉันเป็นการใหญ่ที่ต้องให้รอสักพัก
ใจฉันคิดว่าไม่ต้องขอโทษขอโพยอะไรมากก็ได้  ฉันเองต่างหากที่มาก่อนเวลาไปมาก
แต่ก็ขอบคุณที่เขาจัดหาให้ได้

reception 1
ระหว่างนั่งรอให้พนักงานต้อนรับไปเช็คอินห้อง

reception 2
พนักงานต้อนรับแต่งตัวสวยงาม มาพร้อมกับถาดดอกไม้และสร้อยคอ

2) บริกรยกกระเป๋า
หลังจากนั้นฉันก็ขึ้นไปรอกระเป๋าเดินทางบนห้อง
พอบริกรเอากระเป๋าวางของในห้องเขาคงสังเกตเห็นฉันง่วนจิ้มโทรศัพท์
คือฉันพยายาม Set-up Wifi อยู่
เขาเดาใจฉันถูกค่ะ  รีบถามว่าเธอต้องการ Wifi ใช่ไหม
พร้อมรีบไปหยิบการ์ดห้องที่ระบุรหัสมาให้
เป็นความช่างสังเกตที่เกินหน้าคนยกกระเป๋าค่ะ
แถมถามฉันต่อว่าเธอเพิ่งมา ต้องการไปไหนหรือทำอะไรหรือเปล่า
ฉันก็เอ่ยชื่อสถานที่ที่ท่องมาล่วงจาก Web แนะนำการท่องเที่ยว
คนยกกระเป๋าถามต่อค่ะว่าฉันมีเวลาเท่าไร
แล้วช่วยประเมินให้เสร็จสรรพว่าที่ไหนควรไปในเวลาครึ่งวันที่ฉันมี
(ฉันมี Networking night วันนั้นกับผู้ร่วมงานคนอื่นก่อนเริ่มการสัมมนาในวันรุ่งขึ้น)
พร้อมบอกเราว่าถ้าเธอต้องการ เขาสามารถจัดหารถรับส่งตามสถานที่ที่ฉันอยากไปได้นะ
นี่ฮีก็กลายร่างเป็นไกด์แนะนำการท่องเที่ยวให้ฉันในวันแรกที่ฉันยังเบลอ ๆ

3) เจ้าหน้าที่ Front Desk
ตอนนี้ท้องร้องค่ะ เพราะอาหารบน Jet Airways ฉันไม่ถนัดจริง ๆ
แอบสารภาพด้วยว่านี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เดินทางต่างประเทศแล้วขนมาม่าและคัพโจ๊กใส่ในกระเป๋ามาด้วย
แฟนที่บ้านเห็นแล้วขำในพฤติกรรมแปลกใหม่ของฉัน
เพราะปกติฉันก็เดินทางไปหลายประเทศและเป็นคนทานอาหารไม่ยากค่ะ
แต่ฉันกังวลตั้งแต่ก่อนมาว่าจะกินได้ไหม
ทั้ง ๆ ที่เพื่อนคนไทยก็บอกว่าอาหารเช้าที่ Taj Lands End นั้นรสเลิศ

ทีนี้ฉันก็มองหากาต้มน้ำร้อนสิคะเพราะจะนำมาม่ามาโซ้ยก่อนค่อยนั่งคิดอ่านวางแผนช่วงบ่ายที่เหลือ
หาไม่เจอค่ะคุณ  และมั่นใจมากกว่าห้องระดับนี้ไม่มีกาต้มน้ำเป็นไปไม่ได้
ว่าแล้วก็ลงไปถามเจ้าหน้าสักคนที่เคานเตอร์
คำตอบที่ได้รับคือเขาถามฉันกลับว่าอยู่ห้องเบอร์อะไร
แล้วเขาก็หลับตาจินตนาการ Layout และเฟอร์นิเจอร์ในห้อง
พร้อมบอกตำแหน่งกาต้มน้ำว่าวางไว้อยู่ในเก๊ะตรงนี้ ถัดมาจากโคมไฟของเธอตำแหน่งนี้
ประหนึ่งเหมือนบอกลายแทงกันทีเดียว
และฮีแม่นมากค่ะ  มันอยู่ตรงนั้นเลยตอนฉันกลับมาดู
สิ่งที่ Amaze คือฮีท่องและจดจำ Layout ของห้องในแต่ละชั้นที่ต่างกันได้กระนั้นเชียวหรือ
มันทำให้แขกที่พักอย่างฉันรู้สึกปลอดภัยและสบายใจว่าเราอยู่ในการดูแลของคนที่รู้จริงในงานที่ทำ


4) บริกรในห้องเลานจ์
มีบางวันฉันสัมมนามาทั้งวันก็รู้สึกเพลีย ๆ เพราะหัวข้อเยอะมากในแต่ละห้องย่อย (ตั้งแต่ 9 am-7 pm)
ไม่นับรวม Dinner ทุกคืนที่เป็น Networking night ตั้งแต่ 8-10 pm
ช่วงค่ำ ๆ ที่เขาให้เบรคฉันเลยมานั่งดื่มที่ The Taj Club
ห้องเงียบเป็น Private Lounge ดีค่ะ
มองไปเห็นวิว Arabian Sea ยามพระอาทิตย์ตกดิน
คือเวลาเหน่ื่อย ๆ มานั่งปุ๊บฉันก็แจ้งบริกรแบบสิ้นคิดเลยว่าขอสไปรท์สักแก้ว
บริกรในห้องเลยถามฉันต่อว่าแน่ใจเหรอ Madam เธออยากรับ Cocktail สักแก้วไหม
ไอ้เราก็เออก็ดีนะ  แล้วก็สั่ง Pina Colada
ตอนเขามาเสิรฟ์คุณบริกรก็ถามฉันต่ออีกว่า เธออยากได้ถั่วหรือ Snack มาทานแกล้มบ้างไหม
เราก็ว่าไม่เลวนะ  ขอสักที่ก็ดี
สุดท้ายก็เลยได้จิบ Cocktail แกล้ม Cashew nut เม็ดโต ชมพระอาทิตย์ตกดิน
ก็เลยรู้สึกขอบคุณคนให้บริการที่เขาคิดเผื่อ
เพราะแค่เขาเสริฟ์สไปรท์ทื่อ ๆ ตามที่ฉันสั่งแต่แรกก็ Meet customer’s expectation แล้ว
แต่อย่างที่บอกล่ะค่ะว่าประสบการณ์ที่นี่มัน Beyond
และเขาไม่ได้ Up-sell หรอกค่ะ  เพราะฉันไม่ได้ต้องจ่ายอะไรเพิ่ม
ทุกอย่างมันถูกรวมอยู่ใน Package ที่ฉันซื้ออยู่แล้ว


5) พ่อบ้านประจำชั้น
เพิ่งได้ Feel กับคำว่า “ใส่ใจในรายละเอียด” ก็ตอนมาเห็นว่า
พวกนามบัตรบนโต๊ะทำงาน และเครื่องสำอาง Toiletry ในห้องน้ำที่ฉันวาง ๆ ไว้สะเปะสะปะ
มันถูกจัดเรียงบนผ้าลูกไม้อย่างเป็นระเบียบที่พ่อบ้านประจำชั้นนำมาประดับเพิ่มให้
คือสารภาพว่ารู้สึกเขินนิดหน่อยที่ข้าวของตัวเองวางไม่เป็นระเบียบ
และมันถูกนำมาวางจัดเรียงโดยคนอื่นอย่างตั้งใจ


ทุกวันค่ำ ๆ คุณพ่อบ้านประจำชั้นก็จะนำกลีบกุหลาบมาร้อยเรียงเป็นรูปดอกไม้
วางไว้ตามหัวมุมใกล้ ๆ กับสวิสต์ไฟตามมุมต่าง ๆ
เป็นความใส่ใจของพ่อบ้านประจำชั้นที่ฉันไม่เคยเห็นหน้า

room 9

มีคืนสุดท้ายก่อนกลับเขามาเคาะประตูห้องถามว่าเธอกลับพรุ่งนี้ใช่ไหม
เราก็ตอบไปพร้อมกับงง ๆ ในใจว่าถามเพื่อไร
เขาหายไปสักพักและกลับมาพร้อมถุงผ้าที่ใส่ Toiletry อุปกรณ์ทำเล็บ
ซึ่งปกติไม่ได้มีอยู่ในอุปกรณ์ Standard ที่โรงแรมเตรียมไว้ให้

room 11

6) ห้องอาหารเช้า
พอวันท้าย ๆ ฉันเริ่มเพลีย ๆ เพราะ Agenda ยาวและมี Networking ถึงดึกทุกคืน
บางเช้าในห้องบุฟเฟต์ฉันเลยตั้งใจไปนั่งมุมไกล ๆ ที่ไม่ค่อยมีคนเดินผ่าน
ยอมเดินตักอาหารไกลหน่อย  แต่ก็ได้นั่งกินอะไรเงียบ ๆ ชมทะเลของฉันไป
แต่ก็ไม่วายหลุดรอดสายตาของบริกรผู้เอาใจใส่
เช้านั้นฉันนั่งโดยที่อย่างน้อยมีคนเดิมมาดูฉัน 3-4 รอบเพียงเพื่อที่จะถามฉันว่า
ทุกอย่างโอเคไหม  มีอะไรขาดเหลือให้ฉันช่วยคุณได้บ้าง
โถ….ฉันหนีมาไกลยังอุตส่าห์ไม่หลุดรอดสายตาพวกคุณเนอะ
อีกเรื่องที่ชอบในห้องอาหารเช้าคือการได้ดื่มชานมท้องถิ่นอุ่น ๆ ผสมเครื่องเทศที่ชื่อว่า Chai
วิธีเสริฟ์เขาก็ไม่ธรรมดา  แทนที่จะให้แขกหยิบแก้วไปรินจากกา
เขาเสริฟ์แบบในรูปค่ะ  ได้บรรยากาศไปอีกแบบ


7) เรื่องอื่น ๆ
มานั่งประมวลดู ฉันได้รับ Surprise gifts มาหลายครั้ง
ถึงจะเป็น Gift ที่ถูกตระเตรียมไว้แล้วก็เถอะ
แต่มันก็ถูกออกแบบมาให้แขกรู้สึก Surprise ในแต่ละช่วง
ไม่ว่าจะเป็นสร้อยคอตอนเช็คอิน
ถุงผ้าพร้อมชุดล้างเล็บจากคุณพ่อบ้านประจำชั้น
หรือแม้แต่ตอนเช็คเอาท์
พนักงานแคชเชียร์บอกว่ารอแพร็บนะ  ฉันมี Gift มอบให้
ว่าแล้วเขาลุกไปหยิบถุงผ้าเล็ก ๆ ข้างในเป็นสร้อยข้อมือ
เห็นแว๊บแรกคิดในในว่าเออนะ เดี๋ยวจะใส่ให้เข้าชุดกับสร้อยคอที่ได้มาวันแรก

อีกเรื่องที่ทำให้ฉันสบายใจคือลุ๊คที่เนี๊ยบดูสะอาดของบริกร
คนอินเดียเวลาไม่ยิ้มหน้าตาอาจจะดูดุสำหรับเรา
หนวดเคราเอย ผมดกดำเข้มตลอดเวลา
ฉันรู้สึกกังวลเล็กน้อยยามไปเดิมใน City หรือ Mall ในวันแรกที่มาถึง
วันแรกฉันไม่ได้ไป Tourist attraction
แต่เลือกไปสถานที่ที่ไม่ไกลมากจากโรงแรมเพราะมีงานตอนเย็นนั้น
ฉันเลยเป็นต่างชาติอยู่คนเดียวค่ะ  เป็นจุดเด่นมาก  รู้สึกแปลกแยกอย่างเห็นได้ชัด
คนอินเดียเขาอาจไม่ได้ดุอะไร  แต่เขาก็ไม่ใช่สยามเมืองยิ้มอย่างเรา
คนให้บริการข้างนอกจะลุคแบบหนวดเคราเฟิ้มสักนิด
ในขณะที่เมื่ออยู่ในโรงแรม พนักงานทุกคนจะโกนหนวดเรียบร้อย
หวีผมใส่เจลเรียบแปล้ ดูแล้วสบายใจยิ่งนัก

ในรูปด้านล่างฉันไปทำผมที่ร้านในเมืองค่ะ
คนที่เมืองไทยเห็นรูปพากันบอกว่าช่างกล้านะเธอ
บอกว่าเหมือนฉันอยู่กับผู้ก่อการร้าย
แต่พนักงานเขาสุภาพค่ะ เพราะฉันเลือกร้านไม่โลโซนัก
กลัวตายเหมือนกัน  แต่คุยกันเมื่อยมือนิดหน่อย
อธิบายเรื่องทรงผมกัน และคนอินเดียพูดภาษาอังกฤษฟังไม่ง่ายเท่าไร


วันท้าย ๆ ฉันเริ่มคุ้นเคยมากขึ้น  ก็เลยตัดสินใจออกเที่ยวตามลำพัง
เพราะมีเวลาก่อนไฟล์ทดึกขากลับ
หาข้อมูลเอาตาม Web และขอบคุณ App อย่าง Uber และ Google Map
ที่ทำให้ฉันไม่ต้องกังวลหรือโดนชาร์จ Overprice
หรือออกนอกเส้นทางเพราะฉันคอยเช็ค App ตลอดตอนอยู่บนรถ
(อันนี้ Survival brain ก็ยังทำงานอยู่)

ฉันเลือกไปเกาะที่ต้องลงเรือบ้าง  ก็ต้องคอยถาม ๆ เขาเอาตลอดทาง
เพราะป้ายมันก็ไม่ได้มีภาษาอังกฤษทุกอัน
และการจัดเรียงก็ไม่ได้เป็นระบบระเบียบเหมือนประเทศทางตะวันตกนัก
แต่สุดท้ายก็ผ่านไปด้วยดี


สารภาพว่าฉันก็กลัวเหมือนกันตอนเดินทางคนเดียว
โดยเฉพาะเวลาที่คนขับอยู่ดี ๆ ก็จอดรถข้างทาง
พร้อมหันมาบอกว่า “Madam, give me 2 mins”
ฉันใจเสียเลยค่ะว่าหยุดเพื่อไร
เขาบอกว่าเขาขอเข้าห้องน้ำ ว่าแล้วก็ลงจากรถไป
ฉันนี้หันหลังแทบจะ 360 องศากวาดสายตาตามเขาไปว่าเข้าห้องน้ำจริง ๆ ตรงไหน
หรือไปตามใครมาเพิ่มหรือเปล่า

แต่จะบอกว่าไม่ใช่ฉันคนเดียวที่กังวลนะคะ
มีอยู่วันหนึ่งขณะเรากำลังนั่งสัมมนา เป็นเวลาสัก 17.30 น.ได้แล้ว
เพื่อนผู้เข้าสัมมนาสุภาพสตรีต่างชาติท่านหนึ่งที่ฉันเพิ่งรู้จัก
บอกว่าเธอต้องกลับโรงแรมแล้ว (เธอพักที่อื่น)
Session ที่เหลือถ้าน่าสนใจฝากแชร์วันรุ่งขึ้นให้หน่อย
สอบถามได้ความว่าเธอกังวลไม่อยากนั่ง Taxi ตอนมืดคนเดียว

ส่วนสุภาพสตรีอีกคนชาวต่างชาติบอกว่าพอทราบว่าจะต้องมาสัมมนาที่นี่คนเดียว
เลยชวนสามีมาด้วยกันแล้วขากลับจะแวะไปเที่ยวทัชมาฮาลอีกเมืองด้วย
ฉันก็ อืมม์นะ คนอื่นก็เป็นเหมือนเรา
ยามเป็นผู้หญิงเดินทางคนเดียวไปในที่ที่ไม่คุ้นเคย
(คือลำพังฉันเองก็ไม่ใช่สายแบกเป้เที่ยวลำพัง)

trip 4

ที่เล่ามาทั้งหมดเป็นมุมไบในความทรงจำที่น่าประทับใจ
ซึ่งต่างจากมุมไบในความมโนแรกของฉันยามอยู่เมืองไทย

ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ค่ะ

Growth mindset: จิตวิทยาแห่งความสำเร็จ

อะไรคือข้อแตกต่างที่สำคัญของคนที่ประสบความสำเร็จกับคนที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ?
ทำไมคนเก่งหลาย ๆ คนจึงยังไม่ประสบความสำเร็จ
แล้วถ้าเรายังไม่เก่ง ทำอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จ
บทความนี้มีคำตอบ!

จากประสบการณ์ในการช่วยพัฒนาผู้นำกว่า 10 ปี
ในบทบาทของการเป็น Trainer ที่แบ่งปันความรู้
และช่วยสร้างทักษะในการลงมือปฏิบัติกับการ Coach
สิ่งหนึ่งที่สังเกตเห็นได้ว่าเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลมาก ๆ ของความสำเร็จ
ที่มากหรือน้อย ที่เร็วหรือช้า ของคนแต่ละคน
คือ Mindset!

ใช่ค่ะ วันนี้เราจะคุยกันถึง Mindset ตัวที่สำคัญที่สุดตัวหนึ่ง
ในการสร้างความเติบโต หรือที่เราเรียกกันว่า Growth mindset

fixed mindset

1. Growth Mindset คืออะไร

หนังสือต้นตำรับสำหรับ Growth mindset เริ่มมาจาก Carol S. Dweck
ซึ่งเป็นอาจารย์ที่สอนด้านจิตวิทยาที่ Stanford University
เขียนรวบรวมไว้จากงานวิจัยของเธอในปี 2006 หรือเมื่อ 13 ปีที่แล้ว
ข้อสรุปจากงานวิจัยหลาย ๆ ชิ้นของ Carol Dweck พบว่า
วิธิมองโลก หรือ Mindset มี 2 แบบที่แตกต่างกันคือ

มิติของ Mindset Fixed mindset Growth mindset
ความพยายาม ถ้าต้องพยายามแปลว่าเรายังไม่เก่งจริง ความพยายามเป็นส่วนสำคัญที่บอกว่าเรากำลังเรียนรู้
ความท้าทาย มันทำให้เราแพ้ได้ง่าย ๆ ดังนั้นควรทำในสิ่งที่เราทำได้จะดีกว่า ทำให้เรามีความมานะ พากเพียร
ความผิดพลาด หลีกเลี่ยงกับความผิดพลาด เพราะทำให้เราดูไม่ดี ไม่มั่นใจในตนเอง ความผิดพลาดเป็นครูของการเรียนรู้ทั้งปวง
ข้อมูลป้อนกลับ

(ด้านปรับปรุง)

เขาว่าเราตรง ๆ โดยที่ไม่เข้าใจเรา
(ปกป้องตนเอง ต่อต้าน)
ดีนะที่มีคนมาบอก เราจะได้รู้ว่าครั้งหน้าต้องทำอย่างไรให้ดีขึ้น
ความสำเร็จของผู้อื่น ความสำเร็จของผู้อื่นคุกคามฉัน เราควรเรียนรู้จากความสำเร็จของผู้อื่น

เมื่อเห็นความคิดข้างต้นแล้ว เราคงพอเดาได้ไม่ยากว่าใครที่มีความสุขอยู่ใน Comfort zone เดิม ๆ!

sattaya

ตัวอย่างของการนำมาใช้ในองค์กรที่เราเห็นได้คือ CEO ของ Microsoft
เมื่อเขามารับตำแหน่งเพื่อพลิกโฉมให้กับ Microsoft
Satya Nadella นำเรื่องนี้มาเป็นแนวทางในการพัฒนา Mindset
เพื่อขับเคลื่อนองค์กรในช่วงที่ต้องก้าวข้ามความเปลี่ยนแปลง
เรื่องนี้พลิกโฉมให้ Microsoft เปลี่ยนจากวัฒนธรรม
Know-it-all เป็น Learn-it-all!

อ่านบทความที่เขียนถึงเรื่อง Microsoft ได้ที่นี่

2. GRIT ภาคขยายต่อของการเติบโตอย่างยั่งยืน

angela

Angela Duckworth นำงานของ Carol Dweck มาขยายผลในการศึกษา
โดยนำมาปรับใช้กับบทบาทการเป็นครูสอนคณิตศาสตร์ให้กับเด็กเกรด 7 ในนิวยอร์ค
เธอเรียนรู้ว่าไอคิวไม่ใช่สิ่งเดียวที่แยกเด็กเรียนดีที่สุดกับเด็กที่เรียนแย่ที่สุด
เพราะเด็กที่ผลการเรียนดีที่สุดบางคนไม่ได้มีคะแนนไอคิวสูงลิบ
แล้วเด็กที่ฉลาดที่สุดบางคนก็ไม่ได้มีผลการเรียนดีนัก

ดูคลิปที่เธอพูดใน Ted Talk ได้ที่นี่

สิ่งที่เธอค้นพบว่าเป็นปัจจัยหลักคือคำว่า Grit
ซึ่งเปรียบเสมือนการช่วยให้คนหนึ่งคนสร้างความสำเร็จแบบเป็นนักวิ่งมาราธอน
ไม่ใช่นักวิ่งระยะสั้น
เพราะความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้มาแค่ชั่วข้ามคืน

และแน่นอนค่ะเรื่องนี้มันทำให้คนหนึ่งคนลุกขึ้นมา
สร้าง Self-motivation ให้กับตนเองด้วยการปรับใช้ Growth mindset
เพื่อรักษาความเพียรพยายามทำในสิ่งที่ท้าทายกว่าความสามารถในปัจจุบัน
และรับมือกับความล้มเหลวในช่วงแรก ๆ ของการทดลอง
เพราะ Growth mindset เป็นความเชื่อที่ว่า
ความสามารถในการเรียนรู้เป็นสิ่งที่ไม่ตายตัว
สามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยความพยายามของเรา
และความล้มเหลวไม่ได้อยู่ยั้งยืนยง

grit

ทีนี้เราลองมาดูนะคะว่าวิธีการมองอย่างไรที่ทำให้เราสามารถเปลี่ยนมุมมองกับสิ่งที่เรายังทำไม่ได้หรือทำได้ไม่ดี

3. วิธีการเริ่มต้นเปลี่ยน Mindset จาก Fixed เป็น Growth

เครื่องมือที่ช่วยหยุดเสียงในหัวเมื่อเราสามารถ “จับสังเกต” Fixed mindset ของเรา
เวลาที่เราไม่เก่งเรื่องอะไร คือให้เราเติมคำว่า “ยัง” (yet) ลงไป เช่น

จากเดิม เปลี่ยนเป็น
ฉันไม่เก่งคอมพิวเตอร์  (I’m not good at computer) ฉัน ยัง ไม่เก่งคอมพิวเตอร์ (I’m not good at computer YET)
ฉันไม่รู้ (I don’t know) ฉัน ยัง ไม่รู้ (I don’t know YET)

ไม่เก่งตอนนี้ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่เก่งตลอดไป
คิดได้ดังนี้แล้ว ก็ไปลงมือเรียนรู้ฝึกฝนกันเลย!

yet 2

เครดิตภาพ:
https://www.forbes.com/sites/tomvanderark/2018/04/18/hit-refresh-how-a-growth-mindset-culture-tripled-microsofts-value/#5a9a320852ad
https://www.teacherspayteachers.com/Product/Growth-Mindset-Bulletin-Board-Display-The-Power-of-Yet-3325818

*********************************

คลิ้กที่นี่เพื่อติดตามสาระความรู้ล่าสุดที่แฟนเพจ “The Art of Growing”

The Art of Growing